
Parasyte The Grey (2024) ปรสิต เดอะ เกรย์ เมื่อปรสิตที่ระบุไม่ได้เข้ายึดครองร่างมนุษย์ด้วยความรุนแรง เริ่มมีพลังอำนาจ มนุษยชาติจึงต้องลุกขึ้นต่อสู้กับภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นนี้

กลุ่มมนุษย์ต้องทำสงครามกับความชั่วร้ายที่เพิ่มมากขึ้นของสิ่งมีชีวิตปรสิตที่ไม่สามารถระบุได้ ซึ่งอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์และพยายามเพิ่มพูนอำนาจของพวกมัน
เมื่อปรสิตที่ระบุไม่ได้เข้ายึดครองร่างมนุษย์ด้วยความรุนแรง เริ่มมีพลังอำนาจ มนุษยชาติจึงต้องลุกขึ้นต่อสู้กับภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นนี้
เนื้อเรื่อง: กลุ่มมนุษย์ผู้ต่อสู้กับความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้นของสิ่งมีชีวิตปรสิตลึกลับที่อาศัยในร่างกายมนุษย์และพยายามขยายอำนาจ นักแสดง: เขียนโดย Hotishi Iwaaki (ตามที่ควรจะเป็น) และนำแสดงโดยนักแสดงมากมายที่คุณจะคุ้นหน้าจากซีรีส์และภาพยนตร์แนวเดียวกัน ความเห็น: เราเคยเห็นเนื้อเรื่องปาราสายท์ในหลายรูปแบบ ทั้งอนิเมะและไลฟ์แอคชัน ซึ่งทุกเวอร์ชันก็สนุกดี แม้บางคนอาจไม่เคยอ่านมังงะมาก่อน ส่วนอีกสิ่งที่น่าสนใจคือ这几年เกาหลีใต้ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ทุกอย่างยอดเยี่ยมมาหลายปีแล้ว ดังนั้นเมื่อปาราสายท์เวอร์ชันเกาหลีปล่อยบน Netflix ผมจึงไม่พลาด! ตอนแรกที่ดูรู้เลยว่าภาพสวยมาก ซึ่งจำเป็นสำหรับปาราสายท์ที่ต้องมีเอฟเฟกต์เลือดสาดสยอง แต่ที่นี่อาจเบากว่าที่คิด เนื้อเรื่องโฟกัสที่ตัวละครคล้ายชินอิจิ แต่ขยายความให้ใหญ่ขึ้น ปัญหาคือมีแค่ 6 ตอน—จะเพียงพอไหม? คำตอบคือส่วนใหญ่ก็โอเค แต่ยังรู้สึกขาดอะไรไป ภาพดี ตัวละครน่าสนใจ เนื้อเรื่องก็ใช้ได้ แต่ด้วยความที่ซีรีส์มีเพียง 6 ตอน การพัฒนาเรื่องราวและตัวละครจึงค่อนข้างจำกัด The Grey เป็นส่วนเสริมที่น่าติดตามในจักรวาลปาราสายท์ และผมก็รอซีซั่น 2 อย่างลุ้น แต่ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปสำคัญ ข้อเสนอ: เราอยากได้ภาพยนตร์สยองขวัญปาราสายท์ที่ไม่ต้องเชื่อมโยงกับเนื้อหาหลัก แต่โฟกัสที่ความน่าหวาดหวั่นแบบเต็มรูปแบบ นึกดูสิว่าจะน่าสยองและเข้มข้นแค่ไหน! ถ้าพวกเขาทำหนังสยองขวัญกับบัมบี้ หรือวินนี่เดอะพูห์ได้ ทำไมปาราสายท์จะทำไม่ได้ล่ะ? The Good: ดูดีมาก, ตัวละครแข็งแรง The Bad: เนื้อเรื่องอาจดีได้อีก, รู้สึกเร่งรีบ
สำหรับคนที่คลั่งไคล้อนิเมะและภาพยนตร์ Parasyte ซีรีส์ใหม่ล่าสุดอย่าง 'Parasyte: The Grey' คือเรื่องที่ห้ามมองข้าม เราเปิดดูทีเดียวจบ 6 ตอนแบบไม่กระพริบ! ถึงบางตอนทีมนักสืบจะตัดสินใจแปลกๆ แต่ก็อาจเป็นเจตนาของผู้สร้างที่อยากให้เราเห็นโลกผ่านมุมมองของนางเอกสาวครึ่งปรสิตครึ่งมนุษย์ที่ต้องต่อสู้ในโลกแห่งความจริง แม้มีจุดเล็กน้อยที่ขัดใจ แต่เรื่องราวยังคงเข้มข้น ดราม่าแน่น รับรองว่าคุ้มค่ากับการติดตาม นักแสดงทุกคนส่งบทได้เป๊ะเว่อร์ โดยเฉพาะพระเอกที่แทรกมุขฮาๆ ให้ได้ขำกลิ้ง แถมคนที่ไม่เคยดู Parasyte มาก่อนก็ดูเข้าใจง่าย เพราะซีรีส์นี้เล่าเรื่องการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวผ่านมุมนักสืบ ทำให้มุมมองไม่ซ้ำเดิม แม้เป้าหมายของปรสิตจะยังเป็นกำจัดมนุษย์ แต่พล็อตกลับดึงไปทางที่คาดไม่ถึงจนน่าตื่นเต้น เราว่าซีรีส์นี้เตรียมเปิดทางให้ซีซั่น 2 แน่นอน แถมตอนจบก็ยิงระเบิดความมันส์แบบจัดเต็ม ทั้งแอคชั่น ความลุ้นระทึก และมิตรภาพที่ซ่อนเงื่อนหมาย ส่วนตัวเราเผลอไปดูเวอร์ชั่นทมิฬ (ภาษาแม่) แรกๆ ก็ขำๆ แต่พอดูไปดูมาก็อินไปอีกแบบ สรุปว่า 'Parasyte: The Grey' คือซีรีส์ไซ-ไฟแอคชั่นปนดราม่าที่ทั้งแฟนเก่าและมือใหม่ต้องดูให้ได้สักครั้ง!
ถือเป็นภาคต่อของอนิเมะชื่อดังอย่าง 'Parasyte: The Maxim' แต่ซีรีส์นี้กลับมีพล็อตเรื่องที่แตกต่างจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง นี่อาจเป็นจุดเด่นที่ทำให้เรื่องเล่าจิปาถะแบบไซ-ไฟดูสมจริงและเข้าถึงง่าย เทคนิคเอฟเฟกต์พิเศษทำได้ยอดเยี่ยม ชัดเจนว่าเนื้อเรื่องและเพลงประกอบของซีรีส์เกาหลีพัฒนาขึ้นมาก สิ่งที่รู้สึกว่าขาดไปคืออารมณ์ร่วมที่ลึกซึ้ง แม้จะพยายามสอดแทรกผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครบางคู่ แต่ก็ยังไม่เต็มอิ่มเท่าที่ควร โดยรวมถือเป็นตัวเลือกน่าดูสำหรับวันหยุด ส่วนตอนจบที่เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ทำให้ตื่นเต้นกับซีซันต่อไป!
ตอนแรกที่เข้ามาดู ผมคาดว่าจะได้เห็นการดัดแปลงไลฟ์แอ็กชันของมังงะ/อะนิเมะ แต่กลับเจอเรื่องราวใหม่กับตัวละครและสถานที่ต่างไปจากต้นฉบับซะนี่ แรกๆก็คิดจะปิดไม่ดูแล้ว แต่ลองให้โอกาสแล้วต้องบอกว่า…ก็ไม่เลวนะ ซีรีส์นี้ยังคงรักษากฎเกณฑ์จากต้นฉบับได้ดี ส่วนที่สะดุดคือการ‘สลับร่าง’ของปรสิตตัวหนึ่งที่เปลี่ยนร่างบ่อยเกินไป ทั้งที่ในเนื้อเรื่องเดิมการสลับร่างถือว่าอันตรายมาก แถมยังงงว่าทำไมต้องสลับร่างทั้งที่ในหนังสือหรืออนิเมะ เขามีความสามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาได้อยู่แล้ว ผมไม่ใช่คอลัมนิสต์รีวิวหนัง จะให้รีวิวแบบมืออาชีพก็ไม่ใช่ แต่สำหรับแฟนๆซีรีส์นี้ถือว่าดูเพลินๆได้ ไม่ได้ลึกซึ้งระดับปรัชญาหรือพัฒนาตัวละครเท่าต้นฉบับ แต่ก็เหมาะสำหรับฆ่าเวลา ถ้าไม่เคยดูเนื้อเรื่องเดิมมาก่อน บางฉากอาจดูตลกเกินจริงไปหน่อย
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ได้เรตติ้งเฉลี่ยแค่ 7.3 ทั้งที่มันดีมาก! ไม่มีสูตรสำเร็จแบบละครเกาหลี ไม่มีมุขฮาแบบเชยๆ ไม่มีพระเอกหล่อลุคดาร์ก ไม่มีเหตุการณ์ตายที่จัดฉากเพื่อเรียกร้องน้ำตา มันคือซีรีส์ไซไฟ/อาชญากรรมที่เฉียบคม เน้นเนื้อหาไม่น้ำเน่า และดำเนินพล็อตเร็วไม่ยืดเยื้อ นักแสดงนำทั้งคู่ทำได้ดีมาก แม้ไม่ใช่คนดึงดูดสายตาแต่ผู้ชมจะรู้สึกสนใจพวกเขาเพราะความเปราะบางและการยอมรับสถานะตัวเองในสังคมชั้นล่าง การแสดงตลอดทั้งเรื่องสม่ำเสมอและไม่เล่นละครเวอร์เกินจริงแบบที่เจอในงานแนวเดียวกัน
เต็มไปด้วยแอคชั่นและช่วงเวลาตื่นเต้นที่ทำให้ใจหาย ปกติฉันไม่ค่อยดูรายการแอคชั่นที่เต็มไปด้วยความรุนแรงแบบนี้เท่าไหร่ แต่ซีรีส์เรื่องนี้ดึงดูดให้ติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ปกติซีรีส์มักมีช่วงขึ้นลง แต่เรื่องนี้อยู่ในระดับดีต่อเนื่องจนเกินความคาดหมาย การออกแบบตัวละครและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีความเป็นเอกลักษณ์และมีบทบาทสำคัญตลอดทั้งเรื่อง ทุกอย่างในเรื่องถูกเชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียน และเมื่อถึงตอนจบพล็อตเรื่องก็ดึงดูดใจได้โดยธรรมชาติโดยไม่มีองค์ประกอบที่เกินจริง อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรให้วิเคราะห์ลึกซึ้ง ไม่มีความหมายแฝง และโดยรวมแล้วเหมาะสำหรับการฆ่าเวลามากกว่าเป็นเรื่องที่ให้ข้อคิดสอนใจ
ผมไม่ใช่แฟนตัวยงของอนิเมะ แต่ก็เคยดูอนิเมะดังๆมาไม่น้อย ช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมเจอภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันที่ดัดแปลงมาจากอนิเมะหลายเรื่อง แต่ไม่เคยรู้สึกอยากเขียนรีวิวสักครั้ง...จนมาถึงวันนี้ ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงความรู้สึกตอนติด Death Note อย่างจับใจเมื่อสิบกว่าปีก่อน เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแบบที่คุณคาดไม่ถึง เราไม่รู้เลยว่าต่อไปเรื่องราวจะพาไปทางไหน แม้ไม่ถึงขั้นต้องลุ้นทุกนาที แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ คุณจะรู้สึกเหมือนถูกดึงให้โน้มตัวไปหาผลลัพธ์ที่โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ สรุปคือซีรีส์เรื่องนี้ใช้เวลาดูคุ้มค่าแน่นอน โดยเฉพาะถ้าคุณเคยดูอนิเมะต้นทางและมีความทรงจำดีๆกับมันอยู่บ้าง
ต้องบอกก่อนว่าไม่เคยอ่านมังงะมาก่อน แค่เห็นรีวิวดีเลยลองดู กราฟิกและ CGI ค่อนข้างน้อย แต่ก็ไม่ได้แย่ระดับการ์ตูนหรืออนิเมะ ถือว่ายังโอเคอยู่ แค่คนที่ชอบ细节อาจดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยสะดุดตา พล็อตเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการรุกรานของ 'พาราไซต์' เอเลี่ยนที่เข้าครอบงำมนุษย์ แล้วเกิดสงครามประหลาดๆ ขึ้น ตัวละครดี มีแบ็คสตอรี่อธิบายพอเหมาะ ไม่ยัดเยียดเป็นตอนๆ (แบบไม่อยากเห็นทั้งตอนนั่งเล่าแบ็คสตอรี่) ความต่อเนื่องของเรื่อง 9/10 การแสดง 8.5/10 สเปเชียลเอฟเฟกต์ 6/10 จำนวนตอน 6/10 ความสมบูรณ์ของเรื่อง 7/10 โดยรวมคือติดตาม想知道ว่าเขาจะจัดการ 'ศัตรู' ยังไง ตอนจบคาดเดาได้ แต่เส้นทางไปถึงจุดนั้นสนุกดี ไม่มีเล่าซ้ำหรือขาดช่วง ถึงแม้ซีซันแรกจะมีแค่ 6 ตอน แต่รู้สึกว่าเขาน่าจะขยายบางส่วนให้ลึกขึ้น เพราะมีมังงะเป็นต้นแบบอยู่ สนุกและเพลิดเพลินแต่สั้นเกินไปจนไม่ค่อยติดตรึงใจ action ต่อสู้เข้าใจง่าย ไม่ยืดเยื้อ ตอนจบเซอร์ไพรส์! อาจต้องไปหาข้อมูลเพิ่มว่าตัวละครที่ปรากฏเกี่ยวข้องกับจักรวาลเรื่องนี้ยังไง ซีซัน 2 ต้องมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์สำคัญเพิ่มขึ้นไม่งั้นอาจเสียความน่าสนใจ ส่วนตัวมองว่าซีซัน 1 เป็นแค่การปูพื้น คนชอบ Sci-Fi ควรลองดู
ฉันมีความกลัวที่เข้าใจได้เมื่อต้องเจอกับการดัดแปลงอนิเมะเป็นไลฟ์แอคชัน โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้ CGI แต่ครั้งนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี เนื้อเรื่องถือว่าดีแต่ไม่สมบูรณ์แบบ จะเห็นว่าใช้ธีมคล้ายๆ ต้นฉบับ ที่พูดถึงการนิยามความหมายของการเป็นมนุษย์ แต่ซีรีส์ก็ปรับให้เป็นของตัวเองได้ด้วยพลอตเฉพาะตัว ในแง่จังหวะการเล่าเรื่อง—เพราะบางจุดมีความซับซ้อน—ช่วงครึ่งแรกอาจรู้สึกช้าหน่อย สำหรับตัวละคร ตัวละครหลักมีบุคลิกเฉพาะตัวชัดเจนมาก จากการแสดงก็รู้เลยว่าใครสำคัญ บอกไม่ถูกว่าดีหรือไม่ดี แต่มันทำให้ตัวละครน่าสนใจและไม่น่าเบื่อ บางครั้งรู้สึกเหมือนตัวละครหลักคือผู้เล่นในเกม ส่วนที่เหลือเป็น NPC ตัวละครหลักแสดงได้ดี รู้สึกสมจริงและพัฒนาไปตามเรื่อง ในด้านเทคนิค การกำกับเสียงและเพลงประกอบใช้ได้ดี ไม่ได้สุดยอดแต่เข้ากับเรื่อง การกำกับและตัดต่อก็เช่นกัน ดีในภาพรวม มีหนึ่งฉากไล่ล่าที่ทำต่อเนื่องไม่มีตัดเลย ส่วน CGI และเอฟเฟกต์—เอ่อ… ก็ดูดี มีบางฉากที่ดูแปลกตาแต่โดยรวมแม้ในแสงกลางวันก็โอเค ข้อติหน่อยๆ คือเลือด ที่น่าแปลกคือเลือดน้อยเกิน ทั้งที่คนถูกตัดหัวแต่เลือดไม่เยอะ ส่วนจุดอ่อนที่สุดน่าจะเป็นคิวบู๊ เวลาต่อสู้มือเปล่าหรือใช้อาวุธทั่วไปมีบางฉากที่ทำได้ดี เราพัฒนาการต่อสู้ในหนังมาหลายสิบปี แต่ที่นี่ควรสร้างสไตล์ใหม่เพราะศัตราเป็นสัตว์ประหลาดหนวดเมดู ฉันคิดว่าพวกเขาทำไม่สำเร็จ ในหลายฉาก หนวดเมดูดูเท่เมื่อ镜头ใกล้ชิด แต่พอ镜头ห่างจะดูเหมือนตัวถ่วงเฉยๆ เหมือนก้อนหินที่มีหนวดต่อสู้ไปมา น่าจะออกแบบการต่อสู้ให้สร้างสรรค์กว่านี้ สรุปแล้วน่าดูอย่างน้อยสักครั้ง ไม่ดีเท่าอนิเมะต้นฉบับ แต่ก็ไม่แย่เท่าที่กลัวไว้
เดี๋ยวผมจะกลับมาเขียนรีวิวแบบเต็มๆ อีกครั้งในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เพราะตอนนี้ต้องรีบดูตอนที่เหลือให้จบก่อน! Parasyte The Maxim เป็นหนึ่งในสามอนิเมะที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล แต่ผมไม่คิดเลยว่าเรื่องราวใหม่ในจักรวาลเดียวกันจะทรงพลังได้ขนาดนี้ หรือถึงแม้เมื่อจบแล้วมันอาจจะไม่ดีเท่า แต่สำหรับตอนเริ่มต้นนี่สุดยอดมาก! ทุกอย่างตั้งแต่เพลง งานกล้อง การแสดง เทคนิคเอฟเฟกต์ จนถึงการพลิกแพลงเรื่องการกลายพันธุ์ เริ่มต้นได้ดีสุดๆ ผมแค่หวังว่าซีรีส์นี้จะต่อยอดคำถามสำคัญแบบที่อนิเมะต้นฉบับเคยทำได้ จากที่ดูมาเริ่มต้นได้น่าประทับใจมาก พอได้เห็นหนังสือโปรดบางเรื่องถูกดัดแปลงออกมาได้ดีบน Netflix อย่างเรื่อง 3 Body Problem ก็รู้สึกว่า Netflix กำลังอยู่ในช่วงสร้างสรรค์ผลงานระดับพีคสุดๆ ยอดเยี่ยมจริงๆ!
Jeon So-nee รับบท Jeong Su-in พนักงานร้านเล็กๆ ผู้ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทม และมีเพื่อนคนเดียวคือนักสืบที่รับบทโดย Kwon Hae-hyo ผู้ช่วยเธอให้รอดจากพ่อที่ทำร้ายเธอ เธอถูกชายคนหนึ่งโจมตีในคืนหนึ่ง แต่ถูกกาฝากที่ต้องการยึดครองมนุษย์ชาติช่วยไว้โดยบังเอิญ จากนั้นเธอก็ถูกดึงเข้าสู่โลกที่ผู้มีอำนาจเชื่อว่าเธอกลายเป็นกาฝาก และถูกล่าโดยทีมนักล่าที่นำโดย Lee Jung-hyun เพื่อจับหรือฆ่าเธอ เรื่องนี้ดัดแปลงจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่น ซึ่งมักเกิดปัญหาบทประพันธ์ที่ยึดติดต้นฉบับมากเกินไปจนดูแข็งกระด้าง อย่างไรก็ตามการแสดงนั้นดีเยี่ยม และด้วยความยาวเพียง 6 ตอน ทำให้เป็นเรื่องที่ดูสนุก โดยเฉพาะเมื่อกาฝากปรากฏตัวผ่านเอฟเฟกต์พิเศษที่สร้างได้อย่างมีชีวิตชีวา
ซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้ดุเด็ดเลือดพล่านเหมือนเวอร์ชั่นแก๊งมาเฟีย/ตำรวจ/ทหารของ The Host (ที่เคยมีมนุษย์ต่างดาวหักหลังเช่นกัน) การแสดงและจังหวะเรื่องดำเนินได้ดี ตัวละครน่าสนใจแม้บางส่วนจะพัฒนาไม่เต็มที่ แนวคิดเรื่องดูตลกแต่ก็น่าสนใจพอให้ติดตามต่อ (ด้วยความช่วยเหลือของ CGI คุณภาพสูง) จบแบบสมเหตุสมผลและน่าพอใจ สำหรับคนที่ยังไม่เคยดูอนิเมะ (และไม่คาดหวังอะไรมาก) ซีรีส์นี้ใช้ได้ถ้าไม่คิดเยอะ แค่สนุกไปกับเรื่องก็พอ มีบางฉากที่ตราตรึงใจ แม้จะมีข้อบกพร่องทางเทคนิค/พล็อต/ตรรกะบ้าง (ตามที่รีวิวบางส่วนระบุ) แค่พยาธิพิศวงตัวเดียวก็สามารถกัดกินสมองและควบคุมร่างกายมนุษย์ได้ภายในพริบตา ทำให้ THE THING ของจอห์น คาร์เพนเตอร์ ดูสมจริงกว่าเมื่อเทียบกัน ผมให้แปดดาว แต่หักหนึ่งดาวเพราะความไม่สมจริง รวมเป็นเจ็ดดาวพอดี
ฉันกังวลนิดหน่อยว่าจะดัดแปลงยังไงกับเรื่องปรสิตแปลงกาย แต่ทำออกมาได้ดีมาก! ส่วนตัวคิดว่าอนิเมะให้ความรู้สึก 'มืดหม่น' กว่า และหวังว่าซีรีส์นี้จะยังคงอารมณ์นั้นไว้ ซึ่งมันทำได้ดีจริงๆ เรื่องเริ่มต้นได้ตื่นเต้นสุดๆ... บอกเลยว่าเพิ่งดูตอนจบไป ถ้าให้คะแนนได้คงให้ 11/10 ไม่อยากสปอยล์นะแต่มันทำให้เรื่องดีขึ้นอีกขั้น! มีช่วงที่เฮดี้รีบขึ้นรถเพื่อหนี นักแสดงทำได้เจ๋งมาก!! ถึงกับหัวเราะเพราะมันสมจริงแบบเนียนๆ การแสดงของทุกคนตรงเป๊ะทุกฉาก ตอนนี้เป็นซีรีส์ในดวงใจแล้ว ชอบอนิเมะมากๆ พอเจอเวอร์ชันนี้... ไม่อิน失望เลย!
7.4

Gyeongseong Creature (2023) สัตว์สยองกยองซอง
7.2

Sweet Home 3 (2024) สวีทโฮม 3
7.6

All of Us Are Dead (2022) มัธยมซอมบี้
6.6

Hellbound (2021) ทันฑ์นรก
6.8

Parasyte Part 1 (2014) ปรสิต เพื่อนรักเขมือบโลก
6.5

Parasyte Part 2 (2015) ปรสิต 2
4.8

Choose or Die (2022) เลือกหรือตาย
7

World War Z (2013) มหาวิบัติสงคราม Z
5.3

Golmaal Returns (2008) ดวงใจบริสุทธิ์
5.3

Point Break (2015) ปล้นข้ามโคตร
6.7

Dahmer Monster The Jeffrey Dahmer Story (2022)
7.4

Tar (2022)
6.6

The Hunt (2020) จับ ล่า ฆ่าโหด
6

The Toxic Avenger Unrated (2025) ฮีโร่พันธุ์ท็อกซิก
5.9

Underwater (2020) มฤตยูใต้สมุทร
6.9

In the Heart of the Sea (2015) หัวใจเพชฌฆาตวาฬมหาสมุทร
6

Backcountry (2014)
6.2

Bob Marley One Love (2024) บ็อบ มาร์เลย์ วัน เลิฟ