
Ticket to Paradise (2022) ตั๋วรักสู่พาราไดซ์ เรื่องราวของอดีตสามีภรรยาที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการหยุดงานแต่งงานของลูกสาวทีกำลังตกหลุมรักอย่างหน้ามืดตามัว เพื่อไม่ให้ลูกทำอะไรผิดพลาดเหมือนกับพวกเขา

คู่สามีภรรยาที่หย่าร้างกันร่วมมือกันเดินทางไปบาหลี เพื่อหยุดไม่ให้ลูกสาวตัดสินใจผิดพลาดเหมือนที่พวกเขาคิดว่าตัวเองเคยทำเมื่อ 25 ปีก่อน
เรื่องราวของอดีตสามีภรรยาที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการหยุดงานแต่งงานของลูกสาวที่กำลังตกหลุมรักอย่างหน้ามืดตามัว เพื่อไม่ให้ลูกทำอะไรผิดพลาดเหมือนกับพวกเขา
"Ticket to Paradise" เป็นตัวอย่างชัดเจนที่ว่าตัวอย่างหนังดีกว่าตัวหนังจริง ๆ บทภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนออะไรใหม่ ๆ ให้กับแนวโรแมนติกคอมเมดี้ แถมยังเร่งใช้สูตรเดิม ๆ เต็มไปด้วยคลิชเ่ช่ที่คุ้นเคย การแสดงของจูเลีย โรเบิร์ตส์ และจอร์จ คลูนีย์ก็เรียบง่ายไม่ค่อยมีเสน่ห์ ในขณะที่ตัวละครรองกลับน่าประทับใจกว่า เช่น ตัวละครเวรอน บัตเลอร์ที่แสดงโดยบิลลี่ ลอร์ด สถานที่ถ่ายทำนั้นสวยงามตระการตาและการถ่ายภาพก็ทำให้ดูยิ่งใหญ่อลังการขึ้นอีก แต่กลับกัน บทกลับไม่น่าติดตาม และในฐานะความบันเทิงก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ หนึ่งในจุดที่แย่ที่สุดคือ CGI ที่แย่มากกับการสร้างโลมาที่ปรากฏบนจอแค่ไม่กี่วินาที หนังเรื่องนี้ดูครั้งเดียวก็พอ ไม่ต้องดูซ้ำ
ถ้าคุณเบื่อกับคอมเมดี้บนเน็ตฟลิกซ์ที่ต้องฝืนยิ้มจนเจ็บปาก ‘Ticket to Paradise’ จะเป็นคำตอบ! หนังรอมคอมเรื่องนี้ให้ลุ้นเร็ว ดำเนินเรื่องฉับไว บทพูดตรงไปตรงมา คู่พระนางเคมีดีมากๆ ความสัมพันธ์แบบเพื่อนนานปีทำให้พวกเขาเล่นได้ลื่นไหล จูเลีย โรเบิร์ตส์ คือราชินีแห่งวงการรอมคอมที่ยังครองบัลลังก์ไม่เสื่อมคลาย ถ้าอยากหาตั๋วหนังสักเรื่องให้ชีวิตเบิกบาน 2 ชั่วโมง ต้องไม่พลาดเรื่องนี้!
Ticket to Paradise เป็นหนังรักคอมเมดี้ธรรมดาๆ ที่ไม่มีความแปลกใหม่เลย ไม่มีความเสี่ยงหรือความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ในการสร้างเรื่องนี้ ทุกอย่างเดินตามสูตรเดิมที่คุ้นเคย ผู้สร้างเพียงนำดาวใหญ่อย่าง George Clooney และ Julia Roberts มาเป็นตัวดึงดูด觀眾 ส่วนอื่นๆ ก็ทำแบบขอไปที มุกฮาเป็นแบบเดิมๆ ที่เห็นมาซ้ำแล้ว เนื้อเรื่องก็คลาสสิกตามแบบฉบับหนังรักคอมเมดี้ ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ถึงจะไม่ใช่หนังแย่ แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีไฟแรงบันดาลใจ ดูแล้วเหมือนถูกออกแบบโดยทีมตลาด สุดท้ายก็ได้หนังน่ารัก หวานๆ แต่ธรรมดาๆ ที่ถ้าคุณเคยดูหนังแนวนี้มาก่อน ก็เหมือนเห็น Ticket to Paradise ไปแล้ว...แต่บางช่วงก็ให้ความบันเทิงได้ดี
ฉันรักนักแสดง รักสถานที่ถ่ายทำ และรักเรื่องราวความรักในวัยกลางคนที่ได้แสดงออกมาแบบใหม่ แต่พล็อตเรื่องดูขี้เกียจและรู้สึกเหมือนพลาดโอกาสที่ดีไป หนังเป็นได้แค่พอใช้ในเมื่อควรจะยิ่งใหญ่กว่านี้ รู้สึกเหมือนนักแสดงแค่เดินผ่านไปมาในฉาก ส่วนบทก็ทำลายศักยภาพของพวกเขา นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ฉันไม่สนุกเต็มที่คือความโง่ของลูกสาวที่ถูกบอกว่าเป็นคนฉลาด ทำไมต้องรีบแต่งงานกับคนที่เพิ่งรู้จักแค่ 30 วัน? บางทีเธออาจติดซีรีส์ 30 Day Fiancé เกินไป เขาเป็นหนุ่มหล่อและอยู่บนเกาะสวรรค์จริง แต่ถ้าต้องเก็บสาหร่ายเป็นปี สุดท้ายก็ต้องเบื่อแน่! จอร์จกับจูเลียต์มีเคมีดี แต่รู้สึกเหมือนเราถูกโกงไม่ให้เห็นพวกเขาจูบกันแบบจัดเต็ม หนังดูเพลินเพราะความน่าปัมพันธ์ แต่ไม่ใช่คลาสสิก และอาจไม่น่าดูซ้ำ
หนังเรื่อง Ticket to Paradise เดินทางตามสูตรที่คุ้นเคย แม้เนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรน่าแปลกใจแต่ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าทำไมสูตรนี้ถึงยังใช้ได้ผลเมื่อทำดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในมือของสองตำนานแห่งวงการหนังที่เข้ากันได้ดีที่สุด จอร์จ คลูนีย์ และ จูเลีย โรเบิตส์ ต่างแสดงได้เยี่ยม ด้วยเคมีระหว่างคู่ที่พุ่งแรงตั้งแต่ครั้งแรกพบจากการร่วมงานกันมาหลายครั้ง ส่วน เคตลิน เดเวอร์ ก็ทำได้ดีกับบทที่อบอุ่น ทำให้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันดูจริงใจ การกำกับของ โอล ปาร์คเกอร์ ก็เฉียบขาด สถานที่ถ่ายทำสวยงามตลอดทั้งเรื่อง พร้อมจังหวะการดำเนินเรื่องที่ต่อเนื่อง ดนตรีโดย ลอร์น บัลฟ์ ก็เข้ากับโทนภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว ทั้งยิ่งใหญ่และน่าหลงใหล
จอร์จ คลูนีย์ และ จูเลีย โรเบิร์ตส์ กลับมาคู่กันอีกครั้งในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องใหม่ สนุก เบิกบาน และเต็มไปด้วยมุกฮาแบบที่คาดเดาได้ พร้อมความดราม่าเล็กๆ น้อยๆ ที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวา นักแสดงระดับตำนานคู่นี้รับบทพ่อแม่หย่าร้างที่ร่วมมือกันวางแผนขัดขวางงานแต่งงานของลูกสาวทนายความหัวใส ผู้จะสมรสกับชาวสวนสาหร่ายบนเกาะสวย หนังเรื่องนี้คือทางลัดพักใจจากความวุ่นวายในโลกจริง ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ชวนคุณหลุดไปสนุกกับทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาว และพระอาทิตย์ตกสุดอลังการ รับรองว่าคุ้มค่า! ทั้งคลูนีย์และโรเบิร์ตส์แสดงได้สมบทบาท ทั้งการจิกกัดกันสนุกๆ และเคมีที่เข้ากันได้ดี ฉากหลังวัฒนธรรมท้องถิ่นและพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมก็เป็นจุดเด่นที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ สดชื่น และน่าจดจำ
จูเลีย โรเบิตส์ และ จอร์จ คลูนีย์ แสดงได้ดีมากในเรื่องนี้ เนื้อเรื่องพูดถึงความผิดพลาดในวัย年轻 การต่อสู้กับอดีต การตัดสินใจแย่ๆ เพราะไม่ยอมรับความจริง และการเติบโตเหนือมัน—ส่วนนี้ดีมาก! แต่จุดอ่อนคือตัวละครลูกสาว (คา이트ลิน เดเวอร์) ที่ถูกนำมาเปรียบกับพ่อแม่ว่า “รู้จักชีวิตดีกว่า” โดยเธอตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไปเป็นชาวนาสาหร่ายที่บาหลีกับคนเพิ่งรู้จัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำตามพ่อแม่ทุกอย่าง เช่น เรียนกฎหมาย ปัญหาคือถ้าเธอมั่นใจในตัวเองขนาดนี้ ทำไมถึงยอมทำตามพ่อแม่มาตลอด? การตัดสินใจแบบหุนหันนี้อาจสะท้อนวิกฤตวัย 25 ปีของเธอ นอกจากนี้ ยังมีข้อผิดพลาดเรื่องระบบการศึกษา: ในสหรัฐฯ คณะนิติศาสตร์ต้องเรียนต่อหลังจากจบปริญญาตรี แต่นางเอกบอกว่าเรียนจบ 4 ปี—นี่หมายถึงปริญญาตรี? ถ้าเธออายุ 22 ทำไมเรียนกฎหมายจบ? หรืออายุ 25-27? รายละเอียดนี้สำคัญต่อการเข้าใจแรงจูงใจของตัวละคร อีกประเด็นคือภาพชีวิตชาวนาสาหร่ายในบาหลีที่ดูร่ำรวยเกินจริง บ้านสวย เทคโนโลยีเพียบ ตัวพระรองดูเหมือนเรียนเมืองนอก ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์ชุมชนจริงๆ ถูกบิดเบือน เสมือนสร้างภาพคนท้องถิ่นเป็น ‘มนุษย์บริสุทธิ์ผู้รู้แจ้ง’ แบบใน Eat Pray Love ที่มองโลกผ่านเลนส์นักท่องเที่ยวมากเกินไป
คุณต้องลองนึกภาพคลูนีย์กับโรเบิตส์ คู่หูสนิทในชีวิตจริง ที่อ่านบทหนังแล้วเห็นโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนในสถานที่แปลกใหม่กับเพื่อน แถมยังได้เงินค่าจ้างอีกต่างหาก แม้ทั้งคู่จะไม่ได้ตั้งใจแสดงมากนัก แต่ทั้งสองก็ยังมีเสน่ห์อยู่ดี (ซึ่งที่น่าเสียดายคือพวกเขาแสดงแบบไม่เต็มใจจริงๆ) หนังเริ่มต้นได้ดีมาก ด้วยการเถียงกันไม่หยุดของคู่หม้ายที่ดูเป็นคอเมดี้ป่วนๆ ชั้นยอด แต่พอมาถึงบาหลีตอนที่ทั้งคู่รวมพลังกัน เนื้อเรื่องกลับน่าเบื่อและซ้ำซากจนน่าตกใจ คู่รักวัยเยาว์ดูไม่จริงใจเลย ทำให้ไม่รู้สึกว่าพวกเขาตกอยู่ในอันตราย ส่วนการนำเสนอชีวิตและวัฒนธรรมบาหลีก็หวานเลี่ยนเกินไป พูดสั้นๆ ก็เฉยๆ ไม่มีอะไรน่าประทับใจ
หากคุณกำลังจะสร้างภาพยนตร์รักตลก/ดราม่าแบบทั่วๆ ไป การถ่ายทำในหนึ่งในสถานที่สวยที่สุดในโลกและเชิญนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังที่สุดมาร่วมแสดงก็เป็นความคิดที่ดี สถานที่และทิวทัศน์นั้นสวยงามตระการตา การแสดงของนักแสดงก็ดีมาก และแม้เนื้อเรื่องจะคาดเดาได้ง่าย แต่ก็เป็นความบันเทิงเบาสบายที่สนุกสนานและแฝงแง่คิดทางศีลธรรมเบาๆ หนังเรื่องนี้ยาวเกินไปเล็กน้อย และตอนเบื้องหลังการถ่ายทำที่แทรกเข้ามาคือส่วนที่ตลกที่สุดของเรื่อง โดยรวมแล้วผมให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้ 6 เต็ม 10
นี่คือการรีเมคแบบครึ่งๆกลางๆจากภาพยนตร์คอมเมดี้ฝรั่งเศสที่มีแดนนี่ บูนแสดง ส่วนเวอร์ชั่นเดิมนั้นตลกกว่าและมีบทที่ดียิ่งกว่า แต่เวอร์ชั่นนี้กลับทำแบบขี้เกียจและดูถูกผู้ชมราวกับเราเป็นคนไม่คิด เพราะคิดแค่ว่าทิวทัศน์สวยๆอย่างบาหลีกับดาราหน้าตาดีอย่างจอร์จ คลูนีย์ และ จูเลีย โรเบิร์ตส์ จะรับประกันความสำเร็จได้แม้บทจะแย่และไร้ความพยายาม ดูแล้วเหมือนคอมเมดี้รีบร้อนทำขึ้นมาเพื่อเน็ตฟลิกซ์ แนะนำว่าไม่ต้องเสียเงินไปดูรอสตรีมมิ่งหรือดูในทีวีดีกว่า...เว้นแต่คุณจะรู้สึกหม่นหมองชีวิตพังและต้องการความบันเทิงเบาสมองชั่วคราว ให้คะแนน 3/10 สำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าคุณเศร้าซึมอยู่ได้ 8/10
อย่าไปฟังรีวิวแย่ๆ เลยนะ นี่คือหนังที่คุณนั่งดูสบายๆ โดยไม่ต้องคิดมาก สมัยนี้คนเราไม่ทำแบบนั้นแล้วเหรอ? คุณจะได้ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในสวรรค์กับจูเลีย โรเบิร์ตส์ และจอร์จ คลูนีย์ แค่การแสดงก็คุ้มแล้ว ส่วนนักแสดงคนอื่นก็เจ๋งไม่แพ้กัน แล้วถ้าเรื่องมันเดาได้ล่ะ? บางครั้งการที่เราทายถูกก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ถ้าทุกอย่างรอบข้างมันเพอร์เฟ็กต์ ฉันฮากับมุกง่ายๆ และรู้สึกดีมากหลังดูจบ นี่คือหนังดีๆ ที่เหมาะมากถ้าอยากพักสมองจากการเป็นคนฉลาดที่สุดที่คุณรู้จัก ฉันว่าเขาทำหนังมาเพื่อแบบนี้แหละ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอะไรเกินนั้น
พูดตรงๆ ก็เดาเรื่องได้ตั้งแต่ต้น แต่มันก็ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเพราะเป็นหนังที่ตรงตามที่คุณคาดหวัง เนื้อเรื่องเดิมๆ ในฉากใหม่ แต่ไม่ใช่เรื่องพล็อต แต่อยู่ที่ความชวนหลงใหลและบรรยากาศหนังผ่อนคลาย ตลกเล็กน้อยที่ผมเป็นคนวัยเดียวในโรง ส่วนผู้ชมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยกลางคนกับผู้ชายอายุมากกว่าเล็กน้อย ครั้งล่าสุดที่เจอแบบนี้คือตอนดู The Good House ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกคน น่าจะเป็นเพราะคนส่วนมากมาดู Black Adam ซึ่งผมก็ดูก่อนเหมือนกัน พอเริ่มเรื่องด้วยอดีตสามี-ภรรยาที่เล่าเหตุการณ์เดียวกันในมุมต่างกัน ก็รู้ทันทีว่าเรื่องจะไปทางไหน มีคำประชดตลอดเรื่อง ไม่ถึงกับติดปากหรือน่าอาย ให้ความรู้สึกเหมือนคอมเมดี้ยุคต้น 2000 ที่หายากในปัจจุบัน แถมมีช่วงเบื้องหลังตอนท้ายเครดิตด้วย เป็นหนังที่พยายามทำคล้าย I Want You Back ที่ไม่ค่อยได้ดวง สนุก เบาสมอง และดูเพลิน ดีที่ได้เห็นจอร์จ คลูนีย์ กับ จูเลีย โรเบิร์ตส์ ในบทสัมพันธ์ระหองระแหอง ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาทำให้เรื่องน่าดู จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องตลกโปกฮา แต่อยู่ที่เคมีระหว่างตัวละคร ซึ่งน่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ของลิลลี่กับเกเดให้มากขึ้นตั้งแต่ต้น เพราะแม้เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญ แต่เรากลับไม่รู้สึกอินเท่าไหร่ ในทางทฤษฎี หนังมีทุกอย่างให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ 50 First Dates, How to Lose a Guy in 10 Days, The Proposal หรือแม้แต่ผลงานเก่าของสองนักแสดง แต่กลับขาด ‘ความพิเศษ’ ที่ทำให้ตราตรึง แม้มีส่วนผสมครบ แล้วมันขาดอะไรล่ะ? หนังคลาสสิกเหล่านั้นอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรารักมันเพราะเป็น ‘หนังปลอบประโลมใจ’ Ticket to Paradise เป็นหนังดี แต่ไม่ใช่หนังที่รัก ซึ่งสำคัญมากในแนวนี้ มันดีแบบไม่ฝังใจ แต่ก็ทำให้คุณอยากกลับมาดูซ้ำๆ เหมือนห่มผ้าดูหนังบนเตียงนั่นแหละ
ฉันอยากจะชอบหนังเรื่องนี้เพราะนักแสดงนำ แต่ก็ไม่มีอะไรให้ชอบจริงๆ มีแต่ฉากเดิมๆ จากหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่คล้ายกัน การแสดงตลกดูฝืนและน่าหดหู่ บทพูดฉลาดๆ (ที่แทนที่การพัฒนา karakter จริงๆ) ระหว่างจอร์จ คลูนีย์กับจูเลีย โรเบิร์ตส์ ก็เก่าเร็วเกินไป ตัวละครหลักไม่มีมิติลึกซึ้ง การตัดต่อเสียงทำให้น่าฟังบทพูดยาก บางครั้งนักแสดงก็พูดพึมพำไม่ชัด ให้ 3 ดาวเพราะภาพธรรมชาติสวยงาม แต่ไม่รู้ว่ามีส่วนไหนที่แท้จริงของบาหลีหรือไม่ หวังว่าพวกเขาจะไม่ทำให้คนบาหลีเสียความรู้สึก แนะนำให้ดูเรื่องอื่นดีกว่า
Mother of the Bride (2024) แม่เจ้าสาว
5.8

Hellhole (2022) ขุมนรก