
Touch (2024) สัมผัส ไม่นานหลังจากการระบาดสิ้นสุดลงและตระหนักได้ว่าเวลากำลังเดินต่อไป คริสโตเฟอร์ก็เกิดความรู้สึกอยากออกเดินทางเพื่อพยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เมื่อแฟนสาวชาวญี่ปุ่นของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับจากลอนดอนอย่างไม่มีร่องรอยเมื่อห้าสิบปีก่อน

เรื่องราวความรักและระทึกขวัญที่กินเวลาหลายทศวรรษและข้ามทวีป ตามติดชีวิตของชายผู้หนึ่งในการเดินทางตามหาหัวใจแรกพบของเขาที่หายตัวไปเมื่อ 50 ปีก่อน ก่อนที่เวลาของเขาจะหมดลง
ไม่นานหลังจากการระบาดสิ้นสุดลงและตระหนักได้ว่าเวลากำลังเดินต่อไป คริสโตเฟอร์ก็เกิดความรู้สึกอยากออกเดินทางเพื่อพยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เมื่อแฟนสาวชาวญี่ปุ่นของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับจากลอนดอนอย่างไม่มีร่องรอยเมื่อห้าสิบปีก่อน
ฉันแปลกใจมากที่ยังไม่มีรีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ทั้งที่ได้คะแนนสูงใน Rotten Tomatoes ผมไม่ใช่คนเขียนรีวิวเก่งเหมือนคนอื่นๆ ก็จะเล่าแบบตรงไปตรงมาเลยนะครับ จากตัวอย่างหนังที่ทุกคนน่าจะดูแล้ว นี่คือเรื่องราวของชายชาวไอซ์แลนด์ที่ดูเหมือนกำลังถึงจุดในชีวิตที่อยากปิดเรื่องราวบางอย่าง รวมถึงการตามหาความรักเก่าที่หายไป เรื่องราวความรักในยุค 60 ที่เต็มไปด้วยการต่อต้าน เราได้เห็นคริสตอฟเฟอร์วัยหนุ่มมาหางานทำที่ลอนดอนระหว่างเรียนต่อ เขาเลือกทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเพราะเห็นป้ายรับสมัคร แต่พอเจอลูกสาวเจ้าของร้านเข้าหล่ะก็...ตัดสินใจทำงานที่นี่ทันที (ฮ่าๆ) ไม่ว่าเขาหรอกครับ มิโกะที่รับบทโดยโคคิ นักแสดงสาวสวยที่มีเสน่ห์สุดๆ แถมยังเหลือบมองเขาอีกครั้งก่อนเดินไป แบบนี้ใครจะอดใจไหว! เรื่องราวก็เป็นไปตามที่คาดไว้หน่อยๆ กับการแอบคบกับลูกสาวเจ้านาย แล้วก็ถูกจับได้ ส่วนคริสตอฟเฟอร์วัยกลางคนก็พยายามตามหาความรักเก่าที่หายไป หนังเล่าเรื่องแบบเรียงเวลา แต่สลับระหว่างปัจจุบันกับอดีตให้เราเห็นทั้งสองช่วงวัย แถมยังสอดแทรกมุมมองเกี่ยวกับตราบาปบางอย่างในสังคมญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อการเลี้ยงดูและชะตาชีวิตของตัวละคร โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ตัวละครทุกตัวทั้งเวอร์ชันวัยหนุ่มและวัยกลางคนต่างน่าประทับใจ ตอนแรกนึกว่าหนังจะเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองของหนุ่มน้อยในร้านอาหาร แต่จริงๆ แล้วคือเรื่องราวความสัมพันธ์ของคริสตอฟเฟอร์กับมิโกะนี่แหละ สำหรับคนที่กังวลเรื่องจบเศร้าเหมือยแหงๆ ผมไม่สปอยล์นะ แต่บอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวลไป หวังว่าคนจะไปดูกันเยอะๆ แล้วช่วยกันเขียนรีวิวให้ดีกว่าผมบ้างนะครับ ขอให้หนังเรื่องนี้ได้รับการชื่นชมอย่างที่มันควรได้!
หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ในชีวิตที่ทำให้เราคิดว่า 'ถ้าเป็นแบบนั้น...ชีวิตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน' โดยเฉพาะในเรื่องความรัก บางครั้งความทรงจำเหล่านี้ย้ำเตือนเราอยู่เรื่อยๆ แถมยังทิ้งความรู้สึกเสียดายไว้ในใจ แต่บางคนก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และพยายามไขข้อสงสัยก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เรื่องราวของชายวัย 75 ปีชาวไอซ์แลนด์ (รับบทโดย Egill Ólafsson) ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในช่วงโควิด-19 ระบาด เขาต้องแข่งกับเวลาและสุขภาพที่ย่ำแย่ แม้จะถูกกักตัวแต่ก็ยังอยากตามหาคำตอบเกี่ยวกับรักแรกพบกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่น (รับบทโดย Koki) เมื่อ 51 ปีก่อน ตอนที่ยังเป็นหนุ่ม (รับบทโดย Pálmi Kormákur) และใช้ชีวิตในลอนดอน ความรักสั้นๆ ที่จบแบบไม่ทันได้บอกลาของเธอทำให้เขาฝังใจมาจนแก่ เขาจึงตัดสินใจออกตามหาเธอทั้งในลอนดอนและญี่ปุ่นก่อนที่ร่างกายและกฎหมายจะขัดขวาง ไม่ขอสปอยล์มากไปกว่านี้ แต่รับรองว่าเส้นทางตามหาความรักครั้งนี้เต็มไปด้วยเบาะแสชวนติดตาม ผสมผสานอดีต-ปัจจุบันผ่านการย้อนความทรงจำได้อย่างน่าสนใจ ผู้กำกับ Baltasar Kormákur สร้างเรื่องราวรักลึกลับที่แตกต่างด้วยตัวละครหลากหลายและสถานการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นในหนังมาก่อน แม้บางช่วงอาจรู้สึกเร้าใจน้อยไปหน่อย และตัวละครบางส่วนอาจพัฒนาได้ลึกซึ้งกว่า แต่ด้วยการทยอยเฉลยปริศนาอย่างชาญฉลาด หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณคาดเดาตลอดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป พร้อมๆ กับได้สัมผัสวัฒนธรรมทั้งไอซ์แลนด์ ญี่ปุ่น และอังกฤษ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองความรักได้อย่างอบอุ่นและไม่หวือหวาเกินจริง ถ้าให้เปรียบ นี่คือหนังรักดราม่าที่ทำได้ดีกว่า 'Past Lives' (2023) อยู่หลายขุม เพราะทั้งให้ทั้งความบันเทิง ความรู้ และข้อคิด พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า 'สิ่งที่อาจจะเป็น' นั้น...สามารถกลายเป็นจริงได้ถ้าเราไม่ยอมแพ้
การแสดงของนักแสดงทั้งวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่นั้นยอดเยี่ยมมาก การดำเนินเรื่องเป็นไปด้วยดีมาก ตอนแรกฉันกังวลที่หนังกระโดดไปมาระหว่างปัจจุบันและอดีตตลอด แต่ส่วนใหญ่ก็ตามเรื่องได้ไม่ยาก เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างลื่นไหล และฉันไม่รู้สึกเบื่อเลยตลอด 2 ชั่วโมง ตอนจบแน่นหนามีคำถามค้างคาเล็กน้อย แต่ไม่กระทบกับเนื้อเรื่องหลัก รู้สึกเหมือนได้ตามติดชีวิตชายชราที่เดินตามรอยเท้าในเส้นทางที่ดี และเขาได้ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย เสียงเพลงในหนังใช้อย่างพอเหมาะซึ่งฉันชอบมาก ฉันไม่เคยได้ยินภาษาไอซ์แลนด์มาก่อน และหนังเรื่องนี้ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เรียนรู้ภาษาซึ่งดีมากสำหรับคนที่อยากเรียนภาษาใหม่
เป็นละครโรแมนติกที่เล่าเรื่องการตามหารักเก่า ตั้งอยู่ในปี 1969 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และช่วงมีนาคม 1980 ที่ลอนดอนกับญี่ปุ่น พร้อมฉากสั้นๆ ในช่วงเวลาระหว่างนั้น คริสโตเฟอร์ (พาลมี คอร์มาเคอร์/เอกิล โอลาฟสัน) ชายชราในไอซ์แลนด์ที่สูญเสียภรรยาและสุขภาพเริ่มย่ำแย่เมื่อโควิดระบาดในปี 2020 เขาตัดสินใจไปลอนดอนเพื่อตามหา มิโกะ (โคกิ/โยกิ นาราฮาชิ) หญิงชาวญี่ปุ่นที่เขาพบในลอนดอนปี 1969 ตอนที่เขาลาออกจากปริญญาโทที่ London School of Economics ในฐานะนักกิจกรรมการเมืองผู้ผิดหวัง เรื่องราวการตามหามิโกะในปี 2020 สลับกับเหตุการณ์ในปี 1969 เมื่อคริสโตเฟอร์ทำงานล้างจานที่ร้านอาหารของ ทาคาฮาชิ-ซัง (มาซาฮิโระ โมโตกิ) พ่อของมิโกะที่เสียภรรยาไป ฉากในปี 1969 นำเราไปเห็นความหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและความสัมพันธ์ของเขากับมิโกะที่ค่อยๆ เติบโต จนกระทั่งทาคาฮาชิ-ซังและมิโกะหายตัวไปอย่างกะทันหัน เมื่อถึงตอนจบ เราจะได้รู้เหตุผลของการหายตัวไปของมิโกะที่เชื่อมโยงกลับไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมชอบหนังเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนโรแมนติกอยู่แล้ว แต่ 'Touch' ยังรวมหลายอย่างไว้ด้วยกัน ทั้งความรักต่างวัฒนธรรม การต่อสู้กับโรคภัยที่ไม่เคยรู้จัก และพลังของความทรงจำถึงรักแรกพบ 'Touch' (ที่มีภาพสัมผัสระหว่างคู่รักเป็นสัญลักษณ์) อาจมีตอนจบที่ดูเรียบง่ายเกินไป แต่ก็ทำให้ประทับใจจนเกือบให้คะแนนเต็ม 10
คริสโตเฟอร์มีเวลาจำกัดและออกเดินทางไปดูแลธุรกิจที่ยังค้างคา ท่ามกลางการระบาดใหญ่ของโรคที่อาจเกิดขึ้นและความเสี่ยงที่ประเทศต่าง ๆ จะปิดตัวลง เขากลับไปยังลอนดอนสถานที่คุ้นเคยเพื่อตามหาไมโกะ ผู้หญิงที่เขารัก ขณะย้อนรอยสถานที่ในอดีต เขาได้หวนคิดถึงช่วงเวลาง่ายๆ และสิ่งที่พาเขาสู่วันที่ไม่อาจลืมเลือนความรักนี้ การตามหาเบาะแสและการกลับไปเจอเพื่อนเก่าทำให้คริสโตเฟอร์หวังจะสัมผัสรักของไมโกะอีกครั้ง เรื่องราวรักที่สวยงามนี้เล่าข้ามเวลา วัฒนธรรม และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แม้ตอนแรกเรื่องดูเรียบง่าย แต่ก็มีจุดพลิกผันผ่านการย้อนอดีต เนื้อเรื่องดำเนินช้า ใช้หลายภาษา และยืดเยื้อบ้าง พร้อมมุมมองเฉพาะตัวของผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่ที่มักไม่พูดถึงผลกระทบต่อชาวฮิโรชิมะและนางาซากิ เรื่องราวให้มุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่าวัฒนธรรมไอซ์แลนด์ นี่คือภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสำหรับคู่รักหรือใครก็ตามที่อยากสัมผัสความรู้สึกหลากหลายในเวลาเดียวกัน
เมื่อเดินเข้าโรงหนัง สิ่งแรกที่สังเกตคือผู้ชมส่วนใหญ่เป็นคนเจนเบบี้บูมเมอร์และผู้สูงอายุ ต้องบอกว่าผมไม่พูดถึงนี้ในแง่ลบเลย แถมยังคิดว่าหนังยุคใหม่ส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยเน้นกลุ่มคนวัยนี้เท่าที่ควร หนังเรื่องนี้น่าจะโดนใจผู้ชมที่ผ่านชีวิตมามาก เพราะพวกเขาอาจมองย้อนกลับไปคิดว่า “ถ้าเมื่อนั้นทำต่างไป ชีวิตจะเปลี่ยนแค่ไหน?” ซึ่งความจริงมนุษย์เรามักสนใจแนวคิดแบบนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับผม หนังกลับทำออกมาไม่น่าสนใจ ทั้งการนำเสนอก็เฉื่อยชา แถมยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักแสดงวัยหนุ่มสาวได้ไม่น่าเชื่อถือเท่าไร ผมว่าหนังรักต้องอาศัยการแสดงที่ทำให้คนดูเชื่อใจได้ ส่วนเรื่องที่ตัวละคร ‘คริสโตเฟอร์’ จะเข้ากับครอบครัว女主ได้แค่ไหน ก็รู้สึกไม่พอ เพราะนอกจากฉากสอนทำอาหาร傳統แล้ว เขาดูไม่สนิทกับครอบครัวเธอเลย นอกจากฉากสั้นๆ ไม่กี่ครั้ง สรุปคือหนังอาจไม่ใช่สำหรับผม แต่ก็เห็นว่าทำให้บางคนซาบซึ้งได้ ไม่เชื่อดูสิ ตอนจบมีคนในโรงร้องไห้หลายคน แค่ทำให้คนดูรู้สึกขนาดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว
ภาพยนตร์ที่ซาบซึ้งใจจนต้องลุ้นไปกับทุกฉาก ค่อยๆ ทำให้เรารู้จักตัวละครแต่ละชีวิตทั้งหลักและรองอย่างลึกซึ้ง ตัวละครหลักรู้สึกจริงใจและเป็นธรรมชาติ แม้แต่ตัวประกอบก็ทำให้เราอยากรู้จักมากขึ้น ทุกฉากดำเนินไปอย่างสมจริงโดยไม่มีการเสแสร้ง แม้แต่ละช่วงจะดูเหมือนมีพื้นที่ว่าง แต่เรื่องราวกลับครอบคลุมทุกอารมณ์อย่างคาดไม่ถึง เนื้อเรื่องไม่ยืดเยื้อและมักพาเราไปในทางที่เหลือเชื่อ แต่กลับต่อกันได้อย่างสมเหตุสมผลเมื่อผ่านไปหลายฉาก ในตอนจบ คุณจะรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตผ่านรถไฟเหาะอารมณ์ของหลายๆ ชีวิต ดูโดยไม่คาดหวังแต่กลับถูกดึงเข้าไปในโลกของเรื่องราว ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และประทับใจจนลืมไม่ลง ต้องห้ามพลาดกับความสุขสมบูรณ์แบบเรื่องนี้!
ฉันชอบหนังที่โดนใจเสมอ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม และหนังเรื่องนี้ทำให้ผมร้องไห้ ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อเรื่อง แต่เพราะสาระ ดนตรี แม้แต่สีสันบนจอ...การแสดงดีมากทั้งนักแสดงหนุ่มสาวและวัยอาวุโส หนังสวยมาก สวยจนหยุดหายใจ! Bravo! การสลับเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบันทำได้น่ารักมาก คริสโตเฟอร์วัยเด็กน่ารักมาก ฉันเห็นใจเขามาก ส่วนคู่รักชาวญี่ปุ่นนี่ก็แบบ...ถึงกับรู้สึกเจ็บปวดไปด้วยตอนที่เขาสูญเสียเธอไป การสูญเสียใครสักคนเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับจิตใจ และความไม่แน่ใจนั้นเจ็บปวดสุดๆ ฉันรู้สึกทุกอารมณ์ที่คริสโตเฟอร์รู้สึกในหนัง...ทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หนังดีที่ห้ามพลาด!
ในภาพยนตร์เรื่อง 'สัมผัส' ที่กำกับโดย Baltasar Kormákur เราได้ติดตามเรื่องราวของคริสตอเฟอร์ (Egill Ólafsson) ชายที่สูญเสียภรรยาและออกเดินทางเพื่อตามหาความรักเก่าแก่อย่างมิโกะหลังจากห่างหายกันมานานกว่า 50 ปี เรื่องราวดำเนินอยู่บนฉากหลังของวิกฤตโควิด-19 เมื่อคริสตอเฟอร์เดินทางจากไอซ์แลนด์ไปยังอังกฤษและญี่ปุ่น พร้อมกับแวบกลับไปถึงความสัมพันธ์ในอดีตช่วงปี 1969 เรื่องราวนี้ไม่เพียงสำรวจความซับซ้อนของความรักข้ามวัฒนธรรม แต่ยังเจาะลึกถึงความทรงจำ การสูญเสีย และกาลเวลาที่ผ่านไป Kormákur ละทิ้งสไตล์แอ็กชันสนุกๆ หันมาสร้างดราม่าอารมณ์เข้มข้นจากบทประพันธ์ของ Ólafur Jóhann Ólafsson การสลับช่วงเวลาระหว่างอดีต-ปัจจุบันช่วยเพิ่มความตื่นเต้น แต่บางจังหวะอาจทำให้ผู้ชมสับสน แม้การเดินทางของคริสตอเฟอร์จะสะเทือนใจ แต่ปมภาวะสมองเสื่อมของเขาถูกนำเสนอแบบครึ่งๆ กลางๆ จนอาจรู้สึกว่าไม่สมจริง จุดเด่นของเรื่องอยู่ที่การแสดงอันยอดเยี่ยม Ólafsson รับบทคริสตอเฟอร์วัยชราด้วยความเปราะบางและความมุ่งมั่น ขณะที่ Pálmi Kormákur และ Kôki ก็สร้างเคมีอบอุ่นในฉากย้อนอดีตที่พวกเขาค้นพบความรักผ่านอาหารในร้านเล็กๆ แม้องค์ประกอบเรื่องอาหารจะน่าสนใจ แต่ยังเทียบชั้นผลงานคลาสสิกอย่าง 'Babettes Feast' ไม่ได้ ด้านภาพยนตร์ถ่ายทำได้สวยงามตระการตา การใช้สีโทนอบอุ่นในฉากอดีตตัดกับโทนเย็นๆ ในปัจจุบันช่วยเสริมอารมณ์故事 แม้การตัดต่อจะกระโดดเวลาไปมาบ้าง แต่ก็ตอกย้ำความเร้าอารมณ์ของเรื่องได้ดี เพลงประกอบซาบซึ้งเข้ากับบรรยากาศ บทพูดส่วนใหญ่ลื่นไหล แม้บางช่วงอาจดูแข็งเมื่อพยายามสื่ออารมณ์ตัวละคร สรุปแล้ว 'สัมผัส' คือหนังดราม่าที่ตรึงใจผู้ชมด้วยเรื่องรักเหนือกาลเวลา แม้มีจุดบกพร่องบางด้าน แต่การแสดงสุดทรงพลังและเนื้อหาที่พูดถึงความโหยหาการเชื่อมโยงก็ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีเสน่ห์ เหมาะกับคนชอบเรื่องราวซึ้งๆ เกี่ยวกับความรักและความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน
เรื่องราวความรักที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ เดินทางผ่านยุคสมัยและสถานที่ต่าง ๆ แต่ไม่เคยทำให้ผู้ชมสับสน พร้อมกับดึงดูดใจด้วยการกำกับที่ยอดเยี่ยม (ผู้กำกับ Baltasar Kormákur) และความงามของงานกล้อง (ผู้ควบคุมภาพ Bergsteinn Björgúlfsson) แม้เนื้อเรื่องจะชวนหัวใจสลายและโหดร้ายในบางช่วง แต่บทเพลงก็ช่วยเติมสีสันไม่ให้เรื่องหนักหนาเกินไป เริ่มจากเพลงพื้นบ้านไอซ์แลนด์สะเทือนใจที่ร้องโดยคริสโตเฟอร์วัยชรา (Egill Ólafsson) ซึ่งกลายเป็นธีมหลักของเรื่อง ตามด้วยเพลงของอาไร-ซัง (Tatsuya Tagawa) จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่คริสโตเฟอร์วัยหนุ่ม (Palmi Kormákur) ทำงาน เล่าถึงความสัมพันธ์ของเขาและมิโกะ (Koki ลูกสาวเชฟร้านอาหาร ซึ่งพ่อของเธอรับบทโดย Masahiro Motoki) ที่ทั้งโรแมนติก ตลก และน่าเจ็บปวด บทเพลงพื้นบ้านไอซ์แลนด์ที่คริสโตเฟอร์วัยหนุ่มร้องก็งดงาม ส่วนคาราโอเกะของคูทารากิ (Masatoshi Nakamura) ที่คริสโตเฟอร์วัยชราเจอในญี่ปุ่น กลับเข้ากับอารมณ์เรื่องได้อย่างน่าประทับใจ หนังจบลงด้วยการแสดงบทเพลงพื้นบ้านไอซ์แลนด์อันซาบซึ้งของคริสโตเฟอร์วัยชรา ขณะที่เขาจับมือมิโกะ (Yoko Narahashi) ผู้ที่พบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไป 50 ปี ดนตรีในหนัง (ประพันธ์โดย Högni Egilsson) งดงามมาก และพบได้ยากที่ตัวละครจะร้องเพลงหลายบทเพลงขนาดนี้ในหนังที่ไม่ใช่เพลงกลอน
“Touch” เป็นหนังแนวคิดเรียบง่ายที่น่าปนุก แต่ก็มีจุดอ่อนหลายอย่าง โดยเฉพาะการดำเนินเรื่องที่ช้าเกินไป มีช่วงเวลาที่ไม่สำคัญปนอยู่มาก ตัวละครชายหลักที่ขาดความดึงดูดใจ และพื้นหลังเรื่องราวที่ไม่ถูกเล่าอย่างครบถ้วน เรื่องนี้เล่าถึงเจ้าของร้านอาหารสูงวัยชาวไอซ์แลนด์ที่ตามหาความรักครั้งแรกจาก 50 ปีก่อน โอเค เราเห็นที่มาที่ไปบ้าง มีการบ่งชีถึงความเร่งด่วนทางสุขภาพแต่ไม่รู้ว่าคืออะไรหรือรุนแรงแค่ไหน มีการพูดถึงภรรยาที่เสียชีวิตแต่ไม่เคยบอกเล่าว่าชีวิตคู่ของพวกเขาเป็นอย่างไร (สุขหรือทุกข์?) รวมถึงไม่มีการอธิบายว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจเดินทางก่อนยุคโควิดกะทันหันแบบนี้ การเดินทางของเขาที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเชื่องช้าและไม่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ นำไปสู่ตอนจบที่อาจทิ้งความรู้สึกว่างเปล่าให้บางคนได้ หนังเล่าเรื่องผ่าน 2 ช่วงเวลา ช่วงปี 1960 ที่แสดงความน่ารักและความเศร้าระหว่างคริสโตเฟอร์กับมิโกะได้อย่างน่าประทับใจ ส่วนตัวละครรอบข้างก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่ในยุค 2020 หนังน่าจะดีขึ้นถ้าตัวละครคริสโตเฟอร์วัยสูงอายุมีพลังมากกว่านี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวละครเขามีแต่ความขรุขระและเชื่องช้า จนไม่มีเหตุผลให้เราต้องสนใจเป้าหมายของเขาเท่าไร เป็นหนังที่เรื่องราวไม่เหมือนใครและคุณอาจชอบมัน แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้
เต็มไปด้วยคลีชيهและอารมณ์สะเทือนใจ เพลงหวานหูจนเกินไป ความรักและความสูญเสีย การปะทะของคนต่างยุคและวัฒนธรรม...ฉันออกจากโรงหลังครึ่งชั่วโมง พนักงานโรงแรมวางมาดเจ้าขุนมูลนาย ชายแก่นิสัยแปลกตามตามหาความฝันไปสักลาย ลูกสาวเจนแรกที่ดื้อรั้น หนังสลับฉากระหว่างปัจจุบันกับอดีตของเขาในฐานะพนักงานล้างจานที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งหลงรักลูกสาวสปิริตของเจ้านาย แทรกด้วยเหตุการณ์ล็อกดาวน์โควิดและปัญหาสุขภาพของเขา ก็แน่ล่ะที่ต้องขึ้นเครื่องก่อนล็อกดาวน์ และแน่นอนว่าเขาเป็นหม้าย ครบทุกสูตรของหนังแนว Lifetime
นี่คืออีกหนึ่งภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจที่เล่าเรื่องราวคลาสสิกของหนุ่มพบสาว หนุ่มเสียสาวไป และหนุ่มได้พบสาวอีกครั้ง คุณอาจเรียกมันว่า 'รักที่กลับมาลุกโชนอีกครั้งในยุคโควิด' เปรียบดั่งเพชรน้ำหนึ่งแห่งวงการ ด้วยเนื้อเรื่องสวยงาม การคัดเลือกนักแสดงและการแสดงที่ยอดเยี่ยม พร้อมเพลงประกอบสุดอลังการ เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความสุขครบวงจรกับเรื่องราวจริงของคนจริงๆ ที่ทำสิ่งจริงๆ ไม่มีซูเปอร์ฮีโร่ ไม่มีการไล่ล่าด้วยรถ ไม่มีการระเบิดตู้ม มีเพียงชีวิตจริงของตัวละครหลักสองคนจากต่างวัฒนธรรม พร้อมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา หลีกเลี่ยงหนังไร้สาระจากฮอลลีวูดที่ออกมาทั้งหน้าร้อน แล้วมาสัมผัสความประทับใจจากภาพยนตร์เรียบง่ายที่ทั้งอกหักและให้ความรู้สึกดีจนน้ำตาไหลไปกับมัน
A Bittersweet Life (2005) หวานอมขมกลืน