
Monster (2023) มอนสเตอร์ หนังเล่าเรื่องของ “แม่” คนหนึ่ง (ซากุระ อันโดะ) ที่พบว่า “มินาโตะ” (โซยะ คุโรคาวะ) ลูกชายของเธอถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ เธอได้ค้นพบว่าคุณครูมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เธอรีบมุ่งหน้าไปที่โรงเรียนเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อเรื่องราวถูกตีแผ่ผ่านสายตาของแม่ ครู และลูก ความจริงก็ค่อยๆ ปรากฏออกมา…

แม่คนหนึ่งต้องการคำตอบจากครูของลูกชายเมื่อเขามีพฤติกรรมแปลกๆ
เมื่อมินาโตะ ลูกชายของเธอเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ ผู้เป็นแม่จึงเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไปและค้นพบว่าคุณครูคือต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด เธอจึงบุกเข้าไปถึงโรงเรียนเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเรื่องราวเปิดเผยขึ้นมาต่อหน้าของผู้เป็นแม่ ความจริงอันน่าตกใจระหว่างคุณครูและเด็ก ๆ ก็ถูกเปิดเผยขึ้นมาเช่นกัน
ในชั่วโมงแรก คุณอาจรู้สึกสับสนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าเรื่องราวนี้ต้องการพูดถึงประเด็นอะไรกันแน่ ระหว่างจิตใจของเด็กที่กำลังต่อสู้กับปัญหา การกลั่นแกล้ง การล่วงละเมิด หรืออะไรที่ลึกลับไปกว่านั้น? คำถามมากมายจะผุดขึ้นในหัว แต่ไม่ว่าคุณจะพยายามวิเคราะห์แค่ไหน เรื่องราวที่ซับซ้อนและถูกเล่าผ่านมุมมองแบบ 'รashomon' ที่แบ่งเป็นหลายมิติก็ทำให้หาคำตอบได้ยากในช่วงแรก ต้องใช้ความอดทนรอคอยต่ออีกสักพัก แต่ถ้าคุณผ่านจุดนั้นไปได้ ทุกอย่างจะคลี่คลายอย่างสมบูรณ์ในตอนจบ เชื่อมโยงทุกจุดที่ซ่อนไว้และเผยความจริงสุดท้ายออกมาอย่างน่าตกใจ ต้องยอมรับว่าฉันถูกทำให้ตะลึงกับความละเอียดลึกนี้ ฮิโระกาซุ คอเระเอดะ ผู้กำกับจัดการกับหัวข้อที่บอบบางและซับซ้อนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่ตกไปอยู่ในทางที่หยาบคาย 'Monster' กลายเป็นผลงานที่ฉันชอบที่สุดของเขา แซงหน้างานดังอย่าง 'Shoplifters' ไปเรียบร้อย พี.เอส. การแสดงของสองนักแสดงเด็ก โซยะ คุโรคาวะ (มินาโตะ) และ ฮินาตะ ฮิอิรากิ (โยริ) นั้นยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ทุกฉากระหว่างพวกเขาไม่เคยรู้สึกตื้นเขินแม้แต่วินาทีเดียว และความสามารถที่เกินวัยของทั้งคู่ก็สมควรได้รับคำชมสูงสุด
ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำได้ดีมาก เจาะลึกความซับซ้อนของคำพูดและการกระทำง่ายๆ ที่ส่งผลต่อผู้คนอย่างคาดไม่ถึง สะท้อนให้เห็นอย่างใกล้ชิดว่าเมื่อเข้าใจคนหรือสถานการณ์เพียงผิวเผิน ก็อาจสร้างบริบทเพื่อตีความตาม Narrative ที่ต้องการได้ ไม่เพียงปัจเจก แต่สถาบันต่างๆ ก็ตกเป็นเป้าเช่นกัน หนังยังวิจารณ์คุณค่าของระบบราชการที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความเหมาะสม (โดยเฉพาะในสังคมญี่ปุ่น แต่ก็พบได้ทั่วไป) แต่จุดสำคัญที่สุดซึ่งเป็นหัวใจของเรื่อง คือประโยคที่ดูเหมือนพูดผ่านๆ ของคุณครูโฮริระหว่างชั่วโมงพละ ที่เขาพูดเล่นๆ เกี่ยวกับ 'การเป็นชายชาตรี' นี่คือแก่นของหนัง: การเข้าใจตนเองในฐานะมนุษย์ และการยอมรับในแบบของตัวเอง ความสับสน, การตีความผิด, ความคาดหวังจากครอบครัวและสังคมต่อวิธีคิด-ปฏิบัติตัว-หรือรัก ทำให้คนกลายเป็น 'อื่น' เป็น 'สิ่งแปลกปลอม' หรือ 'สัตว์ประหลาด' หนังเล่าเรื่องด้วยความเห็นอกเห็นใจทุกตัวละครที่เผชิญปัญหา จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือการตัดต่อในส่วนท้ายที่รู้สึกหลวมๆ โครงสร้างการเล่าเรื่องผ่านมุมมองหลายด้านและข้ามเวลาทำงานได้ดีตลอดเรื่อง แต่ใกล้จบอาจรู้สึกยืดเล็กน้อย โดยรวมคือภาพยนตร์ที่ทั้งสนุก ลึกซึ้ง และผลิตออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง
เรื่องราวไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่เส้นทางที่ผู้สร้างพาเราเดินลึกซึ้ง ตอกย้ำความคลุมเครือของปัญหาที่ตัวละครต้องเผชิญ ชีวิตนั้นยากจนกว่าจะเห็นจุดจบ การเดินทางชีวิตอาจเหนื่อยล้าและน่าหงุดหงิดสุดๆ ภาพยนตร์ชื่อ 'Monster' บอกเราว่าความคิดล่วงหน้านั้นคือปีศาจที่พาเราไปสู่ความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น นี่คือภาพยนตร์ที่เปี่ยมความเห็นอกเห็นใจ แม้ผู้ชมต้องทุ่มเทใจ แต่สุดท้ายก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ ผู้กำกับคนนี้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และอีกไม่นานเขาอาจก้าวถึงระดับเดียวกับ Park Chan Wook
ผมโชคดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่งาน TIFF และยังโชคดีที่ได้เจอกับผู้กำกับในงานนั้นอีกด้วย ผมคิดว่าตัวเองคงเขียนคำวิจารณ์ใด ๆ ที่ดีพอจะบรรยายหนังเรื่องนี้ได้ไม่หมดจด เนื้อเรื่องดูเรียบง่ายแต่แฝงความลุ่มลึก เล่าเรื่องด้วยวิธีที่ชาญฉลาด พร้อมการเข้าใจตัวละครแต่ละตัวได้หลายมิติ ทุกนาทีถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ ใกล้ช่วงจบ มีช่วงบทสนทนาระหว่างตัวละครสองตัวที่ทำให้ผมสะเทือนใจมาก จะไม่บอกละเอียดเพื่อไม่ให้สปอยล์ บทพูดเหล่านั้นดูเรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและบริสุทธิ์ทางความรู้สึกจนอธิบายไม่ถูก ผู้เขียนบทและผู้กำกับทำให้มันดูง่ายดาย แต่จริง ๆ แล้วเป็นการสร้างสรรค์ที่ยากจะเลียนแบบ ส่วนตอนจบ... ตอนออกจากโรงผมคิดแค่อย่างเดียว แต่พอครุ่นคิดต่ออีกหลายชั่วโมง มันเหมือนถูกรถไฟชน! ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเข้าฉายในไทย แต่ผมจะรอคอยวันเข้าฉายอย่างใจจดใจจ่อ
ฉันดูหนังเรื่องนี้โดยรู้เรื่องพลอตเพียงเล็กน้อย เพราะชอบผลงานของคาเระ-เอดะและคุ้นหน้าคุ้นตานักแสดงหลายคน สำหรับหนังแนวนี้ ยิ่งรู้รายละเอียดน้อยเท่าไหร่ ประทับใจยิ่งมากขึ้น เพราะคุณจะได้ตีความเรื่องราวด้วยตัวเองโดยไม่มีอคติ โครงเรื่องถูกเล่าเหมือนกล้องสลับลาย ทุกครั้งที่คุณคิดว่าจำแนกบทบาทตัวละครได้แล้ว การพลิกผันเล็กๆ ก็เปลี่ยนมุมมองทันที แม้ตัวละครจะยังเป็นคนเดิมอยู่ ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ชวนคิด อารมณ์เข้มข้น และการแสดงสุดยอด คาเระ-เอดะเก่งมากในการค้นหาเด็กนักแสดงฝีมือดี ที่สามารถแสดงได้ลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติในวัยขนาดนี้
มุมมองที่เราใช้มองเหตุการณ์ต่าง ๆ มักให้ภาพความจริงที่ชัดเจนและหักล้างไม่ได้ใช่ไหม? แต่ถ้าเกิดมีคนที่เห็นเหตุการณ์เดียวกันกลับตีความไปคนละอย่างล่ะ? ทั้งสองฝ่ายจะ ‘ถูก’ พร้อมกันได้จริงหรือ? หรือมนุษย์เราอาจไม่มีวันเห็น ‘ความจริงทั้งหมด’ ของเรื่องใด ๆ เลย? นั่นคือแก่นหลักของภาพยนตร์ล่าสุดจากผู้กำกับฮิโรคาซุ คอเรเอดะ ที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองหลากหลายซึ่งต่างก็ ‘ถูกต้อง’ ในแบบของตัวเอง ต่อให้รายละเอียดจะขัดแย้งกันก็ตาม เทคนิคการเล่าเรื่องแบบนี้ได้รับอิทธิพลจากผลงานคลาสสิกของอากิระ คุโรซาวะใน ‘Rashomon’ (1950) หนังของคอเรเอดะที่แบ่งการเล่าออกเป็น 3 ส่วนเชื่อมโยงกัน ตามติดชีวิตเด็กประถมขี้เกเร (โซยะ คุโรกาวะ) ที่ดูเหมือนชอบรังแกคนอื่น แต่พฤติกรรมของเขาไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องราว การกระทำของเด็กชายเชื่อมโยงอย่างลึกลับกับแม่ม่ายที่ปกป้องลูกสุดชีวิต (ซากุระ อันโดะ) ครูหนุ่มวัยกลางคน (เออิทา นากายามะ) ครูใหญ่สูงอายุที่พูดน้อย (ยูโกะ ทานากะ) และเพื่อนซี้ผู้ร่าเริง (ฮินาตะ ฮิอิรากิ) ตัวละครเหล่านี้หลายคนไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น มีแรงลึบที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ‘ใครคือสัตว์ร้าย?’ — คำถามที่นำไปสู่ชื่อหนังเรื่องนี้ หนังชวนติดตามว่ากระจุกเรื่องราวจะเชื่อมโยงกันอย่างไร ทวนคำสอนเดิม ๆ ว่า ‘อย่าตัดสินหนังสือจากปก’ และตอกย้ำว่าไม่ว่าเราจะคิดว่าเข้าใจสถานการณ์แค่ไหน เราอาจไม่มีวันเห็นภาพรวมทั้งหมด คอเรเอดะสร้างเรื่องราวที่ตาสว่าง ให้เราตั้งคำถามกับอคติของตัวเองในยุคที่คนตัดสินกันจากเปลือกภายนอก แม้บางช่วง (โดยเฉพาะตอนคลิแม็กซ์) หนังอาจดำเนินเรื่องช้าไปบ้าง แต่นี่อาจเป็นผลงานที่ละเมียดละไมที่สุดของเขาที่สะท้อนให้เราหันกลับมาพัฒนา ‘ความใจกว้าง’ และ ‘การยอมรับ’ ในยุคที่ชิ้นส่วนของปมชีวิตอาจหายไปไม่หมด
ฉันเป็นแฟนงานภาพยนตร์แนวสตรีมออฟคอนเชียสเนสของโคเรเอดะยุคแรกๆ อย่าง MABOROSI, THE AFTERLIFE และ DISTANCE ที่นับว่าชื่นชอบที่สุดในยุค 90s-2000s ส่วนหนังยุคหลังที่เน้นสังคมผ่านการเล่าเรื่องแบบนีโอเรียลลิสต์ เขาก็พิสูจน์ฝีมือการกำกับเด็กนักแสดงสมัครเล่นได้ดีใน NOBODY KNOWS และ THE MIRACLE มีช่วงที่เขาเปลี่ยนแนวมาทดลองทำคอมเมดี้ (HANA) หรือหนังแฟนตาซีกับทีมงานต่างชาติอย่าง AIR DOLL ก่อนจะกลับมาเล่าเรื่องสังคมแบบพล็อตเข้มข้น บางเรื่องเป็นเมโลดราม่า บางเรื่องเป็นระทึกขวัญ ซึ่งทั้งหมดล้วนเขียนบทเอง ยกเว้น MABOROSI แสดงว่าเป็นงานที่เขาอยากสื่อสารอย่างแท้จริง แม้ 2 หนังล่าสุดของเขาจะร่วมงานต่างประเทศ แต่ MONSTER (2023) พิสูจน์ว่าโคเรเอดะยังทำผลงานดีที่สุดเมื่ออยู่ญี่ปุ่น แม้บทจะไม่ใช่เขาเขียนก็ตาม สำหรับแฟนๆ หนังยุคเก่าของเขา MONSTER เป็นงานที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมา เข้าถึงง่ายกว่าเดิม แม้หลายคนจะบอกว่าใช้เทคนิคแบบ ‘ราซโมน’ แต่จุดประสงค์ต่างกัน โดยโคเรเอดะใช้มุมมองหลายด้านเพื่อเผยความจริง ส่วนคุโรซาวะใช้แสดงว่า‘ความทรงจำมนุษย์ไม่อาจเป็นกลาง’ ตัวฉันมองว่า MONSTER ยังคงมีหัวใจและข้อคิดสังคมแบบโคเรเอดะ แต่รู้สึก ‘เข้าถึงง่าย’ จนเหมือนไม่ใช่สไตล์เขาเท่าไร กลับคล้ายงานของชุนจิ อิวาอิ แถมตอนจบยังให้อารมณ์เหมือนหนังสตูดิโอจิบลิอย่าง ONLY YESTERDAY ที่มีทั้งคำใบ้ผ่านแสงเลนส์และของแต่งฉาก เพื่อให้คนดูตีความจบได้ชัด ซึ่งไม่ค่อยใช่สไตล์โคเรเอดะที่มักปล่อยให้观众ตีความเอง ถามว่าโคเรเอดะกลับมาฟอร์มดีหลังไปทำหนังฝรั่งเศส-เกาหลีหรือไม่? สำหรับฉัน เขายังทำได้ดีแม้ MONSTER จะมีจุดที่รู้สึกว่า ‘ยัดคำใบ้’ เกินไป แต่ก็นับว่าเป็นหนังที่แฟนๆ ควรดู โดยเฉพาะผู้ชมที่ชอบมิติความสัมพันธ์ของตัวละครเด็ก ที่โคเรเอดะถนัดสุดๆ ส่วนรางวัล Queer Palm จากคานส์นั้น แม้จะไม่สปอยล์ แต่ต้องบอกว่ามีฉากหนึ่งที่เปลี่ยนความสัมพันธ์เด็กผู้ชายจากเพื่อนซี้เป็นความรู้สึกโรแมนติก ซึ่งการตีความแบบนี้รู้สึก ‘ไม่โคเรเอดะ’ เพราะปกติเขาจะไม่ยัดเยียดให้观众ตีความ单一แบบนั้น อาจเป็นเพราะบทไม่ได้เขียนเอง เลยต้องใส่คำใบ้ชัดเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่ม观众กว้างขึ้น
ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันละเมียดละไมและเสียงดนตรีแสนเจ็บปวดจาก Ryuichi Sakamoto ผู้จากไปในเดือนมีนาคม 'Monster' คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของปี โครงสร้างเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับวงจรของตัวละคร เต็มไปด้วยความลับที่ต้องไขออกด้วยความอดทนและความเห็นอกเห็นใจ การเล่าเรื่องผ่านมุมมองที่แตกกระจายของผู้คน ทำให้ผู้กำกับแสดงให้เห็นว่า 'ความเมตตา' ไม่ใช่แค่สภาวะปกติของมนุษย์ แต่ต้องใช้ความพยายามสร้างขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ปิดฉากด้วยตอนจบที่ซาบซึ้ง และตอกย้ำทักษะระดับเทพของ Kore-eda ในการกำกับนักแสดงเด็ก โดยเฉพาะ คะแนนของฉัน: 8.5/10
‘Monster (2023)’ เป็นภาพยนตร์ดราม่าล่าสุดที่กำกับโดย Hirokazu Kore-eda นำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองที่แตกต่างกันสามแบบ คล้ายกับการต่อจิ๊กซอว์ โดยเหตุการณ์เดียวกันถูกเล่าซ้ำสามครั้ง ตอนแรกดูเหมือนว่าแกนหลักของเรื่องคือ ‘มุมมอง’ ที่สอนว่าเราอาจไม่มีทางรู้ความจริงทั้งหมดของสถานการณ์หรือตัวคน แถมยิ่งซับซ้อนขึ้นถ้าคนรอบตัวไม่กล้าเปิดใจ บทแรกสองในสามส่วนของเรื่องตอกย้ำแนวคิดนี้ด้วยการตั้งคำถามแล้วท้าทายความเชื่อ แต่พอถึงส่วนสุดท้าย กลับรู้สึกว่าไม่ใช่การเล่นกับ ‘ความจริงเชิงอัตวิสัย’ แต่มุ่งแสดง ‘สิ่งที่เกิดขึ้นจริง’ แม้จะยังให้เราเข้าไปสัมผัสความรู้สึกของตัวละครที่ก่อนหน้ามองแค่ภายนอก แต่ดูเหมือนหนังเลือกยึดความจริงส่วนนี้เป็นแกนหลัก พร้อมสะท้อนประเด็นที่อยากสื่อ แม้ส่วนสุดท้ายจะยังเชื่อมกับตอนก่อนหน้า (แม้บางตัวละครสำคัญจะหายไป) แต่การเปลี่ยนโทนเรื่องราวกะทันหันทำให้รู้สึกเสียดายที่แกนหลักใหม่นี้ไม่ถูกขยายให้ลึกซึ้งเท่าที่ควร ความลับในสองบทแรกที่最初ดูเหมือนเป็นจุดสำคัญ กลับกลายเป็นชั้นข้อมูลที่บดบังหัวใจหลักของเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนที่สะเทือนใจที่สุด แม้บางครั้งจะถูกนำเสนอด้วยอารมณ์หวือหวาเกินไปจนรู้สึกว่าควรมีเวลาพัฒนามากกว่านี้ ความหงุดหงิดของ觀眾ควรเกิดจากเนื้อเรื่อง (เหมือนตอนต้น) ไม่ใช่จากโครงสร้างหนัง (เหมือนตอนจบ) นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดบางจุดที่ขัดกันระหว่างแต่ละบท และบางเหตุการณ์ถูกอ้างอิงแต่ไม่แสดง ทำให้รู้สึกไม่ต่อเนื่อง บางครั้งหนังก็ตรงเกินไป ดนตรีประกอบของ Ryuichi Sakamoto ยุคสุดท้ายก็ช่วยเสริมความรู้สึกนี้ แต่ถึงอย่างนั้น นี่ยังเป็นหนังที่น่าดึงดูด ทรงพลังแบบละมุน ภาพสวยงาม และการแสดงที่โดดเด่นแต่ไม่โอเว่อร์ แม้มีบางจุดที่ดูเกินจริง แต่ส่วนใหญ่ให้ความรู้สึกจริงใจและสมจริง เนื้อเรื่องน่าสนใจ สำรวจธีมสำคัญโดยไม่ยัดเยียด ดูดดื่มได้ตลอดทั้งเรื่อง แม้จะมี转折但不รู้สึกว่าเล่นเกมพลิกผันเกินไป เป็นหนังที่ทำได้ดีแทบทุกด้าน ปัญหาของมันไม่ได้ทำให้แย่ แค่ทำให้ไปไม่ถึงขั้นเยี่ยม แม้ข้อเสียที่กล่าวมาดูเหมือนมากกว่าข้อดี แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะหนังยังคงเป็นประสบการณ์ที่ impact ทางอารมณ์ ซื่อตรง และน่าติดตามตลอด แม้จะรู้สึกว่ามันรวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน (ปริศนาของมุมมอง กับ ดราม่าเกี่ยวกับ [redacted]) จนลดพลังของทั้งคู่ แต่ถ้าตัดสินจากสิ่งที่หนังเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็น นี่คือผลงานที่ดี มีคุณภาพ และน่าชมอย่างยิ่ง
นานมากแล้วที่ได้ดูหนังที่มีบทภาพยนตร์ที่เฉียบคม เรียบง่าย และเปราะบางในเวลาเดียวกัน โดยไม่พยายามยัดเยียดความฉลาดให้ผู้ชมแบบที่งานตะวันตกมักทำ หนังนำเสนอ 3 มุมมองของตัวละครที่ต่างกันสุดขั้ว ทั้งในแง่ทัศนคติต่อเหตุการณ์และปัญหาชีวิต ค่อยๆ พาผู้ชมผ่านเหตุการณ์ที่เริ่มต้นเหมือนกรณีครูทำร้ายร่างกาย-จิตใจนักเรียนทั่วไป แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ความต่างนี้ กลับเผยให้เห็นรายละเอียดและความลึกซึ้งที่หาได้ยากในหนังทั่วไป จนพบว่าปมปัญหาที่แท้จริงนั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง ตัวละครที่มีอารมณ์ซับซ้อนและไม่ตัดสินถูกผิดง่ายๆ แบบมนุษย์จริงๆ ทำให้เรื่องน่าติดตามมาก โดยไม่สปอยล์ (เพราะหนังเรื่องนี้ควรเข้าหาแบบไม่รู้อะไรเลย) ขอแค่บอกว่าที่จริงแล้วในเรื่องไม่มี 'สัตว์ประหลาด' อยู่เลย ชื่อเรื่อง 'Monster' น่าจะแปลว่า 'สัตว์ร้าย' หรือสิ่งไม่ใช่มนุษย์มากกว่า ซึ่งสะท้อนว่าบ่อยครั้งเราถูกตีตราให้เป็น 'สิ่งไม่มนุษย์' เพียงเพราะความรู้สึกและการกระทำ มันคือบทสะท้อนความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกและสังคม และการถูกตีตรานี่แหละที่ทำให้เราเป็น 'มนุษย์' อย่างแท้จริง ทุกตัวละครในเรื่อง (ยกเว้นบางตัวที่ไม่ใช่主角) ล้วนทั้งรักและทำร้าย他人ได้ 作為一個在學生時代被誤解、遭受虐待卻也傷害過他人的孩子,我看บางฉากถึงกับร้องไห้หนักมาก ซึ่งปกติแทบไม่เคยร้องไห้ตอนดูหนังเลย การแสดงสุดยอด โดยเฉพาะเด็กนักแสดงสองคนที่สื่อสัมพันธ์ซับซ้อนได้น่าเชื่อถือสุดๆ ด้านเทคนิคเรียบง่ายแต่มีบางช่วงที่ฉายแวว (特にあのシーン!) ภาพถ่ายทำไม่ได้อลังการ เพลงก็ไม่โดดเด่น แต่รู้สึกว่าการไม่ใส่เทคนิคจัดจ้านช่วยให้โฟกัสที่ตัวละครและเนื้อเรื่องได้ดี นี่คือหนังยอดเยี่ยมที่สุดของคาเงะยามะ (ที่เคยดู) และหวังว่าจะคว้ารางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศมาให้ได้มากที่สุด!
ดนตรีของริวอิจิ ซากาโมโตะ การตัดต่อที่แม่นยำ การใช้เลนส์อนาโมฟิคอย่างชาญฉลาด การออกแบบเสียงที่พลิกโฉม การใช้ระบบกล้อง Ronin 4D แบบคอมแพค การกำกับอันยอดเยี่ยมของฮิโรคาซุ และการจัดวางองค์ประกอบที่โดดเด่น ทุกอย่างรวมกันเพื่อส่งเสริมการแสดงอันสมบูรณ์แบบและเรื่องราวที่เฉียบคม ใช่ มันเป็นผลงานที่ร่วมสมัยทั้งในแง่เทคนิคและยุคสมัย แต่แก่นเรื่องกลับรู้สึกอมตะ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลายคนเปรียบเทียบภาพยนตร์เรื่องนี้กับราชโมนคลาสสิก แม้ฉันคิดว่าการเปรียบเทียบนั้นดูยืดเยื้อมาก เพราะที่นี่เราไม่ได้ถูกหลอกผ่านมุมมองเหมือนราชโมน แต่ได้สัมผัสเรื่องราวผ่านประสบการณ์ของตัวละครโดยตรง ในยุคที่ภาพยนตร์เชิงเมต้าเช่น Babylon หรือ Asteroid City กำลังตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง แม้แต่หนังบล็อกบัสเตอร์อย่าง Oppenheimer และ Dead Reckoning ยังต้องย้ำเทคนิค 'กลับสู่ความเรียล' เพื่อดึงดูดผู้ชมหลังยุคโควิด แต่นี่คือเรื่องราวที่ทำให้ฉันนึกถึงเหตุผลแท้จริงว่าทำไมเราถึงรักการดูหนังในโรง เสมือนจับฟ้าผ่ามาใส่ขวด
หนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยมทุกด้าน ชัดเจนว่าผู้กำกับรู้ดีว่าต้องทำหนังให้ดีขนาดไหน คนที่บอกว่าไม่ดีคงไม่เข้าใจพลังของหนังระดับตำนานแบบนี้ เรื่องราวค่อยๆ เผยตัวออกมาอย่างที่ฉันไม่เคยเจอในหนังมานาน บังคับให้คุณเปลี่ยนมุมมองทุก 5 นาที จากเกลียดตัวละครก็กลับมาชอบในไม่กี่นาที เต็มไปด้วยทุกอย่างที่ต้องการในหนัง - ลึกลับ ดราม่า ความตื่นเต้น หัวใจ และอารมณ์ หนังดึงฉันไปกับทุกเฟรม ดูแล้วไม่หันมองนาฬิกาเลยเพราะหลงใหลตั้งแต่ต้นจนจบ นี่คือหนังที่ดูครั้งเดียวก็ติดลิสต์ที่สุดชอบของฉันทันที ขอแชร์ต่อก่อน แล้วต้องไปดู Shoplifters หนังเรื่องก่อนหน้าของเขาด้วย!
ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนผลงานบทกวีอันเลิศหรูในโลกแห่งภาพยนตร์ โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวของวัยเด็ก เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านอารมณ์อันซับซ้อนของเด็กได้อย่างมีศิลปะ ทั้งความบริสุทธิ์ใจและบททดสอบในวัยเยาว์ ที่ถูกเล่าออกมาอย่างงดงามเกินกว่าการเล่าเรื่องทั่วไป ด้วยการเล่าเรื่องที่ละเมียดละไมและภาษาภาพที่ลึกซึ้ง 'Monster' สะท้อนช่วงเวลาที่หล่อหลอมชีวิตได้อย่างล้ำลึก ถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยอดเยี่ยมของผู้กำกับญี่ปุ่นในการเจาะลึกทั้งความสุขและความทุกข์ในจิตใจของเด็กได้อย่างแม่นยำ การแสดงใน 'Monster' เรียบง่ายแต่ทรงพลัง แตกต่างจากการแสดงแบบเกินจริงที่มักพบในภาพยนตร์ญี่ปุ่นทั่วไป ความพอดีนี้ทำให้อารมณ์จริงของตัวละครส่งถึงผู้ชมต่างวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งแตกต่างจากการแสดงแบบเดิมที่อาจไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกวัฒนธรรม 'Monster' ไม่เพียงแต่ดึงดูดใจ แต่ยังให้มุมมองเกี่ยวกับวัยเด็กที่สะท้อนข้ามวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง ก่อให้เกิดผลงานสำคัญทั้งในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นและระดับโลก

Drive My Car (2021) สุดทางรัก
5.2

Die Hart The Movie (2023)