
Marry My Dead Body (2023) แต่งงานกับผี อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพบซองแต่งงานสีแดงเพียงเพื่อจะพบว่าเจ้าของที่แท้จริงคือผีที่ขอจับมือเจ้าหน้าที่แต่งงานก่อนที่จะกลับชาติมาเกิด จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมนุษย์และผีเกิดความผูกพันพิเศษ

วันหนึ่งนายตำรวจพบซองจดหมายแต่งงานสีแดง แต่กลับพบว่าผู้ส่งคือวิญญาณที่ขอแต่งงานกับเขาเพื่อให้ได้ไปเกิดใหม่ เมื่อมนุษย์และผีสร้างสัมพันธ์พิเศษร่วมกัน ชีวิตของทั้งคู่จะเปลี่ยนไปอย่างไร?
หลังจากได้พบซองจดหมายประหลาด ชีวิตของนายตำรวจหมิงฮั่นก็พลิกผันสู่ความสยอง ตั้งแต่ที่ต้องแต่งงานกับสามีที่เป็นผี จนทั้งคู่กลายมาเป็นคู่หูไขคดีอาชญากรรมด้วยกัน
หนังไต้หวันแนวเหนือธรรมชาติสุดชิค 'แต่งงานกับวิญญาณรัก' (Marry My Dead Body) ทำได้ครบรสสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งตลกจัดจ้าน ละเมียดละไมกับช่วงเวลาซึ้งๆ และสอดแทรกประเด็นสังคมอย่างแนบเนียน ตำนานตำรวจหนุ่มอู๋หมิงฮั่น (เกร็ก หsu) บังเอิญเก็บซองแดงจนต้องแต่งงานกับเหมาเหมา วิญญาณหนุ่มเกย์ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างเตรียมแต่งงาน ย่าเหมาเหมาอยากเติมเต็มความฝันให้หลานชาย หลังเจอเรื่องชิบหายต่อเนื่อง หมิงฮั่นจำใจยอมแต่งและต้องช่วยเหมาเหมาเติมเต็มความปรารถนาสุดท้าย ในขณะที่วิญญาณหนุ่มก็ช่วยเขาสืบคดียาเสพติด ผู้กำกับเฉิงเว่ยเฮ่า (The Soul) จับจุดลงตัวระหว่างคอมเมดี้ป่วน แอคชั่นไล่ล่าสไตล์การ์ตูน และโมเมนต์ซาบซึ้ง ทrio นักแสดงนำ เกร็ก หsu, ออสตินหลิน และกิงเกิ้ลหวัง โดดเด่นทั้งเคมีและพลังการแสดง ไต้หวันเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ legalize การแต่งงานเพศเดียวกันในปี 2019 หนังพูดถึงประเด็นนี้อย่างแนบเนียนในรูปแบบหนัง mainstream ผสมผสานความเชื่อโบราณอย่างการแต่งงานกับวิญญาณและความรักเพศเดียวกันได้อย่างฮาสุดขีด คอมเมดี้ช่วยให้ผู้ชมเผชิญความกลัวผ่านเสียงหัวเราะ โดยไม่ยัดเยียดข้อความจนเกินไป เพราะมีมุกตลกฉากแอคชั่นให้ลุ้นไม่หยุด บางมุกเกี่ยวกับ LGBTQ+ อาจดูเชยสำหรับชาวตะวันตก แต่ทำออกมาในเชิงตลกอบอุ่น ไม่เหยียด แถมให้มุมมองวัฒนธรรมไต้หวันได้น่าสนใจ ตัวละครย่าทำให้ประทับใจมาก ภาพคุณยาย高龄จัดพิธีแต่งงานให้หลานเกย์โดยไม่สนเพศสภาพคือภาพที่อบอุ่นและทรงพลัง ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ในไต้หวัน - คุ้มค่ากับทุกเสียงชม!
ภาพยนตร์ 'Marry My Dead Body' สื่อสารข้อความสำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านการเลือกปักและการกดขี่จากแนวคิดเก่า ๆ ที่มีต่อชุมชน LGBTQIA+ ในเอเชียได้อย่างมีพลัง เนื้อเรื่องโดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างคอมเมดี้ มนุษยธรรม และความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างลงตัว สร้างประสบการณ์รับชมที่ตราตรึง การแสดงนำเสนออารมณ์ได้น่าประทับใจ ทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตาที่เชื่อมต่อกับผู้ชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ คำชมอาจไม่เพียงพอสำหรับทีมงานด้านแสง สี เสียง และดนตรีที่ช่วยเสริมบรรยากาศให้สมบูรณ์แบบ แม้บางฉากเอฟเฟกต์ภาพอาจไม่สมจริงนัก แต่ไม่ส่งผลต่อความประทับใจโดยรวม เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับคืนวันหยุดที่ควรค่าแก่การดู!
ระหว่างตามล่าคนขับรถซิ่ง หมิงฮั่น (หวู่ หมิงฮั่น) บังเอิญเก็บซองแดงได้ ซองที่ทำให้เขาต้องเข้าพิธีแต่งงานกับวิญญาณผู้ชายอีกคน หลังจากปฏิเสธในตอนแรก เขากลับพบว่าชีวิตเต็มไปด้วยเคราะห์กรรม มีเพียงการยอมรับเท่านั้นที่เปลี่ยนทุกอย่างได้ ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าจากไต้หวันจะออกแบบหนังที่ก้าวหน้าและทันสมัยแบบนี้ ทั้งยังเปิดกว้าง และตลกสุดๆ ตอนแรกไม่คิดว่าจะถูกใจ แต่สุดท้ายก็สนุกจนลืมไม่ลง ทั้งบันเทิงและบางช่วงก็ซาบซึ้งจนน่าประหลาดใจ หนังยาวสองชั่วโมงแต่เวลาผ่านไปเหมือนโกหก ถึงขั้นยอมนอนดึกเพื่อดูให้จบเลย ตัวเอกอย่างหมิงฮั่นน่ารักมาก ลองนึกภาพตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบเขาดูสิ...รับรองหัวเราะไม่อิ่ม! ให้ 8/10
เหมือนกับตัวละครสองบุคลิกใน 'Two-Faced Man' ที่แสดงโดยหวังจิง แม้จะมีการพูดถึงประเด็นรักร่วมเพศ แต่เนื่องจากเป็นค่านิยมสากล ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ได้ลดทอนความตลกแต่อย่างใด ผู้กำกับยังคงนำเสนอตัวละครที่ขัดแย้งกันในหลายฉากตำรวจไล่จับโจร สร้างความตื่นเต้นและความฮาระคนกัน แม้จะเป็นครั้งแรกที่ซู กวงฮั่นรับบทตลกที่ต้องเสียสละภาพลักษณ์ แต่เขาก็ทำได้สำเร็จในการแสดงความหงุดหงิดของตำรวจมืออาชีพที่ต้องทำงานกับคู่หูซุ่มซ่าม จริงๆ แล้วมีกลิ่นอายของ Police Story ของแจ็กกี้ ชานอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นก็ถูกกลบด้วยความเจิดจรัสของหวังจิง
หนังเรื่องนี้ส่งสารสำคัญเกี่ยวกับครอบครัวและความรัก ครอบครัวไม่ใช่แค่คนที่เกี่ยวดองทางเลือด แต่รวมถึงคนที่เราผูกพันและรักกัน ส่วนความรักก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระหว่างคนที่เหมือนกัน แต่สามารถเกิดระหว่างคนที่แตกต่างกันทุกด้านได้ ด้วยทั้งฉากตลกและโมเมนต์ซึ้งใจ หนังทำคะแนนโดนใจผู้ชมจนกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไต้หวันที่ดูแล้วคุ้มค่าที่สุดในปีนี้ นอกจากนี้ หนังยังสะท้อนความสำคัญของการยอมรับและเข้าใจในความสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่าเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง เราต้องยอมรับตัวตนของอีกฝ่ายทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อความนี้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครมินห์ฮั่นและเหมาเหมา ที่เริ่มต้นจากการเข้ากันไม่ได้เพราะความต่าง แต่สุดท้ายก็เรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจกัน อีกหนึ่งแก่นเรื่องคือการให้โอกาสครั้งที่สอง ตัวละครในหนังได้โอกาสแก้ตัวและซ่อมแซมความสัมพันธ์ใหม่ เสมือนเครื่องเตือนใจว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่ โดยรวมแล้วหนังคือเรื่องราวอบอุ่นและบันเทิงที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของครอบครัว ความรัก การยอมรับ และโอกาสครั้งที่สอง เหมาะกับคนที่ชอบมิกซ์ครบรสทั้งตลกและอินเนิร์ม
1) เหตุผลที่บางคนดูแล้วชอบและอินจนน้ำตาซึมก็เข้าใจได้ หนังเรื่องนี้ตั้งใจทำด้วย 'ใจ' จริงๆ เป็นยุค 2023 แล้ว เราไม่ควรมาตั้งคำถามว่าคนทุกคนสมควรมีความสุขหรือไม่ นี่คือหนังหวานๆ ที่สอดแทรกข้อคิดดีๆ ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบหนังที่ยัดเยียดเมสเสจมากนัก แต่เรื่องนี้อบอุ่นและดีเกินกว่าจะมองข้าม แม้ผมจะเป็นผู้ชายสายตรงก็ยังอินเล็กน้อย 2) แต่หนังก็มีจุดอ่อน ถ้ามองแค่ตัวหนังไม่ใช่แนวคิดต้องยอมรับว่ามันยาวเกิน บวกกับเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างแน่นจนตัดจบให้สั้นลงไม่ได้เลย ผมว่าน่าจะทำเป็นมินิซีรีส์ 3 ตอน ตอนละ 60 นาทีน่าจะเหมาะกว่า เพราะมีไอเดียมากมายที่รองรับเวลา 180 นาทีได้ เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนต้องตัดหลายสีนออกไป เพราะเหตุการณ์เกิดเยอะเกินจนดูรวดเดียวอาจเมื่อยล้า แต่ถ้าแบ่งเป็น 3 ตอนจะพักสมองได้ 3) โดยรวมก็สนุกดี เป็นหนังคอมเมดี้ผสมอาชญากรรมและแฟนตาซี บางมุกอาจไม่ดังแต่ก็สนุกดี บางจุดอาจเพราะปัญหาการแปลเลยไม่ค่อยเข้าใจ ส่วนตัวอยากให้มีแอคชั่นมากขึ้นลดการพูดลง แต่การพัฒนาตัวละครทำได้น่าประทับใจ ชอบช่วงเริ่มและจบมากกว่าช่วงกลางที่รู้สึกยืดๆ ตัวละครน่ารักและนักแสดงก็ทำได้ดี สรุปแล้วถ้าคุณหัวโบราณมากอาจไม่ชอบ แต่สำหรับผมคือหนังที่ดูได้ แม้จะมีข้อบกพร่องบ้าง
เพิ่งดูหนังเรื่องนี้ใน Netflix แล้วประทับใจมาก! ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่หนังตลกเบาสมอง แต่ได้อะไรมากกว่าคาด ตลกปนซึ้งลงตัวมาก ความสัมพันธ์เกย์-สเตรทของสองตัวละครหลักสื่อสารได้ดีมากๆ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการยอมรับความต่างในมิตรภาพ ชอบที่ตัวเอกตำรวจยังเป็น heterosexual ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช้สูตรเปลี่ยนเป็นเกย์ตามคลิชเ่ช่ๆ แค่เพื่อฉากรัก เรื่อง LGBTQ แทรกเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียด ดูได้ทุกคนไม่ใช่แค่กลุ่ม LGBTQ
ไม่ใช่แค่เรื่อง Boy’s Love หนังเรื่องนี้ผสมผสานองค์ประกอบแฟนตาซี เหนือธรรมชาติ และประเด็น LGBT เข้าด้วยกัน เล่าเรื่องของหวู่ มิงฮั่น ตำรวจชายตรงที่เกลียดคนรักเพศเดียวกัน ต้องแต่งงานกับเหมา ผางหยู ผีชายรักร่วมเพศที่ตายอย่างลึกลับ ทั้งคู่ต้องฝ่าความแตกต่างมาร่วมมือกันแก้คดี เพื่อหาความยุติธรรมให้เหมา พร้อมออกเดินทางที่ทั้งตลกและสะเทือนใจ____ ฉันรักเรื่องนี้มาก มันยอดเยี่ยม ทั้งฮา ทั้งร้องไห้ ตื่นเต้นเร้าใจ หนังมีหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ข้อดีคือคุณจะไม่รู้สึกเบื่อเลย
หนังเรื่องนี้ดีมากๆ จริงๆ ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงรวมได้หลายแนวในเรื่องเดียว ทั้งมิตรภาพ queer แนวคอมเมดี้ ไซไฟ และแอคชั่น การพัฒนาตัวละครของหมิงทำได้น่าสนใจ เล่าเรื่องได้ลื่นไหล เรียกว่าเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง ไม่ต้องมีภาคต่อหรือดัดแปลงเป็นซีรีส์อีก ชอบที่ความสัมพันธ์ของตัวละครไม่ใช่เรื่องเซ็กส์ เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างชายรักต่างกับชายรักเพศเดียวกันที่กลายเป็นคู่แท้โดยไม่ต้องพึ่งความรักแบบชู้สาว พวกเขาพร้อมตายแทนกัน เรียกคู่กันว่า 'สามี' ทั้งที่ต่างก็สบายใจกับรสนิยมทางเพศของตัวเอง ไม่ต้องมีอะไรเกินนี้ต่อกัน ชอบที่ตัวละครหมิง-หานเติบโตและยังทุ่มเทให้กับเป้าหมายของเหมาและครอบครัว เห็นเขาเริ่มสนับสนุนสิ่งแวดล้อม สิทธิ queer และรูปแบบความรักต่อเหมาที่ไม่เหมือนหนัง Bromance ทั่วไป
จริงๆ แล้วการอ้างอิงทางวัฒนธรรมในเรื่องทำได้ดีมากจนบางทีรู้สึกเหมือนเป็นมุขภายในที่เฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในวัฒนธรรมนั้น(แบบข้ามสาย)จะเข้าใจ แต่ถึงกระนั้นผู้ชมที่อาจไม่คุ้นเคยก็ยังสนุกกับเนื้อเรื่องและบทแสดงได้แน่นอน แถมยังน่าดูซ้ำเพื่อมองมุมวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นภาพช่วงเวลาปัจจุบันในเอเชียตะวันออกได้ชัดเจนขึ้น ส่วนประเด็นสังคม (ที่ครั้งนี้เป็นระดับโลก) ก็ถูกพูดถึงอย่างแนบเนียนและสมเหตุสมผลควบคู่กับแก่นหลักของเรื่อง ซึ่งส่วนตัวแล้วทำให้สนใจนักเขียนบท/ผู้กำกับมากจนต้องตามหาผลงานอื่นมาดูต่อเลย บอกเสริมหน่อย; หนังมีฉากตัดและเนื้อหาเสริมที่โพสต์ตามอินเทอร์เน็ตเพื่อโปรโมทการฉายหลัก ซึ่งช่วยเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์ขึ้น แนะนำให้ตามไปดูทั้งหมดถ้าชอบหนังเรื่องนี้!
เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่อง 'แต่งงานกับศพของฉัน (2022)' ตั้งต้นได้ดีและค่อนข้างแปลกใหม่: ตำรวจหนุ่มมั่นทึบผู้ไม่เกรงกลัวอะไร ถูกหลอกให้แต่งงานกับผี (ซึ่งเป็นประเพณีที่มีอยู่จริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ไอเดียนี้ควรทำให้เกิดความสนุกเฮฮาแบบหนังคู่หูนักสืบสุดเพี้ยน แต่สุดท้ายผีในเรื่องกลับไม่น่าเอ็นดู และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมนุษย์ก็พัฒนาไม่เพียงพอ ทำให้มิตรภาพในตอนจบดูไม่น่าเชื่อถือ ครึ่งแรกของเรื่องเน้นตลกกายภาพแบบเกินจริง ส่วนครึ่งหลังดราม่าน้ำตาตกในเกินไป ไม่สามารถหาจุดbalanceที่เหมาะสมได้ ผลลัพธ์คือภาพยนตร์ที่เดินเรื่องไม่เสถียรและตัวละครเชื่อมโยงยาก นับเป็นก้าวพลาดครั้งแรก เพราะสปินออฟอย่าง 'GG Precinct' กลับทำได้ดีกว่าในทุกด้าน ทั้งความสมดุลและความบันเทิง
เรื่องตลกที่สุดของ 'Marry My Dead Body' ก็คือไต้หวันส่งหนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลออสการ์ พอได้เห็นคุณภาพของหนังแล้วคุณก็ต้องหัวเราะตามแน่นอน โครงเรื่องยืมมาจากหนังคอมเมดียุค 80s ของฮ่องกง ที่จับตำรวจห้าวมาคู่กับผีที่ต้องแก้ปัญหาบางอย่างในโลกนี้ก่อนไปสู่โลกหน้า แม้โครงเรื่องที่เปิดกว้างสำหรับ LGBTQ+ ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับหนังเอเชีย แต่คอมเมดีย่ำแย่และละครน้ำเน่าที่เกินเหตุกลับทำให้หนังเรื่องนี้ล้มเหลว โครงเรื่องอ่อนแอและไม่น่าเชื่อถือ การแสดงก็ดูเกินจริง ส่วนความรู้สึกละเมอเคลิ้มก็ทำให้น่าหดหู่ ที่แย่ที่สุดคือตอนจบที่ยืดเยื้อยิ่งกว่า 'The Return of the King' อีก! ไม่แปลกใจที่หนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง ถ้าตัดทอนสักชั่วโมงน่าจะดีขึ้นมาก
ให้คะแนนจริง 7.5 ดาว คนไต้หวันเก่งจริงในการผลิตหนังคุณภาพสูงได้ทุกแนว ผมไม่ได้ดูหนัง LGBTQ ของไต้หวันมากนัก แต่บางเรื่องที่ดูก็ชอบมาก เรื่องนี้ฮาจริง ทั้งบทและนักแสดงที่เล่นได้ดีทั้งแบบเดี่ยวและแบบคู่ ตัวเอกอย่าง Greg Hsu รับบทนำแสดงได้ดีมากตลอดทั้งเรื่อง ทีมเขียนบททำออกมาได้ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มสเตรทกับเกย์ พร้อมบาลานซ์ความฮาและฉากซึ้งๆ ได้ลงตัว ฉากที่ตัวละครหลักกับพ่อของเหมาเหมาเป็นฉากสะเทือนใจสุดๆ และเมื่อคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมว่าจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งแล้วแหละ
7.4

Light the Night Season 3 (2022) แสงราตรี
Eight Below (2006) ปฏิบัติการ 8 พันธุ์อึดสุดขั้วโลก