
The Red Sparrow (2022) ปฎิบัติการพิทักษ์นกเพลิง ในโลกอนาคต รอนกรุ๊ปใช้เทคโนโลยีทำให้มนุษย์เป็นทาส นักวิชาการอีน่าคิดค้น “ปีกอัคคี” เพื่อช่วยมนุษย์ ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน อีน่ามอบเทคโนโลยีลับสุดยอดให้ลูกสาวอีหนี่ 20 ปีต่อมา อีหนี่ปะทะรอนกรุ๊ป แปลงร่างได้สำเร็จ กอบกู้ชีวิตประชาชนในเมืองเฉียวตู

ในโลกอนาคตที่มืดมน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นาม 'ยี่หนี่' นำการลุกฮือขึ้นต่อต้านกลุ่มรอนผู้กดขี่ เพื่อต่อสู้ให้มนุษยชาติรอดพ้นจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างปัญญาประดิษฐ์กับมนุษย์
ภาพยนตร์เล่าถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 21 ที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ ฮีโร่หญิงยี่หนี่ (รับบทโดย ฮั่น ชงชง) ตัดสินใจชี้ชะตา นำกองทัพหุ่นยนต์เข้าสู่สงครามตัดสินกับกลุ่มรอนผู้ทรงอำนาจ ยี่หนี่คือหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ที่กำเนิดจาก 'เหตุการณ์ปี 2060' และเป็นความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งกลุ่มรอนไม่ให้ยึดครองมนุษย์ เธอเติบโตบนถนนและตลาดมืดของหุ่นยนต์ ระหว่างเกิดการปะทะไม่คาดคิด เธอถูกจับโดยกลุ่มรอนและรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของตัวเอง ก่อนถูกหุ่นยนต์ที่รอดจากเหตุการณ์ปี 2060 ช่วยเหลือออกมา ตั้งแต่那一刻 เป็นต้นมา เพื่อหยุดกลุ่มรอนไม่ให้ครอบครองมนุษย์ด้วยพฤติกรรมอันบ้าคลั่ง ยี่หนี่จึงนำกองทัพเครื่องจักรเปิดฉากโต้กลับครั้งใหญ่ และเริ่มศึกชี้ชะตาระหว่างกลุ่มรอนกับมนุษยชาติ พร้อมทั้งเปลี่ยนร่างเป็น 'ดาร์ก ฟีนิกซ์' ผู้มีพลังต่อสู้เหนือระดับ
ไม่ต้องพูดถึงว่าผมไม่เคยได้ยินเรื่องภาพยนตร์ไซไฟแอคชั่นจีนปี 2022 เรื่อง "The Red Sparrow" ของผู้กำกับจี๋ จื้อจง มาก่อนเลย จนกระทั่งบังเอิญมาเจอในปี 2023 ด้วยความบังเอิญ และด้วยความที่ชอบดูหนังเอเชียอยู่แล้ว ผมจึงตัดสินใจนั่งดูจนจบ ยอมรับว่าภาพปกแนวไซเบอร์พังก์ของหนังดึงดูดไม่น้อย แต่ว่าเนื้อเรื่องกลับทำได้ไม่น่าประทับใจ มันกระจัดกระจายและตามไม่ทัน จนผู้ชมแทบไม่มีโอกาสได้ดื่มด่ำกับโลกในเรื่องหรือทำความรู้จักตัวละครให้ลึกซึ้ง ส่งผลให้การรับชม "The Red Sparrow" กลายเป็นประสบการณ์ที่ตื้นเขิน แถมยังมีปัญหาการใช้กรีนสกรีนคุณภาพต่ำที่เห็นได้ชัดเจนจนทำลายอรรถรส บวกกับ CGI ที่บางครั้งก็ดูแปลกตา ไม่สมจริง ผู้กำกับอาจตั้งเป้าหมายสูงเกินไปจนทำออกมาได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้หนังดูไม่น่าสนุกหรือน่าประทับใจทั้งที่ควรจะมีศักยภาพมากกว่าส่วนการแสดงของนักแสดงนั้นพอใช้ได้ แม้ผมจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อน แต่ก็มีฉากแอคชั่นต่อเนื่องตลอด 77 นาทีที่ช่วยให้หนังดูผ่านได้บ้าง หากทนบทพูดที่เรียบเฉียบและตัวละครไร้สีสันได้ สรุปคือไม่แนะนำให้รีบหามาดู เพราะแม้ดูรอบแรกก็แทบไม่ไหว แล้วก็ไม่มีความน่าดูซ้ำเลย ผมให้คะแนน "The Red Sparrow" แค่ 5 เต็ม 10
Anna (2019) แอนนา สวยสะบัดสังหาร

Shanghai (2010) ไฟรัก ไฟสงคราม