
เรื่องย่อ Once Upon a Snowman (2020) ซับไทยก้าวแรกของโอลาฟเมื่อเขามีชีวิตขึ้นมาและค้นหาตัวตนของเขาในภูเขาหิมะนอกเอเรนเดล

การก้าวแรกของโอลาฟเมื่อเขาถูกเนรมิตขึ้นและออกตามหาตัวตนท่ามกลางขุนเขาหิมะนอกเมืองแอเรนเดลล์
เรื่องราวก้าวแรกของโอลาฟเมื่อเขามีชีวิตและออกตามหาตัวตนของตัวเองในหุบเขานอกแอเรนเดลล์
กราฟิกคล้ายกับเรื่อง Shrek และการ์ตูนคุณภาพสูงอื่นๆ บรรยากาศดูมหัศจรรย์ ผ่อนคล้าย เหมือนอยู่ในเกมหรือความฝัน ทำให้นึกถึงเกม Croc เสียงพูดบางตอนไม่ชัดเจนและไม่มีซับไตเติล เนื้อเรื่องไม่จบหรือไม่ชัดเจน ไม่มีเป้าหมาย คาดหวังว่าจะมีตอนจบแต่กลับไม่มี ไม่มีแม้แต่ช่วงหน้าร้อนที่พูดถึง ข้อดีคือไม่เสียเวลา เรียบง่าย และอิงจากหนังสือหรือเรื่องราวเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสะเหรียญ IMDb ดูแล้วได้ประสิทธิภาพ
เหมือนหนังสั้น Disney ทั่วไป Once Upon a Snowman สนุก สดใส และเต็มไปด้วยตัวละครสุดโปรดจาก Frozen! เรื่องราวเบื้องหลังการกำเนิดโอลาฟ ตุ๊กตาหิมะนักกอดผู้รักฤดูร้อน ตั้งแต่ตอนที่เอลซ่าสร้างเขาขึ้นมาขณะร้องเพลง 'ปล่อยมันไป' บนทางสู่ปราสาทน้ำแข็ง ตามติดชีวิตโอลาฟที่ออกค้นหาตัวตนในป่าหิมะของอาฮ์เรนเดล แม้ความยาวแค่ 8 นาที แต่เราได้เห็นมุมมองใหม่ของฉาก iconic จาก Frozen ผ่านตาน้องหิมะตัวน้อย พร้อมรู้ที่มา...ทำไมโอลาฟถึงคลั่งไคล้หน้าร้อนขนาดนี้! แทรกข้อคิดสนุกๆ ว่าด้วยการตั้งคำถามและมิตรภาพ เพราะคำทักทายเล็กๆ อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่คาดไม่ถึง! แฟน Frozen และหนังสั้น Disney ต้องชอบแน่! ให้ 5/5 ดาว (หรือจะ 5/5 ก้อนหิมะก็ได้!) เหมาะกับทุกคนวัย 5-18 ปี รวมถึงผู้ใหญ่และสาวก Disney ทุกคน อย่าพลาด Once Upon a Snowman เริ่มสตรีม 23 ต.ค. 2020 บน Disney+ รีวิวโดย Lindalee R., KIDS FIRST!
ภาพยนตร์เรื่อง Once Upon A Snowman (2020) เต็มไปด้วยความสนุกแบบ Frozen! เรื่องนี้เล่าถึงการกำเนิดของโอลาฟและวิธีที่เขาได้ตามหาแอนนากับคริสตอฟ แม้เป็นเรื่องสั้นแต่จัดเต็มทุกองค์ประกอบสำคัญ แถม Josh Gad ก็กลับมาพากย์เสียงโอลาฟได้เจ๋งเหมือนเดิม จุดเด่นคือการได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของ Frozen อีกครั้งพร้อมมุมมองใหม่ๆ ที่ผสมผสานได้ลงตัว รับรองว่าดูแล้วคุ้มค่าแน่นอน!
เป็นเรื่องที่สนุกและอบอุ่นใจเมื่อได้ดู การเพิ่มเพลง 'Let It Go' เข้ามาอาจดูฝืนๆ นิดหน่อย แต่เด็กๆ ต้องชอบแน่ๆ
ฉันรักโอลาฟมากๆ เลย! และเรื่องสั้นนี้ก็คือทุกสิ่งที่ฉันต้องการ ไม่มีข้อเสียอะไรให้พูดถึงเลย ในความคิดฉันนะ!
ประเภทของหนังยังคลุมเครือ ก่อนจะดูหนังยาวภาคสอง ก็มาเจอหนังสั้นเรื่องนี้ที่ความยาวเทียบเท่า 'Cold Triumph' เลยตัดสินใจดูหนังสั้นตอนที่สามก่อนดู 'Cold Heart 2' แล้วก็เสียดายที่มาเห็นความย่ำแย่จากบรรษัทยักษ์ใหญ่เรื่องนี้ โกรธมากๆ และจะไม่ไว้ใย! ความเห็นสั้นๆ ของผมคือ นี่คือความสยองของอาณาจักรอันเดอร์เรลล์! แต่เพื่อความยุติธรรม ในรีวิวนี้จะบอกทั้งข้อเสียและข้อดีที่พบเจอ เพื่อให้จบเร็วๆ เริ่มเลย! ข้อดี: 1. แอนิเมชัน - บรรษัทยักษ์ใหญ่ทำได้ดีมาก ทุกอย่างเคลื่อนไหวลื่นไหล ไม่มีที่ติ ตัวละคร สิ่งแวดล้อม เอฟเฟกต์ สวยสมบูรณ์แบบ ไม่มีบั๊ก (เพราะดูสองรอบ) ศิลปินและโปรแกรมเมอร์ของที่นี่รักงานดี! ข้อเสียเด่นชัด: 1. บท - ไม่มีบทเลย! เหมือนเจ้านายเข้าหาหนังสือบทตอนเลิกงานแล้วบอก 'ต้องทำหนังสั้นอีกเรื่อง หลังหนังภาคสองทำเงินได้ ต้องรีบตัดต่อให้เสร็จ!' ผลลัพธ์คือบทที่แม้แต่นักทำแอนิเมชันมือใหม่ยังไม่รับ สคริปต์เหี้ยๆ ที่ทำลายความลึกลับของตัวละครในใจแฟนๆ 2. มุกตลก - แย่ลงกว่าเดิม จากที่ 'Cold Celebration' และ 'Olaf and the Cold Adventure' ยังมีมุกขำๆ แต่เรื่องนี้ไม่มีเลย! นักเขียนลืมวิธีเขียนมุกหรือไง? 3. เวอร์ชันรัสเซีย - ไม่มีนักพากย์เดิมอย่าง Sergei Penkin (Olaf), Anna Buturlina (Elsa) ฯลฯ แทนที่ด้วยคนแปลกหน้า บริษัทลดงบพากย์หรือไง? ทั้งที่สองเรื่องก่อนหน้ามีนักพากย์เดิม! 4. เพลง - ไม่มี! แม้มีเพลง 'Let go and forget' เปิดต้นเรื่อง แต่ร้องโดยนักร้องคนอื่น ไม่นับ! ความว่างเปล่าทำให้หนังสั้นเรื่องนี้ดูแย่ลงอีก แฟนๆ ที่รัก Olaf อย่าให้คะแนนดีกับเรื่องขยะนี้! ไปดู 'Cold Celebration' หรือ 'Olaf and the Cold Adventure' ดีกว่า เพราะถ้าคุณให้คะแนนดีกับเรื่องนี้ บริษัทก็จะไม่พยายามทำหนังดีๆ อีก แล้วอนิเมชันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ! สรุป: นี่คือผลงานแย่ๆ ที่ขาดบท ตลก ความหมาย ทำลายภาพลักษณ์ Olaf แต่มีแอนิเมชันสวย คะแนน 1/10 ไม่แนะนำให้ดู! หากเป็นแฟน 'Cold Heart' ควรดูสองเรื่องก่อนหน้านี้แทน P.S. ตอนนี้กลัวว่าภาคสองจะแย่เหมือนกัน หวังว่าจะไม่เสียเวลา!
โอลาฟใน Frozen 1 ทำไมถึงไม่พูดถึงเรื่องลำดับ เขาได้ชื่อมาจากอะไรกันแน่ ไม่ค่อยเข้าใจเลย
หากไม่มีเขา ภาพยนตร์สุดยอดอย่าง 'Frozen' ก็คงไม่สมบูรณ์ รอยยิ้มของเขาทำให้เรามีความสุข
‘Once Upon A Snowman (2020)’ เป็นภาพยนตร์สั้นที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ใน ‘Frozen (2013)’ ติดตามชีวิตของโอเลฟที่พยายามทำความเข้าใจกับการมีตัวตนของตัวเอง เนื้อเรื่องบอกเล่า ‘ต้นกำเนิดที่ยังไม่เคยเปิดเผย’ ของตัวละคร แต่กลับให้ความรู้สึกซ้ำซ้อนและจบลงแบบห้วนๆ กำลังเมื่อเรื่องเริ่มเข้าที่ แน่นอนว่าภาพยนตร์ก็ให้ความสนุกในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะด้านภาพที่สวยงามตระการตา มีมุขตลกทางภาพที่สร้างสรรค์ และฉากหลักที่ค่อนข้างตื่นเต้น ซึ่งเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องเดิมของ Frozen ได้อย่างเนียนแน่น บางช่วงยังพยายามอธิบายรายละเอียดจากภาคแรกเพิ่มเติม แม้ว่าจุดนั้นจะไม่ใช่ ‘ช่องโหว่’ ของเรื่องจนต้องมาเติมเต็มก็ตาม โดยรวมคือให้ความบันเทิงแบบผ่านๆ แต่ขาดแรงบันดาลใจและเสน่ห์แบบที่พบในภาคยาว แม้ไม่แย่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นดี 5/10
Dying Breed (2008) พันธุ์นรกขย้ำโลก