
Shortcomings (2023) หัวใจชำรุดมนุษย์โรงหนัง เบน บอกไม่ถูกว่าชีวิตเขาต้องการอะไรกันแน่ เขาฝันอยากเป็นคนทำหนัง แต่อุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน ทุกวันนี้จึงหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นผู้จัดการโรงหนังอาร์ตเล็กๆ ในเบิร์คลีย์ เบนมีแฟนกับเขาหนึ่งคน เธอชื่อ มิโกะ ซึ่งเป็นทีมงานจัดเทศกาลหนังเอเชียนอเมริกัน เป้าหมายชีวิตของมิโกะสูงกว่าเบนมาก วันหนึ่งเธอจึงย้ายไปทำงานที่นิวยอร์ก และนั่นหมายถึงการต้อง “หยุดพัก” ความสัมพันธ์กับเบนไปโดยปริยาย ระหว่างพักยกความสัมพันธ์ เบนเลยทำในสิ่งที่หนุ่มเอเชียนอย่างเขาใฝ่ฝันมานาน คือการจีบสาวผิวขาวเป็นแฟน แต่ความยุ่งยากที่คาดไม่ถึงก็ตามมา เบนเลยไปขอคำปรึกษาจาก อลิซ เพื่อนสนิทที่รู้สันดานเสียๆ ของเบนเป็นอย่างดี และยินดีที่จะเข้ามา “ช่วย” ให้สถานการณ์ในชีวิตของเขา…วายป่วงยิ่งกว่าเดิม

ติดตามชีวิตกลุ่มคนหนุ่มสาว 3 คนในเขตเมืองเบย์แอเรีย - เบน ทานากะ, มิโกะ ฮายาชิ และอลิซ ลี - ขณะพวกเขาต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างบุคคล พร้อมกับการเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ในอุดมคติ
เบน บอกไม่ถูกว่าชีวิตเขาต้องการอะไรกันแน่ เขาฝันอยากเป็นคนทำหนัง แต่อุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน ทุกวันนี้จึงหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นผู้จัดการโรงหนังอาร์ตเล็กๆ ในเบิร์คลีย์ เบนมีแฟนกับเขาหนึ่งคน เธอชื่อ มิโกะ ซึ่งเป็นทีมงานจัดเทศกาลหนังเอเชียนอเมริกัน เป้าหมายชีวิตของมิโกะสูงกว่าเบนมาก วันหนึ่งเธอจึงย้ายไปทำงานที่นิวยอร์ก และนั่นหมายถึงการต้อง “หยุดพัก” ความสัมพันธ์กับเบนไปโดยปริยาย ระหว่างพักยกความสัมพันธ์ เบนเลยทำในสิ่งที่หนุ่มเอเชียนอย่างเขาใฝ่ฝันมานาน คือการจีบสาวผิวขาวเป็นแฟน แต่ความยุ่งยากที่คาดไม่ถึงก็ตามมา เบนเลยไปขอคำปรึกษาจาก อลิซ เพื่อนสนิทที่รู้สันดานเสียๆ ของเบนเป็นอย่างดี และยินดีที่จะเข้ามา “ช่วย” ให้สถานการณ์ในชีวิตของเขา...วายป่วงยิ่งกว่าเดิม
ดูหนังเรื่องนี้ที่เทศกาลหนัง Sundance 2023 "Shortcomings" เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 3 คนในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก—เบน ทานากะ, มิโก ฮายาชิ และอลิซ คิม—ที่ต้องเผชิญความสัมพันธ์หลากรูปแบบ พร้อมเดินทางข้ามประเทศเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ในอุดมคติ นี่คือผลงานกำกับหนังยาวครั้งแรกของแรนดัล พาร์ค และต้องบอกว่าเป็นงานเริ่มต้นที่ทำได้ดี! หนังสำรวจมิตรภาพ ความรัก ความหลงตัวเอง และการเติบโตในชุมชนชาวเอเชียหรือเอเชีย-อเมริกัน ถึงผมจะไม่ถึงขั้นตะลึงกับเนื้อเรื่อง แต่ก็รู้สึกเชื่อมโยงกับหนังได้อยู่ดี พาร์คจับเคมีระหว่างนักแสดงได้น่าสนใจ แถมยังใส่ humor บันเทิงๆ และบุคลิกเฉพาะตัวของตัวละครเข้าไปได้เหมาะกับยุคสมัย การแสดงของนักแสดงแต่ละคนนั้นเด่นมาก โดยเฉพาะจัสติน เอช. มิน ที่รับบทตัวละครผู้ชายไม่โตได้เนียนเลิศ งานกล้องไม่ได้หวือหวาแต่เข้ากับบรรยากาศรวม ส่วนงานผลิตนั้นคุณภาพดี บทบางส่วนก็เขียนได้คมและฮา แต่พอเรื่องดำเนินไปก็คาดเดาทิศทางได้ง่าย กลายเป็นหนังรักคอมเมดี้สูตรเดิมๆ ที่มีจุดพลิกผันที่คาดเดาได้ แต่ถ้าไม่มีเสน่ห์ของพาร์คและเคมีของนักแสดง คงกลายเป็นหนังรักสามัญสุดเฟลไปแล้ว แม้บทพูดบางส่วนจะเฉียบ แต่ก็มีบางช่วงที่บทดูแข็งกระด้างหรือฝืนๆ ไม่รู้ว่าเจตนาให้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็พอเข้าใจได้ แต่ถ้าไม่นี่ก็บทที่พูดออกมาก็ดูติดขัดอยู่บ้าง บางตัวละครสมทบก็น่ารำคาญอยู่เล็กน้อย ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง สรุปแล้วนี่คือหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่ดูเพลิน ใช้เวลาดี มีแนวคิดน่าสนใจ ผมแนะนำสำหรับคนที่อยากดื่มเบาๆ สักแก้วสองแก้วแล้วดูเพื่อความสนุก ให้คะแนน: B-
แน่นอนว่าตัวเอกสามารถเป็นคน 'ล้มเหลว' ได้ แต่เขาต้องมีบางสิ่งที่ทำให้ผู้ชมหลงรัก รู้สึกใกล้เคียง หรืออย่างน้อยก็อยากสนับสนุน ส่วน 'เบน' ตัวละครหลักเรื่องนี้ กลับควบคุมทุกอย่าง ใจไม่ซื่อ มองโลกแง่ร้าย แถมยังเหยียดเชื้อชาติ และที่สำคัญ...เขาคือราชาแห่งการเสแสร้ง! แม้ตัวละครจะมีการพัฒนา แต่เขากลับทำสิ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ตัวเองวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่รู้สึกขัดแย้งใดๆ นี่คือจุดที่ผู้ชมหายสนใจเขาไปโดยสิ้นเชิง ส่วนตอนจบก็ดราม่าไม่พอแรงอีกต่างหาก สำหรับผลงานกำกับเดบิวต์ของแรนดัล พาร์ค 'Shortcomings' ถือว่าเล่าเรื่องได้เนียนลื่น ไหลต่อเนื่องแบบไม่มีเหตุผลแปลกแยกจนเกินไป
สเตฟานี ซู มีบทบาทเล็กๆ ที่น่าสนใจ แม้ตอนแรกอาจลืมไปแต่บทบาทเธอกลับมาอีกครั้งในตอนท้ายเพื่อสื่อสารแนวคิดสำคัญของหนัง ช่วงนี้มีหนังเอเชีย-อเมริกันออกมาเยอะ แม้ ‘Everything Everywhere All at Once’ จะดังสุด แต่ ‘Joy Ride’ ที่เพิ่งดูไปก็ดี ส่วน ‘Shortcomings’ นี้แม้ไม่หวือหวาก็มีเสน่ห์ บางส่วนทำให้นึกถึงสไตล์เวส แอนเดอร์สัน ที่แบ่งเรื่องเป็นบทเหมือนนิยาย แต่ยังคงความเรียลลิสติกไม่เน้นสีสันฉูดฉาด สิ่งที่สังเกตอีกอย่างคือหนังค่อนข้างเงียบ แทบไม่มีเสียงพื้นหลังและตัวละครประกอบก็ดูจาง ดีใจที่ยกเวทีให้สไปเดอร์แมนและเจคอบ บาตาลอนรู้ตัวด้วย! ส่วนซับไตเติ้ลไม่จำเป็นเพราะเกือบทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ถึงจะไม่ตลกสุดแต่บาง场景ก็รู้สึกจริงมาก ตัวละครและเหตุการณ์ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้ช่วงที่ต้องสะเทือนใจอย่างความอับอาย ความรัก ความเจ็บปวด หรือการเติบโต รู้สึกเหมือนอยู่ร่วมเหตุการณ์ไปด้วย personalคิดว่านี่ไม่ใช่แค่หนังรัก แต่เป็นการศึกษาตัวละครชายชื่อ ‘เบน’ ที่ใช้ความสัมพันธ์เป็นเครื่องสะท้อนตัวตน เขาทำให้นึกถึง ‘รามี’ จากซีรีส์同名เรื่อง ที่เราอายแทนและอยากให้เขาตัดสินใจดีกว่านี้ คือแบบ ‘เด็กชายในร่างผู้ใหญ่’ นั่นแหละ หนังดำเนินช้า ไม่ใช่ประเภทตื่นเต้นในโรง แต่เหมาะดูคนเดียว คล้าย ‘Destination Wedding’ ที่แหกกฎหนังรัก แต่มีมุมน่ารักกว่า บางช่วงก็อินจนใจละลาย แต่ไม่ถึงขั้นเรียกว่าหนังรัก สรุปคือยิ่งดูยิ่งชอบ แม้ตอนเริ่มอาจยังงงๆ
สวัสดีอีกครั้งจากความมืดมน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แรนดัลล์ พาร์ก สร้างผลงานการแสดงชั้นยอด โดยอาจเป็นที่จำได้มากที่สุดจากบทพ่อสามียิ้มง่ายในซีรีส์ยาว "Fresh Off the Boat" เขายังมีบทเด่นในมินิซีรีส์ "WandaVision", "Veep" และภาพยนตร์ชุด Ant-Man คราวนี้เมื่อเขาก้าวมาเป็นผู้กำกับหนังยาวครั้งแรก พาร์กยังคงใกล้ชิดกับชุมชนเอเชีย แต่ไม่เน้นประเด็นความต่างระหว่างวัยหรือภาพจำทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคย เขาดัดแปลงบทจากนิยายกราฟิกของ เอเดรียน โทมิเนะ ตัวเอง หนังเปิดตัวด้วย ไมโกะ (อัลลี่ มากิ) และ เบ็น (จัสติน เอช. มิน) ที่กำลังดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ ช่วงเปิดเรื่องล้อเลียนความสำเร็จของ "Crazy Rich Asians" (2018) และนำไปสู่การโต้เถียงของทั้งคู่ ไมโกะในฐานะผู้จัดเทศกาภาพยนตร์รู้สึกปลาบปลื้มกับเสียงตอบรับที่ดี ในขณะที่เบ็น ผู้กำกับหนังอินดี้มือใหม่ กลับรังเกียจที่หนังยอมตามตลาด เราเห็นชัดว่าเบ็นเป็นคนหยิ่งยะโส ส่วนไมโกะทนไม่ไหวแล้ว เบ็น manage โรงหนังเล็กๆ ในเบิร์กลีย์ และมักทานข้าวเที่ยงกับอลิซ (เชอร์รี่ โคล่า) เพื่อนคนเดียวที่ชี้ว่า "ความอวดดี" ของเขาไม่เป็นที่นิยม อลิซที่เป็นเลสเบี้ยนมักหัวเราะเวลาคบคนใหม่ๆ ไมโกะตำหนิเบ็นที่มีฟีทิชกับสาวขาวตาสีฟ้า ก่อนจะประกาศไปฝึกงานที่นิวยอร์ก ทำให้เราคาดว่าหนังคงเล่าเรื่อง "การเปลี่ยนแปลง" ของเบ็น เมื่อไมโกะจากไป เบ็นดูสบายใจที่สุดเมื่อได้ดูหนังเก่าๆ คนเดียว เขาเป็นเด็กหลุดจากโรงเรียนภาพยนตร์ ที่ไม่รู้จักกาลเทศะและพูดจาไม่คิด เราเห็นเขาไล่จีบสาวขาวตาสีฟ้าสองคน ทั้งออทัม (ทาวิ เกวินสัน) พนักงานขายตั๋วที่อารมณ์ขึ้นลง และซาช่า (เดบบี้ ไรอัน) ที่เพิ่งเลิกกับแฟนสาว แม้อลิซจะเตือน แต่ความยโสของเบ็นก็ทำให้เขาตกอยู่ในความเหงา ทุกอย่างเปลี่ยนเมื่ออลิซบอกว่าจะย้ายไปนิวยอร์กและชวนเขาไปเที่ยว เบ็นคิดว่านี่คือโอกาสคืนดีกับไมโกะที่เงียบหายไป แต่กลับพบว่าอลิซกำลังคบกับเมเรดิธ (โซโนยะ มิซูโนะ) ส่วนไมโกะก็มีสถานะความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ เลออน (ทิโมธี ไซมอนส์) นักออกแบบแฟชั่นที่มีฟีทิชกับคนเอเชียก็เข้ามาเกี่ยวข้อง หนังถูกระบุว่าเป็นคอมเมดี้ แต่แฝงความเศร้าจากการตามหาความรักและหลีกเลี่ยงความเหงา ข้อความสำคัญคือ "เราทุกคนล้วนมีข้อบกพร่อง แต่จะพบความสุขได้เมื่อรู้จักชื่นชมความสุขของ他人" การตามดูเส้นทางของเบ็นอาจไม่สนุกตลอด แต่เป็นการเล่าเรื่องที่มีชั้นดี เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เริ่มวันที่ 4 สิงหาคม 2023
ในแบบตลกขบขัน หนังเรื่องนี้เป็นหนังประเภทที่ถูกพูดถึงใน 'Shortcomings'... ตัวละครหลักเป็นคนที่ไม่ยอมรับตัวเองพร้อมกับอคติ...และยังซัดทอดอคตินี้ให้คนรอบข้าง...เขาทำให้ตัวเองและคนรอบข้างไม่มีความสุข...เหมือนการเดินทางตามหาความสุขด้วยการค้นพบและยอมรับตัวตนที่แท้จริง...สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างคือตัวละครหลักเป็นชาวเอเชีย...รวมถึงการแสดงที่น่าเชื่อถือ มีทั้งช่วงตลก เจ็บปวด และเกินจริง เหมือนชีวิตจริงๆ ผู้ชมอีกคนใช้คำว่า 'ผู้ชายเด็กๆ' ซึ่งก็เหมาะกับตัวละครนี้
โอเค ฉันให้คะแนนมันสูงเกินไป มันไม่ถึงขั้นดีเลิศ 10/10 แต่ว่าฉันดูแล้วสนุกมาก มันทำให้ฉันนึกถึงตอนตัวเองยัง年輕 ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่擁有 เอาแต่ไล่ล่าความรู้สึกเหมือนสะสมถ้วยรางวัล ตกหลุมรักความสัมพันธ์เดียว มีอคติ บางทีก็หงุดหงิด จริงๆแล้วทั้งหมดนี้คือการ‘โตขึ้น’ต่างหาก มันคือช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่คุณเรียนรู้วิธีต่อสู้ วิธีปล่อยวางและก้าวต่อไป เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันและ享受ช่วงเวลาดีๆ เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าและให้ความเคารพ พาร์ค ฉันคิดว่าฉันเข้าใจสิ่งที่คุณอยากสื่อแล้วล่ะ ในหนังมีหลายครั้งที่ตัวละครพูดว่า‘เขาอยู่ในยุคไหนแล้ว’ นี่น่าจะเป็นคำอธิบายสำคัญว่าเรามักถูกครอบงำด้วยอุดมคติที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก พอวันหนึ่งที่คุณตื่นขึ้นมาแล้วเริ่มคิดทบทวนสิ่งเหล่านั้นอย่างมีสติ นั่นแหละคือ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ นี่คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันได้คิด ค่อนข้างลึกซึ้ง และอีกครั้ง ฉันชอบมันมาก
หนังเรื่อง 'Shortcomings'... ให้ตายเถอะ ฉันหัวเราะมากกว่านี้ตอนดูสีทาบ้านแห้งอีกนะ คิดว่าจากตัวอย่างน่าจะเป็นหนังคอมเมดี้แห่งปี จำได้มั้ย? ตลกสุดๆ แต่พอดูจริง มีขำบ้างเป็นช่วงๆ ที่เหลือเงียบเชียบเหมือนป่าช้า แล้วเนื้อเรื่องคืออะไร? แทบถามว่า 'มีเนื้อเรื่องมั้ย?' ถ้าจะให้วัดกันที่ความเข้มข้น หนังเรื่องนี้คงอยู่แถวๆ พื้นดิน จบแล้วก็แบบ 'นี่เราต้องการหนังเรื่องนี้ในชีวิตจริงเหรอ?' คงตั้งความหวังไว้สูงไป คิดว่าจะได้ฟีสต์ตลกรสเลิศ แต่สุดท้ายได้แค่ขนมจุ๊บจิ๊บ อารมณ์เหมือนถูกหลอกนิดๆ
Shortcomings เป็นหนังที่ผมอยากดูมานาน แต่เพราะรีวิวไม่ค่อยดีจากนักวิจารณ์ เลยไม่รีบเสียตังค์ไปผิดหวัง แต่สุดท้ายดีใจที่ดู! ผมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายแน่นอน ซึ่งไม่ใช่แค่ชาวเอเชีย-อเมริกัน แต่เป็นคอมเมดี้รักที่ไม่ได้หวานใส สำหรับมิลเลนเนียลในเมืองอายุหลัก 30-40 ที่ยังสู้ชีวิตผู้ใหญ่ไม่ค่อยอยู่ หนังยังมีตัวละคร queer เยอะมาก ผมถึงกับหัวเราะดังตอนหนังล้อเลียน Crazy Rich Asians ในห้านาทีแรก แต่ใกล้จบเรื่องก็มีมุมมองสะเทือนใจผุดขึ้นมา เบน ตัวละครหลักคือตัวแทน ‘ผู้ชายเท่ๆ ไม่ชอบอะไรทั้งนั้น’ จากเจนมิลเลนเนียล เขาไม่มั่นใจในความเป็นชายเพราะถูกมองว่าไม่เข้มแข็งพอด้วยสัญชาติเอเชีย แถมยังมีพฤติกรรมคล้ายพวกหนุ่มๆ ชานเมืองผิวขาวเจน X ถึงมิลเลนเนียล ที่ชอบดูถูกคนอื่นเวลาเขาชอบวงดนตรีหรือหนังบางเรื่อง ตอน年輕ผมก็เคยคบกับผู้ชายแบบเบนมาก่อน ไม่ถึงขั้นเรียกว่า ‘หลงตัวเอง’ แต่เขายังเด็กๆ เอาแต่ใจ และสร้างความรำคาญได้สุดๆ เพราะความไม่มั่นใจในตัวเองทำให้เขาพูดจาเสียดสีและขวางความสุขคนอื่นเหมือนเด็ก 17 ขวบ อลิซ เพื่อนซี้ของเขาก็ปากร้ายและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ไม่แพ้กัน แต่การเติบโตของเธอในเรื่องก็เป็นแรงบันดาลใจให้เบนเติบโตตามไปด้วย
คะแนน: 5.0 โดยรวมเป็นหนังที่เรียบง่ายเกินไป พยายามยัดเยียดการเสียดสีแนวเมตาและ 'ต่อต้านกระแสสังคม' จนเสียความเป็นจริง การกำกับนักแสดงไม่ค่อยดี บทภาพยนตร์ก็ซ้ำๆ คาดเดาได้ ส่วนตอนจบรู้สึกเหมือนคลิป Dhar Mann การกำกับที่ค่อนข้างแย่ (ดำเนินเรื่องได้พอใช้ แต่รู้สึกเหมือนมีช่องว่างในฉากปฏิสัมพันธ์เพราะตัวละครขาดเคมีระหว่างกัน (เหมือนคลิปสต็อก) ใช้โครงสร้างโรแมนติกคอมมาล้อเลียนแต่ก็ยังติดกับดัก tropes ของแนวนี้ การแสดงจากแย่ถึงพอใช้: Justin H. Min (มีบางช่วงที่ทำได้ดีแต่บางครั้งก็ตีบทแตก ไม่ได้เป็นตัวหลักที่น่าสนใจเพราะขาดเคมีกับนักแสดงคนอื่น), Sherry Cola (ทำได้ดีที่สุดในเรื่อง เล่นตามบทเพื่อนสนิทตัวตลกได้เหมาะเจาะ), Ally Maki (การแสดงเรียบเกินไป ฉากกับ Min ก็ไม่มีเคมี), Tavi Gevinson (บทบาทไม่น่าเชื่อถือ), Debby Ryan (การแสดงเรียบเฉยกับ Min), Sonoya Mizuno (มีประสบการณ์ที่สุด โชว์อารมณ์ได้หลากหลายแต่มีบทน้อย), Jacob Batalon (ตัวตลกที่ทำได้พอใช้) ส่วนนักแสดงอื่นๆ นั้นแย่ โครงเรื่องแย่: มุ่งล้อเลียนหนังโรแมนติกคอมมากเกินไปจนไม่พัฒนาตัวเรื่อง ทุกอย่างดูปลอดภัยและซ้ำเดิม บทภาพยนตร์แย่: บทพูดเรียบง่ายเกินไป มีมุกตลกบางส่วนแต่พยายามเป็นเมตาเกินเหตุ สัญลักษณ์และข้อความตื้นเขิน ส่วนอื่นๆ: ดนตรีประกอบและภาพถ่ายทำได้พอใช้, เสียงดีในบางจุดแต่มีปัญหาการมิกซ์, การตัดต่อเรียบๆ, จังหวะเรื่องเร็วเกิน ควรเพิ่มเวลาอีก 10 นาที, คลิแม็กซ์และตอนจบคลิชี่์จนเหมือนวิดีโอ Dhar Mann (พร้อมเสียงบรรยายและมอนเทจ) โทนเรื่องเรียบง่ายเกินไป รู้สึกเหมือนหนังตัวอย่างที่ใช้ในหนังจริงๆ
เมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามแผน การจมปลักกับความทุกข์และความรู้สึกเป็นเหยื่ออาจกลายเป็นกับดักที่หลุดยาก แต่การยอมติดอยู่ในวังวนนั้นจะช่วยอะไรได้? นี่คือคำถามที่นักทำหนังหนุ่มในเบย์แอเรีย (Justin H. Min) ต้องเผชิญ เมื่อความฝันของเขายังห่างไกลความเป็นจริง ส่งผลให้มุมมองต่อชีวิตบิดเบือนและทำลายความสัมพันธ์กับแฟนสาว (Ally Maki) จนเขาต้องพึ่งคำแนะนำจากเพื่อนสนิทสาวเลสเบี้ยนขี้ยั่ว (Sherry Cola) ที่ชีวิตก็ไม่ปกติซักหน่อย ความสัมพันธ์ของพวกเขาคล้ายกับ ‘เพื่อนร่วมทุกข์’ จนวันหนึ่งเมื่อแฟนสาวตัดสินใจย้ายไปนิวยอร์ก ชายหนุ่มก็ถูกทิ้งให้เผชิญชีวิตคนเดียวในเบิร์กลีย์ เวลานี้จะเป็นทั้ง‘โอกาส’ และ‘บททดสอบ’ ให้เขาได้ค้นหาตัวตน ผ่านพล็อตเรื่องที่ฉุกคิดได้เสียวๆ พร้อมมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวละครหลักที่ถูกเฉลยออกมาอย่างแนบเนียน หนังผสมผสานหลายแนวอย่างลงตัว ทั้งโรแมนติกคอมเมดี้ ดราม่าแฝงสังคม และการศึกษาบุคลิกภาพของตัวละคร กับการกำกับครั้งแรกของ Randall Park ที่หยิบความขัดแย้งในความสัมพันธ์มาเล่าด้วยบทพูดทรงพลังและอารมณ์ขันแบบเฉียบขาด คล้ายสไตล์หนังอย่าง (500) Days of Summer หรือผลงานของ Woody Allen อย่าง Manhattan และ Annie Hall ที่สำคัญ หนังไม่กลัวจะเผยด้านมืดของตัวละครน่าชัง จนบางครั้งอาจทำให้คนดูรู้สึกอึดอัด แต่ก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เรื่องนี้ดูจริงจนเจ็บไปกับตัวละคร แม้จะฉายในโรงไม่นาน แต่การมาสู่ระบบสตรีมมิ่งครั้งนี้คือโอกาสดีที่จะได้ชมเรื่องราวสดใหม่ที่ทิ้งคำถามให้คิดต่อหลังดูจบ
‘Shortcomings’ เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับ ‘เบน’ ผู้ชายที่เคยฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แต่ต้องล้มเลิกความตั้งใจ และยังยึดติดกับวิถีเดิมๆ โดยไม่ยอมปรับตัว จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาบีบให้เขาต้องออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง จุดเด่นของเรื่องนี้คือการแสดงของนักแสดงทุกคนที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศแม้ในช่วงที่เนื้อเรื่องดำเนินช้า ส่วนเส้นเรื่องของเพื่อนสาวของเบนก็น่าสนใจ เพราะเธอเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง เติบโต และก้าวผ่านความเป็นผู้ใหญ่ได้ น่าจะดีไม่น้อยหากตัวเบนเองก็มีพัฒนาการบ้าง แต่มุกจบของเรื่องกลับทิ้งให้เราดูชีวิตซับซ้อนของชายคนหนึ่งที่จมอยู่กับความหดหู่ อย่างไรก็ตาม การกำกับของแรนดัล พาร์ค ก็นับว่าทำออกมาได้น่าชม
‘Shortcomings’ คือหนังชีวิตที่ทำออกมาได้ดีทั้งการผลิตและการแสดง เรียกว่าเป็นคอมเมดี้ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจ ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ผลงานกำกับครั้งแรกของแรนดัล พาร์ค (ที่ลง Cameo ด้วย) ทำได้แน่นมาก ต้องดูไม่ว่าคุณจะเป็นชาวเอเชียหรือไม่ เพราะมีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับชีวิตเราได้ โดยเฉพาะคนที่เคยใช้ชีวิตโสดและผ่านความวุ่นวายในชีวิต รวมถึงคนที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นหนุ่มสาว หนังพูดถึงหลายหัวข้อที่ใกล้ตัว เช่น การต่อสู้กับตัวเอง ความไม่มั่นใจในตัวเอง การตามหาความรัก ความเจ็บปวดทางใจ มิตรภาพ และครอบครัว — ทั้งหมดถูกเล่าด้วยความกระชับและเบาสมองในระดับพอดี ไม่จมอยู่กับความเศร้าหรือตลกเกินขีดจำกัด ‘เบ็น’ ตัวละครนำ (จัสติน มิน) คือคนที่คุณอาจเห็นตัวเองในตัวเขา หรือไม่ก็รู้จักใครแบบนั้น เขาดูตื้นเขิน เป็นคนนิสัยไม่ดีหน่อยๆ และยังหลงทางในชีวิต ส่วน ‘อลิซ’ เพื่อนสนิทของเขา (เชอร์รี่ โคล่า) ที่เป็นเลสเบี้ยน ก็ใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง (ประมาณนั้น) เธอถึงขั้นขอให้เบ็นแกล้งทำเป็นแฟนเพื่อให้พ่อแม่เกาหลีที่หัวโบราณของเธอสบายใจ (เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความตลกดีๆ และอยู่ในตัวอย่างแล้ว ไม่ถือสปอยล์) เชอร์รี่คือดาวเด่นของเรื่องที่สร้างเคมี friendship กับจัสตินได้ดีมาก หนังยังมีความตลกปนมาในระดับพอเหมาะ ชอบการแสดงของโซโนยะ มิซูโนะ (จาก La La Land และ Crazy Rich Asians) งานที่ยอดเยี่ยมจากแรนดัล พาร์ค และทีมนักแสดงพร้อมทีมงาน ผมแนะนำมากๆ บวกกับมันตลกดี!
ฉันพอสนใจที่จะดูหนังเรื่องนี้จบ ซึ่งก็บอกอะไรบางอย่างได้ แต่คงไม่กลับมาดูอีก หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนในเบิร์กลีย์ที่ต่างก็มีปัญหาในชีวิต ทั้ง เบ็น ทานากะ เพื่อนสาวเกย์อลิซ และแฟนสาวมิโกะ เบ็นเป็นตัวละครผู้ชายที่เห็นแก่ตัวและ immature ระดับหนึ่ง ตัวอย่างชัดเจนของปัญหาผู้ชายในยุคปัจจุบันที่ทำผู้หญิงหลายคนเลิกหวังกับความรักและการแต่งงาน เขาครอบงำคนอื่นๆ, ใจไม่จริง, ชอบมองโลกในแง่ร้าย, เหยียดเชื้อชาติ และเสแสร้ง แถมยังไม่มีอนาคตการงานการเงินดี แค่ผู้จัดการโรงหนังเล็กๆ เราได้เห็นเขาใช้ความเป็นชายเป็นพิษทำลายความสัมพันธ์ทุกอย่าง แล้วเหมือนหนังอยากให้เราลุ้นให้เขาปรับตัวในตอนจบ แต่กลับไม่เห็นสัญญาณใดๆ เลยว่ามันจะเกิดขึ้น ส่วนที่ดีที่สุดสำหรับฉันคือตอนที่แฟนสาวของเขาตัดสินใจบอกเลิก... หลังจากที่เธอพยายามถอยห่างโดยบอก借口ว่าจะไปฝึกงานที่นิวยอร์ก แต่เขากลับตามไปจับผิดว่าคบชู้ สุดท้ายเธอก็สวนกลับจนเขาหงายเงิบ ฉากนี้สะท้อนสังคมปัจจุบันได้ดี แต่ก็ยังสงสัยว่าทำไมใครๆ ถึงอยากดูเรื่องแบบนี้
6.2

The Persian Version (2023)
6.5

You Hurt My Feelings (2023)
6.7

Quiz Lady (2023)
6.4

Joy Ride (2023) แก๊งตัวเจ๊ เฟียสกีข้ามโลก
6.8

Dumb Money (2023) ปั่นเงินรวยป่วนโลก
6.1

Am I OK? ถามใจว่าใช่ปะ? (2024)
7.5

Americanish (2023) เธอ ฉัน ฝันอเมริกา
7.3

Dìdi (2024)
6.7

May December (2023) รัก ร่าน ร้าย
7.4

Out of My Mind นอกใจฉัน (2024)
6.5

The Day After Tomorrow (2004) เดอะ เดย์ อ๊าฟเตอร์ ทูมอร์โรว์ วิกฤติวันสิ้นโลก
7.1

The Penguin Lessons (2024)
4.6

Art of Love (2024) ศิลปะแห่งรัก
4.7

Blade of the 47 Ronin (2022)
6

The Toxic Avenger Unrated (2025) ฮีโร่พันธุ์ท็อกซิก
6.3

Love Destiny The Movie (2022) บุพเพสันนิวาส 2
4.5

Buddy Games Spring Awakening (2023)
5.8

The Contractor (2022) คนพิฆาตคอนแทรคเตอร์
6.2

Smugglers (2023) อหังการ์ทีมปล้นประดาน้ำ
5.9

The One (2001) เดี่ยวมหาประลัย
6.1

Good Kids (2016) เรียนจบแล้ว…ขอเป็นตัวเองสักครั้ง