
เรื่องย่อ War Games (1983) สงครามล้างโลกหนุ่มน้อยอัจฉริยะคอมพิวเตอร์ได้เข้าไปในโปรแกรมลับของกองทัพสหรัฐฯ อย่างไม่ตั้งใจ และได้เล่นเกมต่อสู้ระหว่างอเมริกากับรัสเซีย โดยที่เขาไม่รู้ว่ามันคือการเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สาม WarGames เป็นหนังระทึกขวัญวัยรุ่นที่ทำออกมาได้สนุก น่าติดตาม และเข้มข้น จากช่วงต้นๆ ที่เหตุการณ์ดูจะไม่มีอะไร แต่พอตัวเอกสามารถเจาะเข้าโปรแกรมลับของทางการได้ ความน่าติดตามก็เริ่มเพิ่มขึ้นตามลำดับครับ เพราะแต่ละขณะที่เขากำลังเล่นเกมโดยที่คิดว่า “มันเป็นแค่เกม” นั้น เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำให้โลกใกล้จะเกิดสงครามโดยไม่รู้ตัว ครั้นพอรู้แล้วก็ต้องมาลุ้นกันแบบเต็มๆ ในตอนหลังว่าสุดท้ายแล้วความหายนะที่กำลังจะเกิดนั้น จะได้รับการแก้ไขอย่างไร

เด็กหนุ่มค้นพบช่องโหว่ในระบบคอมพิวเตอร์ของทหารที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างเกมกับความจริง จนอาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3
เดวิด ไลท์แมน นักเรียนมัธยมผู้มีทักษะด้านแฮ็กกิ้ง พยายามแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมที่ยังไม่วางจำหน่าย แต่กลับเจาะเข้าไปในคอมพิวเตอร์สงครามของกระทรวงกลาโหมโดยไม่ตั้งใจ และจุดชนวนความขัดแย้งระดับโลก ร่วมกับแฟนสาวและอัจฉริยะคอมพิวเตอร์ เขาต้องแข่งขันกับเวลาเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้และป้องกันหายนะนิวเคลียร์
หนังไซเบอร์ธริลเลอร์อาจไม่ได้เริ่มต้นที่ 'WarGames' แต่เป็นจุดสูงสุดในยุคแรกของแนวนี้ เมื่อผู้สร้างหนังหลายคนเดินตามรอยการนำเสนอการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร 'WarGames' ยังคงเป็นมาตรฐานที่ต้องนำมาเปรียบเทียบ แม้ไม่ใช่คลาสสิกแต่มันคือหนังธริลเลอร์สนุกๆ ที่ทำออกมาได้ดี ทั้งความประณีต ความน่าดึงดูด และความมนุษย์ เดวิด ไลท์แมน (แมทธิว บรอดเดริก) เด็กมัธยมจากซีแอตเทิล มีเวลาไม่กี่ชั่วโมงเพื่อแก้ไขสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นตัวอย่างเกม แต่กลับกลายเป็นการแฮกระบบ WOPR (War Operation Planned Response) ของกองทัพอากาศสหรัฐ จนทำให้โลกใกล้สงครามนิวเคลียร์ เอฟบีไอคิดว่าเขาเป็นสายลับโซเวียต ส่วนเจนนิเฟอร์ แมค (อัลลี ชีดี้) เพื่อนร่วมชั้นสงสัยว่านี่อาจเป็นเรื่องเกรดชีวะที่เขาพยายามแก้ บรอดเดริกแสดงได้ดี ชีดี้ดีกว่าเสียอีก แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เด่นคือรายละเอียดอื่นๆ เริ่มจากนักแสดงสมทบที่ยอดเยี่ยม ทั้งจอห์น วูด ในบทศาสตราจารย์สันโดษ และแบร์รี คอร์บิน ในบทนายพลติดบุหรี่ ที่ได้รับคำชมอย่างเต็มเปี่ยม แถมยังมีนักแสดงคุณภาพอีกมาก เช่น เคนท์ วิลเลียมส์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาวสุดห้วน วิลเลียม โบเกิร์ต และซูซาน เดวิส ในบทพ่อแม่ที่ไม่สนใจอะไรของเดวิด ส่วนอลัน บลูเมนเฟลด์ คือครูชีวะขี้รังแก และฮวนอิน คลีย์ ผู้ช่วยสวยแต่ไม่ได้รับความนิยม (แม้แต่ตัวเองยังไม่เห็นค่า เมื่อเธอใช้ปากเป็นที่ทิ้งหมากฝรั่งให้เจ้านาย) การคัดนักแสดงของหนังนี้ยอดเยี่ยมมาก ดูจากตอนเปิดเรื่องที่ให้ ไมเคิล แมดเซน และจอห์น สเปนเซอร์ แสดงเป็นทหารปล่อยมิสไซล์ ซึ่งเป็นการเดบิวต์ภาพยนตร์ของทั้งคู่ ฉากนี้ยังสะท้อนจุดแข็งของ 'WarGames' ในการสร้างความคาดหวังและจังหวะเร็วช้า เหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างทั้งคู่ถูกนำเสนออย่างดุเดือด ("เปิดกุญแจครับ!") ก่อนจะตัดไปสู่เรื่องหลักที่แทนที่มนุษย์ด้วยคอมพิวเตอร์ เราได้เห็นมุมมองใหญ่ผ่านตัว ดาบ์นีย์ โคลแมน ในบทนักรบสายเหยี่ยวที่ผลักดันให้ "เอามนุษย์ออกจากระบบ" ก่อนซูมเข้าสู่ชีวิตวัยรุ่นของเดวิดที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลย หนังอาจเริ่มที่เดวิดแล้วค่อยเชื่อมโยง到 WOPR แต่การเปิดเกมรบตั้งแต่ต้นเป็นวิธีฉลาดๆ ในการสร้างอารมณ์ร่วมก่อนที่ตัวเอกจะรู้ตัว การออกแบบฉาก งานกล้อง แสง และตัดต่อก็เยี่ยม ห้องบัญชาการ NORAD เปรียบเสมือนตัวละครอีกตัว ที่เป็นแหล่งความจริงของหนัง (และดีกว่าห้องใน 'Dr. Strangelove' ที่เป็นแรงบันดาลใจ) วิธีที่กล้องเคลื่อนไปมาระหว่างจอคอมของทหารกองทัพสหรัฐ ที่กำลังติดตามการโจมตีของโซเวียต ส่องแสงไปที่ตัวละครก่อน他们会ส่งข้อมูลสำคัญ น่าติดตามมาก หนังมีจุดบกพร่องบ้าง เช่น บทพูดของแมดเซน-สเปนเซอร์เกี่ยวกับกัญชาในที่ที่มีความปลอดภัยสูงดูไม่สมจริง รวมถึงเห็นได้ชัดว่าทหารสองคนที่ลงจากเฮลิคอปเตอร์กับคนลงจากรถจี๊ปนั้นคนละคน เพลงประกอบแย่ (ยกเว้นท่วงทำนองเศร้าตอนจบ) และไม่มีการวิเคราะห์道徳ของการละเมิดกฎหมายของเดวิด แต่ทั้งหมดนี้คือหนังตื่นรู้ สนุก ตลก ที่ยังดูได้เร้าใจแม้สงครามเย็นจะจบไปกว่า十年แล้ว แม้มีนวัตกรรม技術ให้เห็น แต่สิ่งที่เราจดจำคือการสอนวิธีทาเนยบนข้าวโพด เพราะ 'WarGames' มุ่งเน้นที่ความเป็นมนุษย์เสมอ [ดีวีดีมีเสียงคอมเมนต์เจ๋งๆ จากจอห์น แบดแฮม ผู้กำกับ และนักเขียน Lawrence Lasker กับ Walter Parkes ที่ให้มุมมองเกี่ยวกับการสร้างหนังแนวนี้ ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดถี่ถ้วน]
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์รุ่นหลัง ที่เป็นวัยรุ่นและวัยยี่สิบต้นๆ ในช่วงเริ่มต้นของยุคคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แต่เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง เพราะมันเปิดตาให้หลายคนเห็นทั้งโอกาสและอันตรายที่มาพร้อมกับยุคดิจิทัล รัฐบาลมีเครื่องจักรอันล้ำสมัยและระบบอินเทอร์เน็ตที่ใช้สื่อสารกันมานานก่อนที่ประชาชนจะได้เข้าถึงผ่านคอมพิวเตอร์โบราณอย่าง Commodore 64, Amigas และ Atari ด้วยสายโทรศัพท์ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 แม้จะเป็นงานบันเทิง แต่เรื่องนี้ยังให้คำเตือนที่ยังคงตรงกับปัจจุบัน แม้แต่วันนี้ แมทธิว บรอดเดริก และอัลลี ชีดี้ ที่อายุ 21 ปีแต่รับบทวัย 17 ได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้ได้เรตติง 7.6/10 จาก... the Fiend :.
WarGames เป็นหนังที่บางมุมก็ดูล้าสมัย แต่บางมุมก็超前 ก้าวหน้าน่าประหลาดสำหรับยุค 1983 เรื่องราวยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเตรียมปะทะในสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งปัจจุบันอาจดูไม่เข้ากับยุคที่โซเวียตล่มสลายไปแล้ว แต่แก่นแท้ของหนังกลับเกี่ยวกับ 'แฮ็กเกอร์คอมพิวเตอร์' ซึ่งเป็นคำที่คนยุค 1983 ยังไม่คุ้นหู นับว่าเป็นหนังที่มองการณ์ไกล!แม้บางจุดจะไม่เข้ากับยุคนี้ แต่ WarGames ยังเป็นหนังระทึกขวัญที่สนุกตื่นเต้น แม้มีบางเหตุการณ์ที่ไม่สมจริง แต่โครงเรื่องหลักยังคงเข้มข้น เราได้ติดตามเดวิด ไลท์แมน (แมทธิว บรอดเดริก) นักเรียนมัธยมในซีแอตเทิลที่เก่งคอมแต่ขาดแรงจูงใจเรียน เขาเผลอแฮ็กเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์กระทรวงกลาโหมแทนบริษัทเกม และเกือบทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เพราะเล่น 'เกมシミュเลชั่น' บนระบบ!แมทธิว บรอดเดริก โดดเด่นในบทวัยรุ่นที่พลัดตกอยู่ในสถานการณ์เหนือจินตนาการ ส่วนอลี ชีดี้ ที่รับบทเจนนิเฟอร์ เพื่อนสาวของเขา ตัวละครที่ดูพัฒนาน้อยไปหน่อย คอยเป็นเพื่อนร่วมเหตุการณ์มากกว่ามีบทบาทชัดเจน แต่ก็แสดงได้ดีในกรอบที่ได้รับ ตัวละครผู้ใหญ่ในเรื่องส่วนใหญ่ถูกเขียนมาแบบเรียบๆ ไม่มีมิติลึกซึ้ง มีเพียงตัวละครเสริมที่ปรากฏตัวช่วงท้ายเรื่องเท่านั้นที่ได้รับการพัฒนา แต่ทั้งหมดนี้ไม่ลดทอนความตื่นเต้นของหนังเลย WarGames ยังคงดึงดูดผู้ชมได้ด้วยความเครียดที่กดดันไม่ปล่อยมือ พร้อมฉากในห้องปฏิบัติการ NORAD ที่ออกแบบได้อลังการงานสร้าง จนถึงวันนี้ยังดูตระการตาได้อยู่ ทั้งหมดนี้ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นผลงานระทึกขวัญที่ทั้งสนุกและน่าประทับใจ แม้มีจุดบกพร่องบ้าง แต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะชม!
การกลับมาดูหนังแนวแฮ็กเกอร์ยุค 80 อย่าง 'WarGames' ในยุคที่คอมพิวเตอร์พัฒนาจนเปลี่ยนโลก ทำให้ฉันรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ แม้เทคโนโลยีก้อนใหญ่และของเล่นโบราณในหนังจะดูเชยไปบ้าง แต่ถ้าเลิกคิดถึงความน่ารักเก่าๆ แล้ว หนังเรื่องนี้ยังคงโดนใจทั้งในแง่เนื้อหาที่สะท้อนสังคมและความตื่นเต้นระทึกใจ แมทธิว บรอดเดริก รับบท เดวิด ไลท์แมน เด็กหนุ่มสุดเก๋าผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์จนสามารถแฮ็กระบบคะแนนโรงเรียนหรือล้วงข้อมูลลับได้อย่างง่ายดาย วันหนึ่งเขาบังเอิญแฮ็กเข้าเกม 'สงครามนิวเคลียร์ระดับโลก' ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อโจชัว เล่นเป็นสหภาพโซเวียตและยิงนิวเคลียร์ถล่มอเมริกา แต่เกมนี้ไม่ใช่เกมธรรมดา...เพราะมันกำลังจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 3 จริงๆ! ต้องไม่ลืมว่าช่วงที่หนังออกฉายคือยุคสงครามเย็น ที่มนุษย์กลัวนิวเคลียร์จนกระดูกสันหลังเย็น ถึงวันนี้ที่คอมพิวเตอร์ควบคุมทุกอย่างในชีวิต หนังเรื่องนี้ยังคงทันสมัย ทั้งในแง่คำเตือนเกี่ยวกับเทคโนโลยี และการตั้งคำถามถึงระบบป้องกันประเทศที่เรามอบไว้ให้คนไม่กี่คน แม้บางจุดจะดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับ 2001: A Space Odyssey และมีฉากย่อยโรแมนติกที่ไม่จำเป็นของอลี เชดี้ แต่จุดสุดท้ายที่ตึงเครียดกับเกม X-O ธรรมดาๆ กลับทำให้เรากัดเล็บจนได้ เรียกว่าเป็นความบันเทิงฉลาดๆ ที่ดูแล้วไม่น่าเบื่อเลย คะแนน 7.5/10
เดวิด (แมทธิว บรอดเดริก) วัยรุ่นหัวดื้อร่วมกับเจนนิเฟอร์ (อัลลี ชีดี้) เพื่อนสนิท แฮ็กเข้าเปลี่ยนเกรดในระบบโรงเรียน ก่อนบังเอิญเจอช่องโหว่ของคอมพิวเตอร์ทหารที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างเกมกับความจริง จนเกือบก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3! หน่วยความมั่นคงสหรัฐเข้าใจผิดว่าแฮ็กเกอร์วัยทีนที่กำลังเล่นเกมจำลองการโจมตีเป็นผู้ก่อการร้ายจริง จนระบบ WOPR (War Operation Plan Response) ที่ถูกสร้างโดยดร.สตีเฟ่น ฟอลเคน (จอห์น วูด) นักวิทยาศาสตร์ผู้ล่วงลับ เริ่มเรียนรู้ผ่านการเล่นเกมจนควบคุมไม่อยู่ สุดท้ายบทเรียนที่ได้คือ "ทางชนะเดียวคือไม่เล่นเกมนี้" ภาพยนตร์แนวเทคโนโลยีสุดคลาสสิกแห่งยุค 80 ที่ยังทันสมัยจนวันนี้ เรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้บังเอิญจุดชนวนสงครามนิวเคลียร์จากการเล่นเกม ‘สงครามนิวเคลียร์ทั่วโลก’ โดยเนื้อหาแทบไม่มีความรุนแรงหรือฉากสะเทือนใจ แต่เต็มไปด้วยมุกตลกและความน่าตื่นเต้น บทภาพยนตร์โดย ลอว์เรนซ์ แลสเกอร์ และ วอลเตอร์ เอฟ. พาร์คส ผู้ศึกษาจากแฮ็กเกอร์และผู้เชี่ยวชาญระบบจริงจนได้เรื่องราวสมจริง แมทธิวกับอัลลีแสดงคู่กันได้น่าประทับใจ พร้อมทีมนักแสดงสนับสนุนชั้นยอด อาทิ แบร์รี คอร์บิน, แดบนีย์ โคลแมน ฯลฯ ดนตรีโดยอาร์เธอร์ บี. รูบินสไตน์ และการกำกับที่เฉียบขาดของจอห์น แบดแฮม ที่มาบ接手ต่อจากมาร์ติน เบรสท์ ผู้กำกับเดิม หนึ่งในภาพยนตร์แนวสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงอิทธิพลต่อวงการ พร้อมภาคต่ออย่าง WarGames: The Dead Code (2008) ที่ความเข้มข้นลดหลั่นลง
Wargames คือภาพยนตร์ที่นำสมัยกว่ายตสมัยของมันอย่างชัดเจน เมื่อก่อนยังไม่มีใครทำหนังเกี่ยวกับการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ในหนังยุคนั้นมักอยู่แต่ในยานอวกาศ ส่วนคอมพิวเตอร์ในบ้านแทบไม่เคยถูกนำเสนอบนจอใหญ่มาก่อน Wargames ทำลายกรอบเดิมของหนังไซไฟสตูดิโอที่มักเล่าเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก (เช่น E.T.) หรือสงครามดีกับร้ายในอวกาศ (เช่น Star Wars, Star Trek) เมื่อมองจากยุคปัจจุบันที่อาชญากรรมแฮ็กเกอร์เพิ่มขึ้น และมนุษย์พึ่งพาคอมพิวเตอร์แทบทุกอย่าง Wargames คือหนังที่มองเห็นอนาคตได้ไกล โครงเรื่องสร้างสรรค์ นักแสดงฝีมือดี (ที่เล่นเต็มที่ ไม่ใช่แค่เสแสร้ง) ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นเพชรเม็ดงาม จนถูกจัดโดย AFI ให้เป็น 1 ใน 100 หนังไซไฟที่ดีที่สุดตลอดกาล แมทธิว โบรเดอริก รับบทวัยรุ่นขี้เกียจได้เหมาะเจาะ ส่วนแอลลี ชีดี้ ก็ส่องแสงในบทที่ไม่ได้ถูกพัฒนามากนัก แดบนีย์ โคลแมน (แม้จะเหมาะเป็นตัวร้ายมากกว่า) และแบร์รี คอร์บิน ก็แสดงได้สมบททุกบทบาท แม้เทคนิคเอฟเฟกต์จะล้าสมัยไปบ้างตามกาลเวลา แต่ Wargames คือจุดเริ่มต้นของคำศัพท์อย่าง 'แบ็คดอร์' หรือ 'แฮ็กกิ้ง' ที่คนยุคหลังใช้กันจนคุ้นปาก กล่าวได้โดยไม่ลังเลว่า Wargames คือหนึ่งในภาพยนตร์สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษ ตามที่ AFI ยกย่องไว้
ในยุค 1980 ความตระหนักว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความคิดนี้ถูกมองด้วยความตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น และความกลัว—ผู้คนในตอนนั้นไม่รู้ว่าคอมพิวเตอร์จะทรงพลังแค่ไหน แต่ก็กังวลกับมันไม่น้อย หนังหลายเรื่องหยิบยกความกลัวนี้มาเล่าอย่างสนุก เช่น เดอะ เทอร์มิเนเตอร์ (1984) ที่แสดงภาพอนาคตมนุษย์สู้กับหุ่นยนต์ หรือ ทรอน (1982) ที่ตัวละครหลุดเข้าไปในเกมต้องต่อสู้กับคอมพิวเตอร์ แต่ไม่มีเรื่องไหนถ่ายทอดศักยภาพของคอมพิวเตอร์ได้สมจริงเท่า WarGames หนังที่พาโลกรู้จักคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การแฮ็กระบบ และการที่เครื่องจักรอาจแทนที่มนุษย์ (พร้อมเตือนว่าอาวุธนิวเคลียร์ยังเป็นภัยคุกคาม) เมื่อทหารสองคนลังเลยิงขีปนาวุธในฝึกซ้อม เจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่าง แมคคิททริค (แดบนีย์ โคลแมน) ก็เสนอให้ใช้ WOPR ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ยักษ์ที่จำลองเกมสงครามเพื่อคำนวณผลลัพธ์สงครามนิวเคลียร์ แผนนี้ได้รับการอนุมัติ และมนุษย์ก็ถูกแทนที่ด้วยสมองกลที่พร้อมรับมือทุกภัยคุกคามสหรัฐฯ ด้าน เดวิด (แมทธิว บรอดเดริก) นักเรียนมัธยมขี้เกเรแต่เก่งคอมพิวเตอร์ ใช้ทักษะแฮ็กเกรดตัวเองในระบบโรงเรียน เมื่อเขารู้ว่ามีบริษัทเตรียมปล่อยเกมใหม่ในแคลิฟอร์เนีย เขาจึงลองแฮ็กหาระบบจนเจอคอมพิวเตอร์ลึกลับที่มีเกมสงครามแปลกๆ รวมถึง 'สงครามนิวเคลียร์ทั่วโลก' เขาเริ่มเล่นเกมโดยเลือกเป็นรัสเซีย แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังเล่นกับ WOPR ที่คิดว่านี่คือสงครามจริง! เดวิดถูก FBI จับตัวด้วยข้อสงสัยว่าสมคบกับรัสเซีย ขณะที่ WOPR ก็ยังคงเล่น 'เกม' สงครามนิวเคลียร์ที่อาจทำลายล้างโลก ผู้เขียนดูหนังเรื่องนี้บ่อยสมัยเด็กเพราะมีเทป VHS แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าเข้าใจไม่หมดและดูเบื่อ พอมาดูอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่กลับพบว่านี่เป็นหนังระทึกขวัญชั้นดี ที่ทั้งตื่นเต้นและยังให้อารมณ์หนังเด็กยุค 80 ด้านเทคนิคในหนังถูกค้นคว้ามาอย่างดี ฉากแฮ็กคอมพิวเตอร์ของเดวิดก็น่าติดตาม แถมยังได้เห็นคอมพิวเตอร์ยุคโน้นที่ใหญ่เทอะทะ และภาพเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต สรุปแล้วนี่คือหนังสนุกที่ดำเนินเรื่องได้ดี ทั้งการแสดง บท และภาพ (แม้แต่ได้เข้าชิงออสการ์ 3 สาขา) และยังเต็มไปด้วยความทรงจำเก่าๆ สำหรับเด็กยุค 80 อย่างเราๆ www.the-wrath-of-blog.blogspot.com
ฉันชอบหนังเรื่องนี้มากเลย แมทธิว บรอดเดริก รับบทเด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้คอมพิวเตอร์ที่แฮ็กเข้าไปในฐานข้อมูลทหารผ่าน 'ช่องโหว่' แล้วเริ่มเล่นเกมโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เกมนี้กลับไม่ใช่เกมธรรมดา เพราะเขากำลังควบคุมระบบอาวุธทางทหารอยู่! เมื่อโลกใกล้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หนังก็เริ่มเข้มข้นด้วยช่วงพลิกล็อกที่น่าตื่นเต้น สนุกครบรส บรอดเดริกเหมาะกับบทนี้มาก และนี่อาจเป็นหนึ่งในบทที่ตีกรอบให้เขาเป็นวัยรุ่นตลอดกาล (เช่นเดียวกับบทใน 'เฟอร์ริส บิวเลอร์') จนทำให้เขาลำบากเวลารับบทผู้ใหญ่ในปัจจุบัน (แต่กำลังจะมีผลงานรีเมค 'The Producers' ออกมาแล้ว!) แอลลี ชีดี้ และแดบนีย์ โคลแมน ก็รับบทสมทบได้ดี ฉันชอบหนังเรื่องนี้มากให้ 4 ดาวจากเต็ม 5 เกร็ดน่ารู้: ทั้งชีดี้และบรอดเดริกเคยแสดงในหนังของจอห์น ฮิวส์ แยกกัน คือ 'เฟอร์ริส บิวเลอร์ เดย์ออฟ' และ 'เดอะ เบรกฟาสต์ คลับ'
ใช่ ฉันเป็นคนยุคเก่าและส่วนตัวก็ชอบหนังเรื่องนี้ แน่นอนว่าฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นโบราณมาก ส่วนซอฟต์แวร์ก็ล้าสมัยจนคนส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นยังไง ในปี 1983 อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รับการพัฒนามากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน บ้านเรือนในสมัยนั้นมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวน้อยมากเพราะราคาแพงเกินไปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ฉันอยากเห็นเวอร์ชั่นอัปเดตของหนังเรื่องนี้มาก ด้วยเทรนด์รีเมคที่ฮอลลีวูดกำลังเป็นที่นิยม รวมถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การนำแนวคิดของหนังมาเล่าใหม่ในยุคดิจิทัลคงน่าสนใจไม่น้อย เรารู้ว่ายังมีแฮ็กเกอร์อยู่แน่นอน และผู้สร้างหนังยุคนี้ก็เข้าใจยุคคอมพิวเตอร์มากกว่า การรีเมคสคริปต์นี้อาจทำให้ผลงานออกมาดีกว่าต้นแบบเสียอีก
ผมยังจำได้เมื่อครั้งดู WarGames ในยุค 80s ตอนนั้นอายุ 11-12 ปี เพิ่งจะค้นพบความลับของคอมพิวเตอร์ (ZX-81 สำหรับคนยุคเดียวกันนะ) เจ้าเครื่องเล็กๆ พวกนั้นทำให้ผมติดงอมแงม แถมพอหนังออกฉายก็รีบกระโดดเข้ารอบแรกทันที หนังเรื่องนี้ทำเอาเด็กอย่างผมตะลึง มันคือหนังที่เจ๋งที่สุดในตอนนั้น! ตัวเอกอย่างเดวิด เด็กเนิร์ดคอมพิวเตอร์ตัวยง ใช้เวลาเล่นเกมส์ไปวันๆ (รู้สึกคุ้นๆ ไหม?) แฮ็กเข้าไปในระบบทหารสุดล้ำ เกือบทำโลกพังแต่สุดท้ายก็กลายเป็นฮีโร่ แถมยังได้สาวสวยอย่างอลี ชีดี้มาเป็นแฟนอีก จะสมบูรณ์แบบกว่านี้มีอีกไหม? ส่วนเนื้อเรื่อง บทแสดง และเทคนิคการถ่ายทำก็เด็ดไม่แพ้กัน ตัวละครเข้มแข็ง เล่นได้สมบท เนื้อเรื่องก็เชื่อถือได้ (ในแบบหนังไซไฟ แน่นอนว่าเชื่อถือได้กว่า The Net หรือ Hackers) การกำกับก็เป๊ะ ไม่มีเอฟเฟกต์เกินจริง ไม่มีการระเบิดเฟี้ยวฟ้าว ไม่มีน้ำเน่า เรียกว่าทำหนังกันแบบเน้นๆ เนื้อๆ ใช่ครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจล้าสมัยในยุคปัจจุบัน... เหมือนกับ ZX-81, C64, Amiga หรือ PC 640K จอมอนิเตอร์เขียวๆ ของผม! หนังเกี่ยวกับเทคโนโลยีย่อมเก่าไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ยังไม่ล้าสมัยคือความตื่นเต้นและความสนุกที่ซ่อนอยู่ในทุกฉาก นี่แหละที่ทำให้หนังดีแตกต่างจากหนังต้มตุ๋นไร้หัวใจ!
War Games เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยุค 80 จำนวนไม่มากที่ยังคงความสนุกได้แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน บทภาพยนตร์ที่ดี, การคัดเลือกนักแสดงที่เหมาะเจาะ, เทคนิคเอฟเฟกต์ที่ถึงจะไม่มากแต่ได้ผลดี (ต้องยกเครดิตให้ผู้กำกับ: นอกจากโมเด็มแบบหมุนหมายเลขแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยังดูทันสมัยไม่ตกยุค) และวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่หลีกเลี่ยงคลิชช์และสูตรสำเร็จ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นหนังระทึกขวัญที่ดีที่ยังคงสร้างความบันเทิงและทำให้ผู้ชมติดขอบเก้าอี้จนถึงฉากสุดท้าย
อลี เชดี้ และ แมทธิว บรอดเดริก สองเด็กวัยรุ่น ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกินกว่าพวกเขาจะรับมือ บรอดเดริกที่เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ (ในปี 1983) บังเอิญเข้าไปเล่นเกมสงครามเทอร์โมนิวเคลียร์โดยไม่รู้ตัว แต่ความจริงเขากลับแฮ็กเข้าโปรแกรมทหารที่กำลังป้อนข้อมูลสำคัญให้สหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันไม่ใช่เกมอย่างที่คิด แต่เขาก็ตระหนักได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาคือเขาต้องโน้มน้าวให้ใครสักคนเชื่อเรื่องนี้ และพวกเขาต้องรีบหยุดยั้งก่อนจะสาย ลองนึกถึงผลกระทบเล็กน้อยของโลกคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น แล้วตระหนักว่ามันอันตรายแค่ไหนในปัจจุบัน เรื่องราวเข้มข้นด้วยเคมีที่ดีระหว่างดาราสองคนในอนาคต
...ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กเท่านั้น ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี 1983 เล่าเรื่องเด็กหนุ่มอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ (แมทธิว บรอดเดริก) ผู้แฮ็กเข้าไปในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมคลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ โดยไม่ตั้งใจ ด้วยความคิดว่าเขากำลังเล่นเกมอยู่ เขาเลือกเล่นเป็นสหภาพโซเวียต และทันใดนั้นโลกก็ใกล้เผชิญสงครามโลกครั้งที่ 3! 'War Games' รวมธีมคอมพิวเตอร์ชั่วร้ายจาก '2001: A Space Odyssey' กับความอลหม่านในฐานทัพลับของ 'Close Encounters of the Third Kind' เพื่อสร้างเรื่องราวผจญภัยวัยรุ่นแบบสกู๊ปปี้ดู แต่ปราศจากองค์ประกอบสยองขวัญการ์ตูนหรือสุนัข บรอดเดริกและอลี ชีดี้ เพื่อนร่วมทางของเขา อายุ 20 ปีตอนถ่ายทำ แต่ดูเหมือนวัย 15-16 แม้บางกลุ่มจะยกย่องเกินจริง (เช่น โรเจอร์ อีเบิร์ต ให้คะแนนเต็ม) แต่ 'War Games' คือเรื่องผจญภัยวัยรุ่นที่สนุก มีโมเมนต์ตื่นเต้นกระจาย เปรียบได้กับอินเดียน่า โจนส์วัยเยาว์ในยุคสมัยใหม่แต่ลดความดุเดือดลง บรอดเดริกทำบทพระเอกได้น่าชมด้วยตากวางและความเฉียบคม ส่วนชีดี้ก็เป็นนางเอกข้างกายคุณภาพ สวยแบบสาวบ้านใกล้ (แบบที่ดูเป็นกันเองที่สุด) ภาพยนตร์ยาว 114 นาที ถ่ายทำส่วนใหญ่ในรัฐวอชิงตัน รวมถึงแคลิฟอร์เนียและโคโลราโด เกรด: B
5.6

Evil Eye (2022)
7.7

Sweet Tooth Season 2 (2023)
6.4

The Duff (2015) ชะนีซ่าส์ มั่นหน้าเกินร้อย
5.8

The Takedown (2022) เดอะ เทคดาวน์
5.2

The Apology (2022)
6.6

To Catch A Killer (2023)
5.7

The Garfield Movie (2024) เดอะ การ์ฟิลด์ มูฟวี่
5.4

Soul Snatcher (2020) บัณฑิตหน้าใส กับ นายจิ้งจอก
6.8

The Thieves (2012) 10 ดาวโจรปล้นโคตรเพชร
7.2

Han Gong ju (2013)
5.8

I’m Glad It’s Christmas (2022)
5.9

New Dragon Gate Inn (2024) วีรบุรุษแห่งโรงเตี๊ยมประตูมังกร