
Slyth The Hunt Saga (2023) สลิธ โปรเจกต์ล่า เมื่อไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกจนไม่อาจอยู่อาศัยได้ เพื่อนกลุ่มหนึ่งได้พบกับสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานสุดพิสดารที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดของมนุษยชาติ

ไฟป่าคุกคามสังคมจนนำไปสู่โรคภัยและการล่มสลาย เหล่าสลิธ สิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานที่มีเลือดรักษาโรคได้ กลายเป็นความหวังใหม่ของมวลมนุษยชาติ การตามล่าจึงดำเนินต่อไป
เมื่อไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกจนไม่อาจอยู่อาศัยได้ เพื่อนกลุ่มหนึ่งได้พบกับสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานสุดพิสดารที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดของมนุษยชาติ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมไม่เคยได้ยินเรื่องหนังไซไฟไทยปี 2023 เรื่อง "Slyth: The Hunt Saga" มาก่อนจนกระทั่งบังเอิญเจอโดยบังเอิญในปี 2024 และด้วยความเป็นหนังเอเชีย ผมจึงเลือกนั่งลงและให้โอกาสหนังเรื่องนี้ แน่นอนว่าไม่มีแม้แต่เงื่อนงำว่าเจออะไรเข้ามาในหนังเรื่องนี้...พล็อตเรื่องของ "Slyth: The Hunt Saga" ที่เขียนโดย ปัญจพงศ์ คงคณัย, ณัฐพจน์ พจน์มณี และเทียนทาน เพชรเรือน กลับกลายเป็นพล็อตที่รู้สึกราวกับสุ่มๆ แม้จะมีโครงเรื่องหลักตลอดทั้งเรื่อง แต่หลายฉากกลับรู้สึกเหมือนฉากเติมเต็มแบบสุ่มๆ ที่ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวเท่าไร ทำให้การนั่งดู "Slyth: The Hunt Saga" รู้สึกไร้จุดหมายผมไม่คุ้นหน้าตัวนักแสดงคนไหนในเรื่องเลย แม้การแสดงจะไม่โดดเด่นอะไร แต่ต้องบอกว่าการแสดงก็อยู่ในระดับพอใช้ได้ เมื่อเทียบกับบทที่พวกเขาได้แสดงหนังให้ความรู้สึกไซเบอร์พังก์เทียมได้ค่อนข้างดี แม้ของหลายชิ้นจะเป็นไอเทมดัดแปลงจาก Wish, Temu, AliExpress ฯลฯ แต่ก็ต้องให้คะแนนความพยายามอยู่บ้าง และมันก็ออกมาใช้ได้ในระดับนึงต้องบอกว่าผมแทบไม่สนุกหรือถูกใจการเล่าเรื่องเลย ส่วนผู้กำกับ ปัญจพงศ์ คงคณัย และศุภวิชญ์ สุวรรณเนตร ก็ไม่สามารถดึงผมเข้าหนังไซไฟแอ็กชันปี 2023 เรื่องนี้ได้ แล้วจะแนะนำหนังเรื่องนี้ให้แฟนหนังเอเชียหรือไทยไหม? คำตอบคือไม่จริงๆ มันเป็นหนังที่รู้สึกจืดชืดและไร้จุดหมายให้คะแนน "Slyth: The Hunt Saga" อยู่ที่ 3 จาก 10 ดวงอย่างเอื้ออาทร
แรงบันดาลใจจากตำนานสุเมเรียนเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเลื้อยคลานอย่างอนุนากิคือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจดูภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่อาจมีหลักฐานจากตำนานโบราณและวัดทั่วโลก โดยเฉพาะในอินเดียใต้ ไทย เม็กซิโก อียิปต์ ฯลฯ แต่สุดท้ายหนังกลับทำได้แย่และเสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย พวกเขาไม่เจาะลึกปมขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับอนุนากิ/สลิธ หรือการพัฒนาตัวละคร แต่กลับใช้เวลากับเรื่องรักฉาบฉวยและฉากเกม VR น่าเบื่อที่ดูเหมือนเกมยิงซอมบี้ขาดความลุ่มลึก ผู้ชมอยากเห็นโลกในหนังที่สมบูรณ์และตัวละครที่มีชีวิตจิตใจมากกว่านี้ หนังใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น การพัฒนาตัวละคร поверхност่า เรื่องราวรีบเร่งและเต็มไปด้วยคลิชเอร์ ผมไม่สนใจตัวละครเลย แม้แต่การตายของพวกเขาก็ไม่สร้างความรู้สึกใดๆ ถึงแม้ CGI สิ่งแวดล้อมจะสวยและการแสดงพอใช้ได้ แต่บทเขียนแย่และจังหวะการเล่าเรื่องกระจัดกระจาย แม้พยายามให้ตัวละครดู relatable แต่ปมขัดแย้งของพวกเขาก็ไม่มีความลึกพอ อนิเมชั่นมอนสเตอร์ดูแข็งกระด้าง หนังทำให้อึดอัดหลายครั้ง และดูน่าอายแทนผู้สร้าง เห็นได้ชัดว่ามีแรงบันดาลใจจากหนังอื่น เช่น Ender's Game ที่ตัวละครถูกหลอกว่าอยู่ในเกมจำลอง แต่พลอตทวิสต์นี้กลับไม่มีความหมาย ศัตรู只是想ทำสงครามกับสลิธแบบผิวเผิน ตัวเอกเป็นแค่เบี้ยในเกมของเขา ไม่มีความตึงเครียดหรือพันธกิจที่แท้จริง ควรได้แรงบันดาลใจจาก They Live (1988) ที่สำรวจการควบคุมมนุษย์ผ่านระบบบริโภคนิยม ซึ่งสะท้อนสังคมปัจจุบันได้ดีกว่า นักเขียนควรโฟกัสที่สภาพ dystopian และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครผ่านความยากลำบาก แทนที่จะยัดเยียด romance แบบไม่เป็นธรรมชาติเหมือนละครน้ำเน่าไทย การใช้ความลึกลับแบบ Attack on Titan เพื่อค่อยๆ เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสลิธก็น่าจะทำให้หนังทรงพลังขึ้นได้
หนังเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่น่าสนใจ คล้ายกับตอนหมอกควันใน Doctor Who ที่มีฉากรถชนแบบเดิมๆ กับเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ที่มีปัญหา เนื้อเรื่องหยิบยืมองค์ประกอบจากหลายเรื่อง เช่น Tron, Ready Player One, Scooby Doo, Cyborg, Power Rangers และอื่นๆ แต่ล้มเหลวในการพัฒนาไอเดียเหล่านั้น เส้นเรื่องดูเหมือนถูกเขียนโดย A) นักศึกษาดราม่า B) นักศึกษาดราม่าที่ล้มเหลวและเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เอฟเฟกต์พิเศษค่อนข้างดี แต่การแสดงแย่ บทเขียนก็แย่แบบน่าตลก ช่วงแรกฉันชอบจนกระทั่งเรื่องกลายเป็นรายการเด็ก หนังมีศักยภาพแต่กลับพังทลายต่อหน้าต่อตาแบบไม่น่าเชื่อ!
แม้จะมีรีวิว 'Wasted Potential' ที่มองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย แต่สำหรับฉันแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรตติ้ง 6 ขึ้นไปหลายเรื่องที่เคยดูมา ต้องยอมรับว่าโครงเรื่องอาจดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่การดำเนินเรื่องกลับกระชับและเอฟเฟกต์ภาพก็ไม่ได้แค่ผ่านๆ เท่านั้น ธีมเกมถูกถักทอเข้าไปในเนื้อเรื่องอย่างชาญฉลาด ส่วนนักแสดงวัยหนุ่มสาวก็ถูกคัดเลือกมาอย่างดีเพื่อสร้างบรรยากาศแบบโลกตะวันตก (แม้จะเป็นภาพยนตร์ไทยก็ตาม) โดยรวมถือเป็นความพยายามและการลงมือทำที่สมควรได้เรตติ้ง 6 เต็มๆ ส่วนเรตติ้ง 2 จากผู้เขียนรีวิว 'Wasted Potential' นั้นดูใจร้ายไปหน่อยนะ ;)
หนังเรื่องนี้ไม่แย่เลยค่ะ! ถ้าไม่คิดมากเรื่อง CGI และปล่อยให้ตัวเองดื่มด่ำกับเนื้อเรื่อง ก็ถือว่าทำได้ดีมาก ตัวละครมีจุดดีที่ดึงดูดใจ พล็อตเรื่องสนุก แอคชั่นจัดเต็ม... ถ้าคุณอยากดูหนังเพื่อความบันเทิงล้วนๆ นี่คือตัวเลือกที่ดี ไม่ได้สนใจแบ็คสตอรี่ของ Slyth ขนาดนั้น แค่อยากดูแอคชั่น ซึ่งก็ได้แบบจุใจ! นอกจากนี้ยังมีทวิสต์เรื่องที่คาดไม่ถึงเพิ่มความตื่นเต้นอีก ถ้าอยากดูหนังสนุกๆ สนับสนุนให้ลองเรื่องนี้เลย อย่าคาดหวังระดับหนังมหากาพย์ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเรียกว่าหนังสูตรสำเร็จ แค่เป็นความบันเทิงดีๆ ในวันที่คุณอยากพักสมอง ถ้าจะจับผิดก็มีให้จับแน่นอน แต่ถ้าตั้งใจจะสนุก คุณจะได้สนุกแน่! ให้ 8 เต็ม 10 เพื่อเพิ่มเรตติ้ง เพราะเรตตอนนี้ไม่สะท้อนคุณภาพหนังที่ดีขนาดนี้
4.8

The Kitchen (2024) เดอะ คิทเช่น
Dracula Untold (2014) ตำนานลับโลกไม่รู้