
Unfriended (2014) อันเฟรนด์ วัยรุ่นหกคนกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้นบนโลกออนไลน์จนเธอฆ่าตัวตาย และตอนนี้ทุกคนก็กำลังถูกสตอล์กเกอร์ตามล่าตัวเพื่อเอาคืน

กลุ่มเพื่อนในแชทออนไลน์ถูกหลอกหลอนโดยพลังลึกลับเหนือธรรมชาติที่ใช้บัญชีของเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว
ขณะที่กำลังวิดีโอแชทกันในคืนหนึ่ง เพื่อนมัธยมปลาย 6 คนได้รับข้อความทาง Skype จากเพื่อนร่วมชั้นที่ฆ่าตัวตายเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่เมื่อเด็กสาวเริ่มเปิดเผยความลับมืดที่สุดของพวกเขา พวกเขาก็ตระหนักว่ากำลังเผชิญกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ต้องการฆ่าพวกเขาให้ตาย
หนังเรื่องนี้ถือเป็นลมหายใจใหม่ในแวดวงภาพยนตร์แนวสยองขวัญ การนำเสนอทำออกมาได้อย่างแปลกใหม่ แม้จะมองข้ามจุดนี้ไป เนื้อหาก็ยังยืนได้ด้วยตัวเองในฐานะละครกลุ่มคนเล็กๆ ที่ต้องรวมตัวกันแก้ปัญหา แต่ถ้าคุณคาดหวังความสยองแบบจัดจ้าน อาจจะผิดหวัง เพราะที่นี่สร้างความตึงเครียดผ่านการเปิดเผยความลับใต้แรงกดดัน แทนที่จะใช้ผีหรือการสะดุ้งหลอน กล่าวได้ว่าความน่ากลัวอยู่ที่ ‘แนวคิด’ ไม่ใช่การแสดงออกทางภาพ ด้านเทคนิค หนังนำเสนอผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวละครหลัก ช่วยให้ใช้สื่อหลากรูปแบบอย่าง Skype, YouTube และ Facebook ในการเล่าเรื่อง ซึ่งทำให้ตัวละครสื่อสารแบบส่วนตัวได้เหมือนอยู่ในห้องต่างกัน ความรู้สึกหมดทางช่วยเมื่อมีใครตกที่นั่งลำบากก็เพิ่มอรรถรสได้ดี แต่ก็มีจุดอ่อนบางส่วน เช่น โปรแกรมแอนตี้ไวรัสของเคนที่ดูไม่สมจริง หรือการที่ลอร่า (ที่ไม่ใช่แฮ็กเกอร์) กลับพบไฟล์ติดเชื้อเป็นร้อยในระบบ OSX ที่ดูพิลึก รวมถึงบทถาม-ตอบว่า ‘troll คืออะไร’ ที่รู้สึกเชยในยุคนี้ ส่วนเอฟเฟกต์ภาพเบลอในสาย Skype ก็ไม่ได้สื่อความหมายชัดเจนและเกิดขึ้นแบบสุ่มเกินไป จุดเด่นอีกอย่างคือการใส่เสียงเพลงผ่าน Spotify ที่เล่นอยู่ในพื้นหลัง แม้แนวคิดนี้จะเจ๋งแต่กลับถูกใช้แบบตื้นๆ น่าเสียดายเมื่อเทียบกับการใช้เพลงสื่อสารความลับในเว็บซีรีส์แนว ARG อย่าง EveryMan Hybrid สรุปแล้วนี่เป็นหนังที่ลองดูได้ ถ้าคุณดูแต่ภาพยนตร์ทั่วไปอาจรู้สึกว่าล้ำสมัย แต่จริงๆ แล้วเทคนิคแบบนี้ถูกสำรวจมานานแล้วในเว็บซีรีส์ นี่จึงเหมือนการตามทันสื่อยุคใหม่ของวงการหนังใหญ่ที่ยังทำได้ไม่เต็มขั้น
เหตุผลเดียวที่ฉันดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะว่าเรากับพี่สาวแลกบลูเรย์กัน เพื่อที่แต่ละคนจะได้ดูหนังสยองขวัญที่อีกคนยังไม่เคยดู ตอนแรกก็ไม่ค่อยอยากดูเลย เพราะช่วงนี้ Blumhouse ทำหนังออกมาดีบ้างไม่ดีบ้าง บางเรื่องก็เจ๋งมาก แต่พอมีภาคต่อก็ดันทำจนเสือก! จากตัวอย่างหนังเรื่องนี้ดูคล้ายๆ The Gallows ที่ฉันถูกน้องเขยกับเมียจับไปดูทั้งที่รู้ว่ามันต้องห่วย แถมมันก็ห่วยจริงๆ! แต่โชคดีที่หนังเรื่องนี้ไม่เหมือน The Gallows สิ่งที่เซอร์ไพรส์สุดคือบทและนักแสดงนั้นดีเกินคาด ปกติหนังสยองขวัญทุนต่ำมักจะเอานักแสดงวัยรุ่นมาเล่นที่เล่นยังไม่เป็นเลย แม้หนังดราม่าจะแสดงง่ายกว่า แต่การแสดงที่นี่ก็ดูเชื่อถือได้ ส่วนบทเรื่องราวเรียบง่าย แต่เพิ่มลูกเล่นจากการวิดีโอคอลและอินเทอร์เน็ตที่ช่วยขับพล็อตโดยไม่ต้องโฟกัสแค่ใบหน้าตัวละครตลอดเวลา แต่อาจจะไม่ค่อยอยากดูซ้ำเท่าไร หนังแนวเดียวกับ Buried และ Locke ที่มีแนวคิดคล้ายๆ กันแต่ทำออกมาได้ดี ส่วนเรื่องนี้ใช้ภาพให้ผู้ชมเห็นมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่านักแสดงจะซัพพอร์ตได้มั้ย ส่วนตัวฉันคิดว่าทั้งสองส่วนผสมกันได้ดี สิ่งที่เกลียดในหนังสยองขวัญวัยรุ่นคือคำสแลงวัยรุ่น ดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ยัดเยียดให้ดูตลอดเวลา ทำให้ดูไม่เชยเท่าไร สรุปแล้วน่าดูสักครั้ง เป็นหนังที่สนุกได้ระดับ Blumhouse ทำผลงานดีอีกเรื่อง ขอบคุณพี่สาวที่ให้ได้ดู!
เป็นเรื่องที่คิดมาได้เจ๋งมากและน่าจะสร้างความหลอนได้ดี แต่การดำเนินเรื่องกลับแย่สุดๆ มีรายละเอียดที่ไม่ได้รับการอธิบายและช่องโหว่ในเนื้อเรื่องมากมายจนน่าปวดหัว ส่วนใหญ่ทำออกมายังไงๆ และดูโง่ๆ ต้องยอมรับว่าบางจุดก็ตลกไม่ตั้งใจเพราะทำได้แย่เกินไป รวมถึงการตายก็พอให้สะใจบ้าง แต่เราไม่รู้จักตัวละครมากพอให้รู้สึกร่วมด้วย ซ้ำรายละเอียดที่ให้มานั้นยิ่งทำให้สับสนไปใหญ่ ทั้งที่เรื่องนี้มีโอกาสเป็นหนังดี แต่ทุกอย่างกลับพังไม่เป็นท่า ไอเดียเริ่มต้นมันเจ๋งจริงๆ นะ แต่ใช้ไม่คุ้มค่าเลย ให้ 5/10
ภาพยนตร์สยองขวัญแห่งศตวรรษที่ 21 เนื้อเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนในแชทรูมออนไลน์ที่ถูกคนแปลกหน้าบุกรุกและซักถามเกี่ยวกับการตายของเพื่อนร่วมกลุ่ม หนังทำออกมาแบบประหยัดแต่ชาญฉลาด ดึงดูดความสนใจได้ตลอดเรื่อง แม้ไม่น่าหวาดกลัวอย่างที่คาด เป็นแนวคิดใหม่ที่อาจทำให้ผู้ชมวัยรุ่นหรือคนขี้ตกใจรู้สึกเสียวไส้ได้
โอเค ปกติฉันไม่ค่อยเขียนรีวิวหนังเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีแต่รีวิวแทรลเลอร์ซึ่งดูงี่เง่ามาก... เหมือนตัดสินหนังสือจากปกหรือสรุปเนื้อหา... ยังไงก็ตาม ฉันเพิ่งดูรอบฉายแรกของหนังเรื่องนี้ในแคนาดา ความรู้สึกแรกคืออะไร? ตอบเลยว่าสนุก! ถ้าคุณอยากดูอะไรลึกซึ้ง มีความหมาย หรือจดจำได้นาน... หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะ แต่ถ้าอยากสนุก 2 ชั่วโมง กับความตื่นเต้นแบบง่ายๆ เสียงหัวเราะ (หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 หนังตลกแบบไม่ได้ตั้งใจของฉัน) และลืมโลกไปชั่วคราว นี่คือคำตอบ!\n\nข้อดี:\n- สนุก นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ได้ดีเลิศแต่ให้ความบันเทิง มีทั้งฮาและเสียว\n- แนวคิดใหม่น่าสนใจ ไม่ส่ายหรือเบลอแบบหนัง Found Footage แต่ก็ไม่ใช่หนังถ่ายทำปกติ... และสะท้อนโลกโซเชียลได้ดี รู้สึกเหมือนนั่งเล่นคอมตัวเอง\n\nปานกลาง:\n- ควรดูในโรงหรือไม่ดูเลย เพราะถ้าดูที่อื่นอาจเสียอรรถรส (ที่ก็น้อยอยู่แล้ว)\n- จดจำยาก ไม่มีอะไรพิเศษ\n\nข้อเสีย:\n- การแสดงไม่ค่อยดี บางครั้งก็รบกวน แต่ฉันอาจเข้มงวดไป\n- คาดการณ์ได้ รู้ตั้งแต่เริ่มว่าจบยังไง\n- ปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์บางอย่างดูไม่สมเหตุสมผล... ก็เข้าใจว่าเป็นหนังสยองขวัญ แต่ถ้าทุกคนทำถูก ครึ่งหนึ่งของหนังคงไม่เกิด!\n\nสรุป: 6.5/10 ถ้าหาตั๋วดูได้ ชวนเพื่อนไปด้วย อยากดูหนังเดทหรือแค่เบื่อๆ อยากหาความสนุก นี่คือหนังสยองขวัญที่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าคาดหวังมากกว่านี้... เตรียมผิดหวังได้เลย
เพื่อนๆ ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้จริงๆ เราแนะนำว่าแทนที่จะเสียตังค์ไปดู ให้โทรกลุ่มสไกป์กับเพื่อน 4 คน แล้วตะโกนใส่กันให้ครบ 2 ชั่วโมงแทนได้เลย เพราะนั่นคือนิยายทั้งหมดของ Unfriended แล้ว! หนังสยองขวัญแนว Found Footage ที่เปลี่ยนจากกล้องปกติมาเป็นหน้าจอแชทสไกป์น่าเบื่อและน่าปวดหัว แบบไม่รู้ว่าทำไมต้องเลือกวิธีถ่ายทำที่ดูยากขนาดนี้ ผ่านเลยดีกว่า ไปดูวิดีโอของ PewDiePie ยังสนุกกว่า เพราะนอกจากจะได้ยินเสียงกรีดร้องน่ารำคาญเท่าๆ กันแล้ว ยังได้ดูเกมไปด้วยแทนที่จะต้องมานั่งจ้องหน้าคนโง่ๆ ที่กำลังกรีดร้อง!
หรือบางทีตัวร้ายจริงๆ อาจเป็นเชลดอน คูเปอร์ที่แปลงโฉมมาเป็นปีศาจ...เพราะคุณต้องมีทักษะการเขียนโค้ดระดับเทพและสิทธิ์ระดับซุปเปอร์ยูสเซอร์ถึงจะทำเรื่องแบบในหนังได้ แต่ผมอาจคิดไปเอง ส่วนตัวแล้วหนังเรื่องนี้น่าสนใจเลยนะ คนหลายคนบ่นว่ามันไม่น่ากลัวหรือขาดองค์ประกอบของหนังสยองขวัญ ซึ่งนั่นอาจเป็นจุดเด่นของมันก็ได้ คลิชเ่ห์ของหนังสยองขวัญถูกนำมาใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคุณ - ความสยองที่แท้จริงมาจากพฤติกรรมรุนแรงและโหดเหี้ยมของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ต่างหาก พวกเขาเผชิญกับวิญญาณร้ายที่ตามหลอกผ่านการวิดีโอคอลและแชต แต่ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก็สู้ความเลวที่พวกเขาทำกันเองไม่ได้ เมื่อถูกบังคับให้เปิดเผยความลับของตัวเองและกันและกัน แค่ประเด็นนี้ก็ทำให้หนังน่าดูแล้ว ส่วนเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นแสดงถึงความสมจริงที่กลับไปสู่แนวคิดพื้นฐานของสไตล์เวอริเต้ แตกต่างจากหนังFound Footage เก่าๆ ที่ทำคำว่า ‘ภาพที่ถูกค้นพบ’ หมดความหมาย ส่วนบทพูดที่ไม่เป๊ะเวอร์นั้นก็เพราะต้องการความสมจริง ตัวละครทำเรื่องโง่ๆ ได้เหมือนคนทั่วไป และไหนๆ การที่ตัวละครตัดสินใจผิดพลาดก็เป็นสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญที่ดีอยู่แล้ว ถ้าตัวละครคิดถูกทุกอย่าง หนังก็คงไม่น่าตื่นเต้นแล้วล่ะ แนะนำให้ลองดู!
Unfriended (2014) *** (จากทั้งหมด 4 ดาว) เพื่อนหกคนรวมตัวกันในแชทรูมในวันครบรอบ 1 ปีการฆ่าตัวตายของเด็กหญิงที่พวกเขาทุกคนรู้จัก ตอนแรกพวกเขาแค่สนุกสนาน แต่แล้วก็พบว่ามีใครบางคนในห้องแชทที่กำลังเปิดโปงความลับมืดของพวกเขา Unfriended ได้รับรีวิวหลากหลาย ทั้งคนที่ชอบมากและคนที่มองว่ามันยุ่งเหยิง โดยทั่วไป เรื่องตรรกะมักเป็นปัญหาของหนังสยองขวัญ ดังนั้นควรปิดสวิตช์ความคิดแล้วดื่มด่ำไปกับเรื่องจะดีกว่า ตอนดูหนังเรื่องนี้ ฉันรู้สึกสนุกและลุ้นไปกับปริศนา แม้ถ้าคิดตามมากเกินไปอาจพบช่องโหว่ แต่ต้องยอมรับว่าปริศนาในเรื่องทำได้ดีมากและดำเนินโร้ดได้น่าสนใจ โดยไม่สปอยล์ หนังใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นตัวขับเรื่อง ทั้งแชทรูม, เมสเซนเจอร์, Facebook, Skype และอื่นๆ เล่าแบบเรียลไทม์จนรู้สึกเหมือนอยู่ในการแชทนั้นจริงๆ ผู้กำกับ Levan Gabriadze และนักเขียน Nelson Greaves สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะมีองค์ประกอบคล้ายหนังอื่น แต่ไม่เคยถูกผสมผสานแบบนี้ จุดแข็งอีกอย่างคือนักแสดงทั้งหกคนทำได้ดีมาก ดูสมจริงเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แม้บางคนจะมองว่าตัวละครน่ารำคาญ แต่ความไม่สมบูรณ์แบบของพวกเขากลับช่วยเสริมความลึกลับของเรื่อง ด้านเทคนิคทำได้แน่น กระตุ้นให้คนดูคาดเดาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของหนังสยองขวัญ แม้ฉันไม่รู้สึกสยอง แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ Unfriended ลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด หนังสะท้อนปัญหายุคดิจิทัลได้อย่างน่าสนใจ คนวัย 80 ปีอาจไม่เข้าใจทั้งหมด ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาด แต่เพราะยุคสมัยต่างกัน เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นบ่อยในโซเชียลมีเดีย หนังตีแผ่ประเด็นปัจจุบันได้อย่างน่าเชื่อถือ Unfriended ฉลาดกว่าที่ใครๆ คิดไว้มาก
Unfriended อาจเปรียบได้กับ Paranormal Activity หรือ Saw ที่เกิดขึ้นในการสนทนาผ่าน Skype ข้อดีและข้อเสียของหนังเรื่องนี้ดูจะสมดุลกัน หนังใช้เทรนด์เทคโนโลยีอย่าง Facebook, Skype และ iChat เพื่อสร้างความรู้สึกสมจริง และสะท้อนปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่กังวล สิ่งที่ชอบมากคือบทบาทของ 'กรรม' ในชีวิตของนักกลั่นแกล้งออนไลน์ เด็กเหล่านี้ชอบสร้างตัวตนสองด้าน ในชีวิตจริงอาจเป็นเพื่อนที่ดี แต่ในโลกออนไลน์กลับแสดงด้านมืดหรือพฤติกรรมหยาบคาย แม้ Unfriended จะเป็นแนวคิดเจ๋งสำหรับหนังสยองขวัญ แต่บทยังปรับปรุงได้ ฉากตายดูตลกเกินไป และตัวละครขาดสติสมเหตุผล ส่วนต้นเรื่องอาจน่าเบื่อเพราะต้องปรับตัวกับรูปแบบหนังที่เกิดขึ้นทั้งหมดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
หลังการฆ่าตัวตายของเพื่อนนักเรียน วัยรุ่น 6 คนที่กำลังวิดีโอคอลผ่าน Skype ถูกผู้ร้ายลึกลับบุกเข้ามารบกวนพร้อมเปิดเผยความลับมืดของพวกเขา ต้องยอมรับว่าการตัดต่อของหนังนี้ฉลาดมากๆ และน่าสนใจที่นำมาใช้กับเรื่องผีธรรมดาๆ - มีการซ้อนหน้าต่างคอมพิวเตอร์ การพิมพ์ข้อความแบบเรียลไทม์ กล้องเว็บแบบ Octobox วิดีโอ YouTube ที่โหลดช้า สัญญาณภาพขาดหาย แต่ถึงจะสมจริงกว่า 'Open Windows' ก็ยังดูไม่เวิร์ค ปัญหาแรกคือการดูคนพิมพ์ข้อความบนหน้าจอน่าเบื่อ แม้การลบคำจะสื่อบุคลิกตัวละครบ้าง ปัญหาสองคือข้อมูลกระโดดไปมาจนกลัวตามไม่ทัน ส่วนกล้องเว็บที่ถ่ายใกล้เกินไปก็ทำให้อึดอัด อยากให้มีภาพกว้างหรือการเคลื่อนไหวทางกายบ้าง ในทางกลับกันก็ขาดคล็อสอัปเต็มจอที่สว่างชัดเจน ผู้กำกับยึดติดกับความสมจริงมากเกิน - ไม่จำเป็นต้องเห็นทุกคำที่พิมพ์ ไม่ต้องให้ตัวละครถามว่า 'อะไรนะ?' แล้วค่อยพูดคำถามซ้ำ แม้จะเข้าใจว่าเป็นสไตล์เรียลไทม์ แต่นี่คือหนังผีนะ เนื้อเรื่องโอเค คล้ายๆ 'Smiley' แต่ตัวละครน่ารำคาญมาก แรกๆ ยังเห็นใจ女主กับแฟน แต่พอความลับเปิดเผยก็เริ่มเสื่อมโทรม ส่วนตัวผู้ชายที่ตะคอกใส่กล้องแบบ 'Game over, man!' ก็ดูเกินรับไหว บางส่วนเป็นข้อจำกัดของรูปแบบ Skype - นักแสดงต้องแสดง reaction ผ่านจออย่างไร? แต่ก็ควรมีบทสนทนาที่ดีกว่าด้วย ดนตรีน้อยมากและใช้ไม่ค่อยช่วยสร้างอารมณ์ สูญเสียพลังของหนังสยองขวัญไปครึ่งหนึ่ง เสียงคอมพิวเตอร์ก็ไม่ช่วยให้ลุ้น มี jump scare น้อยนิดที่ใช้แค่เงียบ/เสียงดัง abrupt เท่านั้น ฉากที่ชอบและเหมาะกับรูปแบบมากคือส่วน Chatroulette นั่นแหละที่น่าคิด สรุปแล้วน่าดูเพื่อยืนยันว่าหน้าจอคอมไม่ใช่จอหนัง...อย่างน้อยก็ตอนนี้
ตอนดู Unfriended ฉันถามตัวเองตลอดว่าเด็กสมัยนี้เขาสื่อสารกันแบบนี้จริงเหรอ? สำหรับคนยังไม่รู้ หนังเรื่องนี้เล่าผ่านหน้าจอคอมฯ ทั้งหมด ตัวละครคุยกันผ่านสไกป์ แชทข้อความ หรือแม้แต่แชทรูมลับ บางคนอาจคิดว่าเด็กๆ น่าจะเลือกคุยตัวต่อตัวมากกว่าเชื่อมต่อผ่านหน้าจอ แต่ฉันคงประเมินเด็กยุคใหม่ต่ำไป เขาปรับตัวกับเทคโนโลยีได้เร็ว และใช้มันได้สุดทางไม่แพ้กัน แม้เด็กๆ จะเป็นอนาคตของวงการไอที แต่ในโลกโซเชียลที่ใครๆ ก็โพสต์ได้แบบนี้ ก็มีทั้งคนดีและไวรัสร้ายปะปนกัน โดย 'ไวรัส' ที่ว่านี้ไม่ใช่มัลแวร์ แต่คือมนุษย์ตัวดีที่ชอบสร้างปัญหา กลั่นแกล้งคนอื่นทางออนไลน์จนบางครั้งนำไปสู่ความทุกข์หนัก甚至ฆ่าตัวตาย อย่างกรณีของ 'ลอร่า บาร์นส์' ในหนังที่ฆ่าตัวตายเพราะคลิปน่าอายถูกแชร์ต่อ แถมมีคนคอมเมนต์เหยียดหยามว่า "ไปตายซะลอร่า" หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี เพื่อนๆ ของลอร่าอย่าง 'แบลร์' แฟนหนุ่ม 'มิทช์' และกลุ่มเพื่อนอีกสี่คนก็ถูกคนลึกลับแฮ็กเข้ามาในกลุ่มแชท บังคับให้แต่ละคนสารภาพความลับดำมืดที่เกี่ยวข้องกับการตายของลอร่า ผ่านเฟซบุ๊คของเธอที่กลับมาปริศนา ทั้งกลุ่มถูกขังไว้ในแชทโดยไม่รู้ตัวว่าคนลึกลับคือใคร จนต้องเผชิญความจริงที่น่ากลัวกว่าผีใดๆ... จุดเด่นของ Unfriended ไม่ได้อยู่ที่ฉากหลอน (มีน้อยมาก) แต่คือการค่อยๆ เผยเบื้องหลังตัวละครแต่ละคนผ่านแชทข้อความ คอมเมนต์ในโซเชียล หรือแม้กระทั่งการค้นหาข้อมูลในหน้าจอ ที่สำคัญคือหนังไม่ยอมเฉลยอะไรง่ายๆ ผู้ชมต้องสังเกตทีละนิดถึงจะเข้าใจปมทั้งหมด แม้บางจุดอย่างตัวผู้ร้ายจะดูอ่อนเหตุผลไปหน่อย แต่โดยรวมก็ตื่นเต้นจนคนดูในโรงกรี๊ดลั่น! ถ้าให้คะแนน ฉันให้ 8/10 แม้หนังอาจไม่สะกดใจคนรักความสยอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้คุณคิดก่อนจะกดแชร์อะไรน่าอับอายของใคร... เพราะบางที 'ผี' ที่ตามหลอนคุณอาจไม่ใช่ผี แต่เป็นความผิดที่คุณทำไว้ในออนไลน์!
โอเค ฉันได้ยินคนพูดเรื่องดีๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากมาย และก็ตื่นเต้นมากที่จะดู (ต้องดูออนไลน์) แต่พอได้ดูกลับรู้สึกเซอร์ไพรส์...แบบไม่ดีเลยสักนิด ตอนเริ่มเรื่องรู้สึกเหมือนหนังสยองขวัญสำหรับวัยรุ่นทั่วไป แต่พอยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่ามันเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ดิ่งไม่รู้จบ! ฉันคาดหวังไว้สูงกว่านี้เยอะ สำหรับฉันหนังเรื่องนี้ไม่ควรได้เรตติ้ง 5.9 ด้วยซ้ำ ฉันเคยดูหนังที่ดีกว่าเรื่องนี้เป็นร้อยเท่า! ไม่แนะนำให้คนรักหนังสยองขวัญดูเรื่องนี้เด็ดขาด 30 นาทีแรกคุณจะเบื่อ แล้วที่เหลืออีกเกือบ 50 นาทีจะทำให้คุณหลับคาจอเพราะมันน่าเบื่อสุดๆ ส่วนคนที่รีวิวแค่เพราะเนื้อหาสื่อสารอะไรบางอย่างนี่โง่สุดๆ หนังดีไม่ใช่แค่เพราะมีเนื้อหาดี หนังดีอาจมีข้อความแย่ๆ ก็ได้ ส่วนหนังห่วยก็มีข้อความดีได้เหมือนกัน มันไม่เกี่ยวกันเลย!
โอ้พระเจ้า... เมื่อไรหนังอย่าง Avengers จะเข้าฉายซะที! Unfriended คือหนังที่ดูไม่ได้เลย ผลิตจากความน่าเบื่อสุดขั้วที่ถูกห่อหุ้มด้วยกลไกเน่าๆ ที่ใช้ไม่ได้ผล เต็มไปด้วยตัวละครที่คุณไม่อยากใช้เวลาแม้แต่ห้านาที หนังเรื่องนี้คือการคำนวณพลาดครั้งใหญ่ของบุคลิกและความตึงเครียด ที่สร้างจากไอเดียบางเบาและตบแต่งด้วยปัญหาทางเทคนิคซึ่งไม่สร้างความลุ้น แต่กลับทำให้คุณหงุดหงิดแทน ต้องยอมรับว่าโฆษณาทำให้ฉันสนใจอยู่บ้าง—มันดูเหมือนไอเดียใหม่ ‘หนังสยองขวัญผ่านสไกป์’ แต่จริงๆ แล้วมันคือเรื่องเก่าๆ ซ้ำๆ แบบเดิม แค่แบ่งหน้าจอเป็น 6 ส่วนให้ดูคนคุยวีดีโอแล้วตายไปทีละคน อาจเพราะฉันเพิ่งดู It Follows ที่สดใหม่และมีความสามารถในการเล่าเรื่อง เลยหลงคิดว่า Unfriended อาจมีดี... แต่นี่คือการมานั่งกลืนทรายทั้งปาก! เรื่องย่อประมาณนี้: ลอร่า เด็กปาร์ตี้เมาหนักจนสลบและอุจจาระราด ถูกถ่ายคลิปแล้วโพสต์ด่าจนเธอฆ่าตัวตาย หนังแสดงผ่าน 6 หน้าจอของกลุ่มเพื่อน 6 คนที่วิดีโอคอลกัน แถมมีบัญชีลึกลับ billie227 มาแทรกสปอยล์ความลับของแต่ละคนจนพวกเขาแตกคอกัน สิ่งที่ตามมาคือการรบกวนผู้ชมทุกรูปแบบ ทั้งหน้าจอกระพริบ การพิมพ์ไม่หยุด เสียงกรีดร้อง และการตายแบบไร้ตรรกะ เช่น มีคนเอามือไปใส่เครื่องปั่น! ตัวละครทุกคนน่ารำคาญและเห็นแก่ตัว ตายไปก็ไม่เสียดาย ส่วนตอนจบก็งงเป็นไก่ตาแตก ราวกับล้มความตั้งใจทั้งหมดที่สะสมมา 80 นาที Unfriended คือผลงานของคนที่ไม่เข้าใจว่าหนังควรเป็นอย่างไร มันถูกประดิษฐ์จากกลไกและโฆษณา ไม่ใช่ความบันเทิงหรือประสบการณ์จริงๆ ดูจบแล้วรู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า! ถ้าอยากดูหนังสยองขวัญสัปดาห์นี้ ไปดู It Follows ดีกว่า ถึงจะแปลกแต่ให้ความรู้สึกใหม่ ส่วน Unfriended นี่แค่ทำลายวันของคุณได้ทั้งวัน!
5.7

Paranormal Activity 2 (2010) เรียลลิตี้ ขนหัวลุก 2
Laxmmi Bomb (2020) ผีเฮี้ยนวิญญาณเพี้ยน