
เรื่องย่อ Shoplifters (2018) ครอบครัวที่ลักShoplifters เล่าเรื่องราวของ โอซามุ (ลิลลี่ แฟรงกี้) นอกจากทำงานรับจ้างรายวัน เขายังลักเล็กขโมยน้อยเป็นอาชีพเสริมด้วย โดยมีลูกชาย โชตะ (ไคริ โจว) เป็นผู้ช่วย วันหนึ่ง ขณะทั้งคู่กลับจากการขโมยของ โอซามุได้เจอกับ ยูริ (มิยุ ซาซากิ) เด็กหญิงตัวน้อยอยู่ตัวคนเดียว เขาจึงตัดสินใจพาเธอกลับมาบ้านด้วย แม้ว่า โนบุโยะ (ซากุระ อันโดะ) ภรรยาของเขาจะไม่พอใจที่เขาพาเด็กที่ไหนมารู้มาอยู่อาศัยด้วย ถึงอย่างนั้นตัวเธอและรวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวอย่าง อากิ (มายุ มัตสึโอกะ) น้องสาวของยูริ และคุณยายฮัตสุเอะ (คิริน กีกิ) ก็ดูแลเด็กหญิงคนนี้เป็นอย่างดี ถึงแม้พวกเขาจะเป็นครอบครัวเล็กๆ จนๆ แต่พวกเขาก็เป็นครอบครัวที่มีความสุข ทว่าในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ความลับบางอย่างก็เปิดเผยออกมาทำให้ทั้งครอบครัวต้องสั่นคลอน

ที่ชานเมืองโตเกียว กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่สมประกอบถูกเชื่อมโยงกันด้วยความจงรักภักดี ความชอบในการขโมยของเล็กน้อยและการต้มตุ๋นเล่น ๆ เมื่อลูกชายคนเล็กถูกจับ ความลับต่าง ๆ ถูกเปิดเผยจนทำลายชีวิตที่อยู่ใต้เรดาร์และเปราะบางของพวกเขา
เรื่องราวของโอซามุ (ลิลลี่ แฟรงกี้) นอกจากทำงานเป็นกรรมกร เขายังลักเล็กขโมยน้อยเป็นอาชีพเสริมด้วย โดยมีลูกชาย โชตะ (ไคริ จิโอ) เป็นผู้ช่วย วันหนึ่ง ขณะทั้งคู่กลับจากการขโมยของ โอซามุ ได้เจอกับ ยูริ (มิยุ ซาซากิ) เด็กหญิงตัวน้อยอยู่ตัวคนเดียว เขาจึงตัดสินใจพาเธอกลับมาบ้านด้วย แม้ว่า โนบุโยะ (ซากุระ อันโดะ) ภรรยาของเขาจะไม่พอใจที่เขาพาเด็กที่ไหนมารู้มาอยู่อาศัยด้วย ถึงอย่างนั้นตัวเธอและรวมถึงสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวอย่าง อากิ (มายุ มัตสึโอกะ) น้องสาวของยูริ และคุณยายฮัตสุเอะ (คิริน กีกิ) ก็ดูแลเด็กหญิงคนนี้เป็นอย่างดี ถึงแม้พวกเขาจะเป็นครอบครัวเล็ก ๆ แต่พวกเขาก็เป็นครอบครัวที่มีความสุข ทว่าในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ความลับบางอย่างก็เปิดเผยออกมาทำให้ทั้งครอบครัวต้องสั่นคลอน
การแสดงออกของความสมจริงที่ทำให้ตะลึง ฉันรู้สึกทึ่งอย่างมากในตอนนี้ ภาพยนตร์อย่าง Shoplifters บอกเล่าเรื่องราวสะเทือนใจที่กระตุ้นอารมณ์มากมายและทำได้ดีมาก ดูเผินๆอาจคิดว่าเรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดลึกซึ้งจนคุณอาจคาดเดาตอนจบแบบหวังhappy ending แต่หนังกลับยึดความสมจริงและท้าทายบรรทัดฐานสังคมอย่างสง่างาม ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นโลกของคนที่โหยหาความรักจากครอบครัว และ desperation ในการมีคนให้เรียกกว่าครอบครัว ต้องยอมรับว่ามันทำให้ฉันน้ำตาซึมในบางช่วงเพราะอารมณ์ดิบที่ส่งผ่านมา การแสดงที่นี่ยอดเยี่ยมมาก เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์คที่ตัวละครแต่ละตัวเติมเต็มกันและกัน จนสร้างเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบ Shoplifters คือตัวอย่างชั้นยอดของภาพยนตร์ realism สะท้อนสังคม ที่ส่งสารได้อย่างประณีตและงดงาม นี่คือการสร้างภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
สำหรับผลงานชิ้นเอกอย่าง 'Shoplifters' ของฮิโระคาซุ โคเรเอดะ นี่คือหนังที่ควรทำให้เขาได้รางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม! เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ตัวละครซับซ้อนและความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงถูกถ่ายทอดออกมาได้ภายในเวลาเพียงสองชั่วโมง ผ่านการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย ละมุนละม่อม และไม่ตีแผ่ทุกอย่างจนเกินไป ทิ้งช่องว่างให้ผู้ชมได้ตีความและขบคิดตามอารมณ์ความรู้สึก ทิศทางการกำกับนั้นฉลาดล้ำแบบสุดๆ การถ่ายภาพยอดเยี่ยมด้วยการเล่นมุมกล้องที่ทั้งยาวต่อเนื่อง โคลสอัพสวยงาม และมุมแปลกตาที่น่าประทับใจ ส่วนการตัดต่อก็แนบเนียนราวกับไม่มีรอยต่อ ไม่มีช่วงว่างใดที่เสียเปล่า ทุกนาทีถูกเติมเต็มด้วยความเข้มข้นและความประทับใจ เมื่อรวมกับการแสดงอันเปี่ยมพลังของนักแสดงทุกคนแล้ว จึงออกมาเป็นเรื่องราวดราม่าที่ทั้งสนุกสนาน ซึ้งกินใจ และสะท้อนชีวิตคนชั้นล่างในสังคมญี่ปุ่นได้อย่างเห็นภาพ
ฉันให้คะแนน 8/10 แต่จริงๆ แล้วไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบหนังแบบนี้กับหนังฮอลลีวูดยังไงดี เพราะมันอยู่ในมาตราวัดคนละแบบเลย ฉันกับภรรยาพึ่งกลับมาจากโรงหนังอาร์ตใกล้บ้าน และเราชอบมาก ในแง่สไตล์การเล่าเรื่อง มันใกล้เคียงกับ 'Roma' และหนังอินดี้อเมริกันอย่าง 'Leave No Trace' ที่ค่อยๆ สำรวจชีวิตคนจริงๆ ที่ต่อสู้ดิ้นรนอย่างเงียบๆ 'Shoplifters' ติดตามชีวิต 'ครอบครัวชั่วคราว' ในตรอกมืดของเมืองญี่ปุ่นที่ไม่ระบุชื่อ ผู้ใหญ่หารายได้จากงาน precarious เงินบำนาญเล็กน้อยของย่า และเด็กเร่ร่อน พวกเขาอยู่กันในห้องแออัด เด็กๆ ถูกสอนให้ขโมยของหนีบจากผู้ใหญ่ เราค่อยๆ รู้ว่าแทบไม่มีใครเกี่ยวข้องกันทางเลือด พวกเขาเลือกอยู่รวมกันแบบนอกกรอบสังคม ทุกคนล้วนหนีจากความสัมพันธ์ toxic หรืออันตรายมาก่อน ตลอดทั้งเรื่องที่เล่าผ่านเหตุการณ์สั้นๆ มากมาย เราจะเห็นว่าพวกเขาเชื่อมโยงกันด้วย 'ความเมตตา' มากกว่าเลือดเดียวกัน แม้ใช้ชีวิตบนขอบสังคม แต่พวกเขาให้และได้รับความรัก อีกข้อความสำคัญที่แฝงไว้คือ 'ความเงียบ' ฉากที่หนังฮอลลีวูดมักจะดราม่า ตะโกน หรือปะทะกับอำนาจ กลับจบอย่างเรียบง่ายที่นี่ เวลาถูกตั้งคำถามยาก ตัวละครตอบด้วยความจริงใจ แม้อยู่บนถนนผู้คนพลุกพล่าน ก็ยังรู้สึกสงบ ใกล้จบเรื่อง มีฉากสัมภาษณ์โดยพนักงานสังคมสงเคราะห์ที่ทรงพลัง คำตอบของ 'ครอบครัว' ชวนคิด เช่น "ทำไมสอนลูกให้ขโมย?" "...ไม่รู้จะสอนอะไรเขาอีก" หรือ "ไม่ใช่คุณที่ทิ้งย่าเหรอ?" "มีคนทิ้งเขาไว้ เราแค่รับมาเลี้ยง" และ "เด็กควรอยู่กับแม่แท้ๆ" "การให้กำเนิดไม่ได้ทำให้เธอเป็นแม่" ฉากเล็กๆ เหล่านี้เปิดหน้าต่างสู่ธรรมชาติมนุษย์ทั้งโลก
ครอบครัวเล็กๆ ของกลุ่มคนขโมยของเล็กๆ น้อยๆ พบเด็กหญิงที่หลงทางในตรอกหนาวเหน็บและตัดสินใจให้เธอเข้ามาอาศัยด้วย เข้าสู่เรื่องราวที่คิดว่าจะเป็นเพียงนิทานครอบครัวสอนใจอย่างอบอุ่น แต่กลับกลายเป็นผลงานพิเศษที่เต็มไปด้วยช่วงเวลาอันหวานละมุนและกระตุ้นความคิดไปพร้อมกัน ท้าทายแนวคิดเดิมๆ เกี่ยวกับนิยามของครอบครัวและความไว้เนื้อเชื่อใจ ด้วยเรื่องเล่าที่เศร้าและโศกสลด ชวนให้เราซึมซับความงามและความเป็นหนึ่งเดียวในวินัยเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ เผยความจริงอันขมปนหวานของมนุษย์ทีละชั้น ถ่ายทำอย่างยอดเยี่ยมด้วยภาพถ่ายที่ออกแบบมาให้อยู่รอบๆ ดวงตาของเด็กๆ พร้อมซาวด์แทร็กที่นุ่มนวลและโศกเศร้าให้ความรู้สึกลงตัวกับทุกฉาก การแสดงของนักแสดงทุกคนนั้นสุดยอด โดยเฉพาะเด็กๆ ที่แสดงได้สมจริงและเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์ บทภาพยนตร์นั้นยอดเยี่ยมและลุ่มลึก สะท้อนความเป็นจริงอันโหดร้ายที่จิตใจเราอาจรับได้ยาก ผ่านตัวละครที่ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยวิธีไม่ดี แต่ยังพยายามรักษาความบริสุทธิ์ในใจไว้ ภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ ดื่มด่ำ และสะเทือนใจ เต็มไปด้วยช่วงเวลาอันเจ็บปวดที่กระแทกใจผู้ชม แต่ในที่สุดก็เผยความจริงใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่เราเชื่อ ขอแนะนำอย่างยิ่งให้ได้ชม!
ฮิโรคาซุ โคเรเอดะ ผู้กำกับหนังญี่ปุ่นสุดโปรดของฉันอย่าง "ลูกของพ่อคือลูกของแม่" ได้กลับมาทำงานอีกครั้งกับ "โจรกรรมรักฉบับครอบครัว" หนังเรื่องนี้ท้าทายค่านิยมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเกี่ยวกับคำว่า 'ครอบครัว' และความสำคัญของพันธุกรรม เช่นเดียวกับผลงานก่อนหน้าของเขา ต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วสบายใจ...มีหลายช่วงที่โหดร้ายและสะเทือนใจ ดังนั้นควรคิดให้ดีก่อนตัดสินใจดู โดยเฉพาะถ้าคุณรู้สึกซึมเศร้าอยู่แล้ว อาจจะลองหาคอมเมดี้ดูแทนดีกว่า เนื้อเรื่องพูดถึงกลุ่มคนที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวเทียม แม้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่มีบทบาทเป็นปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลูก เป้าหมายหลักคือการอยู่รอดด้วยการช่วยกันลักขโมยแบบในเรื่อง "โอลิเวอร์ ทวิสต์" สิ่งที่หนังต้องการสื่อนั้นน่าสนใจ...ว่าคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรอาจเป็นพ่อแม่ที่ดีกว่าผู้ให้กำเนิดเสียอีก แถมยังสะท้อนภาพสังคมญี่ปุ่นที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น - ความเหลื่อมล้ำและผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้จะเพิ่งกลับจากญี่ปุ่นมา 3 สัปดาห์และแทบไม่เห็นความยากจนหรืออาชญากรรมให้เห็นชัด แต่หนังก็ตีแผ่ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ได้อย่างเจ็บลึก เป็นงานที่ท้าทายบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมจนบางคนอาจรับไม่ได้ สรุปคือเป็นหนังทำดีมากแต่อัดแน่นด้วยประเด็นหนักๆ อย่างการทารุณเด็กและการถูกทอดทิ้ง...ไม่ใช่เรื่องสนุกแต่อย่างใด แต่เป็นหัวข้อที่ไม่ควรมองข้าม
สวัสดีอีกครั้งจากโลกแห่งความมืดมน เราเคยคิดว่าครอบครัวต้องเป็นญาติทางสายเลือด หรือผ่านการสมรสและรับเลี้ยง แต่ฮิโรคาซู โคเรเอดะ ผู้กำกับมือเอกจากญี่ปุ่น (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง พ่อลูกสมานสันต์, 2013) ชวนเราตั้งคำถามใหม่: ความผูกพันที่แท้จริงเกิดจากสายเลือด หัวใจ หรือเงินกันแน่? เราเริ่มต้นด้วย 'พ่อ' โอะซามุ ชิบะตะ (ลิลี่ แฟรงกี้) และ 'ลูกชาย' โชตะ (โจ ไคริ) ที่ร่วมมือกันขโมยของในซุปเปอร์มาเก็ตอย่างคล่องแคล่ว ขากลับพวกเขาพบเด็กหญิงวัย 4-5 ขวบชื่อยูริ (มิยุ ซาซากิ) ตัวสั่นเทิ้มอยู่ตามลำพัง ดูเหมือนถูกทิ้งไว้ให้เผชิญความหนาว พวกเขาพาเธอกลับไปที่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่มี 'ครอบครัว' หลายรุ่นอาศัยอยู่ด้วยกัน - รวมทั้งย่าฮัทสึเอะ (คิริน คิกิ) แม่โนบูโยะ (ซากุระ อันโด) และลูกสาววัยรุ่นอาคิ (มายู มัตสึโอกะ) เมื่อพบร่องรอยการทารุณกรรมบนตัวยูริ ครอบครัวนี้ตัดสินใจเก็บเธอไว้แบบไม่เป็นทางการ นี่ไม่ใช่การรับเลี้ยง แต่เหมือนการรับเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของ 'แก๊ง' ที่ใช้ชีวิตด้วยการทำงานรับจ้างและขโมยของตามร้าน แม้ทำสิ่งผิด แต่พวกเขามีเกียรติยศแบบบิดเบือนของคนจน - ทุกคนต้องช่วยเหลือกันตามความสามารถ ย่าใช้เงินบำนาญของอดีตสามีที่เสียไปแล้ว ส่วนอากิทำงานในห้องแชทโป๊ โชตะฝึกเป็นมือขโมยชั้นเซียน แม้แต่ยูริตัวน้อยก็เริ่มเรียนรู้ หนังค่อยๆ เผยเบื้องหลังตัวละครแต่ละคนจนเราอยากเป็นกำลังใจให้พวกเขา โคเรเอดะใช้ฉากเรียบง่ายแต่ซ่อนความลึกซึ้งของความสัมพันธ์ ที่ทุกคนยอมเสียสละเพื่อกัน เขาตั้งคำถามสำคัญ: ครอบครัวที่เราเลือกเองจะแข็งแกร่งกว่าสายเลือดหรือไม่? สิ่งที่สำคัญอาจเป็นความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของที่แห่งนี้ ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลปาล์มดอร์จากเทศกาลคานส์ 2018 นี้ปิดท้ายด้วยการพลิกผันที่สะเทือนใจ ตัวตนที่แท้จริงของทุกคนถูกเปิดเผยทั้งสิ่งที่คาดไม่ถึงและเป็นไปตามคาด ประวัติศาสตร์ของแต่ละคนค่อยๆ เผยผ่านสององก์แรก ก่อนจะตบหน้าผู้ชมด้วยความจริงอันโหดร้ายในองก์สุดท้าย หนังชวนให้ถกประเด็นสังคมอย่างระบบสวัสดิการเด็กที่อาจทำร้ายเด็กทั้งที่ตั้งใจดี นี่คือเรื่องราวที่ทั้งจับใจและติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เราได้เห็นมุมหนึ่งของญี่ปุ่นที่มักไม่ค่อยปรากฏในภาพยนตร์ ใช่แล้ว ญี่ปุ่นก็มีอาชญากรรม (เล็กน้อย) เกิดขึ้น ใช่แล้ว ญี่ปุ่นก็มีคนจน และใช่แล้ว ญี่ปุ่นก็มีระบบสวัสดิการสังคม ภาพลักษณ์ของประเทศที่สมบูรณ์แบบและไร้ที่ติถูกลบเลือนไป เราได้เห็นวัฒนธรรมที่มีความเป็นมนุษย์และสมจริงมากขึ้น ไม่แน่ใจว่าการถูกพูดถึงมากเกินไปจะทำให้ความรู้สึกต่อหนังลดลงหรือเปล่า แต่ต้องยอมรับว่ามีการแสดงที่ยอดเยี่ยมบางส่วน แต่เรื่องราวไม่ได้โดดเด่นมากนัก นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันเกิดขึ้นในญี่ปุ่น
ผลงานเรื่อง The Third Murder (2017) ของ ฮิโรคาซู โคเรเอดะ เคยทำให้ฉันรู้สึกเย็นชาและตั้งคำถามว่าเขาเสียเสน่ห์ไปแล้วหรือไม่ โปรดยกโทษให้ฉันด้วย... แต่ Shoplifters ภาพยนตร์รางวัลปาล์มดอร์จากเทศกาลคานส์ปีนี้ คือการกลับมาอย่างสุดพลังอารมณ์ของโคเรเอดะ ที่ทำให้คุณสะเทือนใจไม่รู้ลืม นี่คือหนึ่งในผลงานชั้นครูของเขา ที่พิสูจน์ว่า 'ครอบครัว' ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงด้วยสายเลือดเสมอไปท่ามกลางโตเกียวอันวุ่นวาย โอะซะมุ ชิบะตะ (ลิลลี่ แฟรงกี้) ภรรยานอมินี โนบูโยะ (ซากุระ อันโดะ) และลูกสาวอย่างไม่เป็นทางการ อาคิ (มายู มัทสึโอกะ) ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นด้วยเงินบำนาญของย่าฮัทสึเอะ วันหนึ่งระหว่างโอะซะมุกับโชตะ (ไคริ โจ) ลูกชายจอมขโมยของพกถั่วไปช้อปปิ้ง พวกเขาเจอยูริ (มิยุ ซาซากิ) เด็กหญิงถูกทารุณ จึงพาเธอกลับบ้าน แม้จะยากจนแต่ทุกคนก็พร้อมมอบความอบอุ่นให้เด็กน้อยอย่างไม่ลังเลบางครั้งภาพยนตร์ก็เข้ามาตะกุกตะกักหัวใจคุณแบบไม่ทันตั้งตัว หลังดูจบ ฉันกับเพื่อนอีกหกคนต้องถกเถียงกันถึงสิ่งที่เพิ่งเห็น ไม่ใช่เพื่อวิเคราะห์โครงเรื่อง แต่เพื่อพูดคุยถึงแนวคิดเรื่องครอบครัวที่โคเรเอดะวาดไว้อย่างประณีต นี่คือพลังแท้จริงของหนังดี ที่ทำให้คุณเห็นคุณค่าของชีวิตและความสัมพันธ์โคเรเอดะหยิบยกธีมโปรดอย่างครอบครัวมาส่องผ่านเลนส์คมกริบอีกครั้ง ตั้งคำถามว่าเมื่อฐานรากของความสัมพันธ์สั่นคลอน ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอย่างไร แม้เขาจะสำรวจธีมนี้ในหนังอย่าง Nobody Knows (2004), Still Walking (2008), I Wish (2011), Like Father, Like Son (2013), Our Little Sister (2015) และ After the Storm (2016) มาก่อน แต่ Shoplifters กลับซับซ้อนและกินใจที่สุดตัวหนังถักทอแนวคิดหลายชั้นไว้แนบเนียน ทุกฉากล้วนเชื่อมโยงราวจิ๊กซอว์ที่ขาดชิ้นเดียวก็พัง บทพูดดูเรียบง่ายแต่แฝงความเจ็บปวดที่ค่อยๆ กัดกินใจ ไม่ตัดสินใคร แค่สะท้อนชีวิตคนชายขอบที่ยังมีเกียรติ แม้ต้องขโมยเพื่ออยู่รอด แต่ความรักและความไว้ใจคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้ด้วยกันเหล่านักแสดงเด็กทำได้สมจริงจนน่าทึ่ง ทุกตัวละครโดดเด่นในแบบของตัวเอง แม้เป็นขโมย แต่พวกเขามีหลักการ ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ใช้ชีวิตด้วยตรรกะวิบัติที่ว่า “บางครั้งการทำผิดก็เพื่อความอยู่รอด”โคเรเอดะไม่เร่งเร้าอารมณ์ แต่ค่อยๆ เก็บรายละเอียดตัวละครแบบเซน ก่อนจะปิดฉากด้วยตอนจบที่เหมือนถูกชกเข้าที่ท้อง แม้หนังยาว 2 ชั่วโมงแต่ให้ความรู้สึกเหมือน прожи lifetimes ไปกับตัวละคร Shoplifters คือบทพิสูจน์ว่า “ครอบครัวแท้” เกิดจากสายใจ ไม่ใช่สายเลือด ตามคำของย่าฮัทสึเอะที่ว่า “บางครั้งการได้อยู่กับครอบครัวที่เลือกเอง ก็ดีกว่าครอบครัวที่เกิดมา” - ประโยคทองที่ให้คิดได้อีกนาน
ในโตเกียว ครอบครัวชั่วคราวที่ยากจนอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านของสมาชิกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ ผู้ใหญ่ 3 คนมีงานทำรายได้น้อย ส่วนอีกคนรวมถึงเด็กชายวัยประมาณสิบขวบช่วยหารายได้ด้วยการขโมยของจากร้านค้า คืนหนึ่งครอบครัวนี้รับเด็กหญิงวัยประมาณหกขวบที่ไร้ที่อยู่เข้ามา โดยไม่รู้ว่าเธอหนีมาจากบ้านที่ถูกทำร้ายมาก่อน ฮิโระคาซุ โคเร-เอะดะ ผู้กำกับ/เขียนบทเคยสร้างภาพยนตร์แนวคล้ายกันในปี 2004 ชื่อ 'Nobody Knows' ซึ่งเหมือนกับ 'Shoplifters' ที่กล้าจะเจาะลึกชีวิตเด็กในความยากจน แม้ 'Shoplifters' จะถูกยกย่องอย่างมากในปี 2018 แต่ฉันกลับรู้สึกต่างออกไป เพราะมีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบ ในขณะที่ชื่นชม 'Nobody Knows' อย่างมาก ตัวละครในสภาพชีวิตยากลำบากก่อให้เกิดคำถามมากมาย: แม้ผู้ใหญ่จะดีที่รับเด็กจากครอบครัวปัญหาไว้ แต่การสอนให้พวกเขาขโมยของก็สร้างข้อกังขาทางศีลธรรมอย่างหนัก ในสถานการณ์ปกติการกระทำนี้ผิดชัดเจน แต่ในสภาพเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด มันยังผิดอยู่หรือ? แม้เจ้าของร้านบางคนดูจะยอมรับการขโมยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน เรื่องนี้น่าจะถูกขยายความมากขึ้น แต่กลับจบแบบคลุมเครือ สไตล์การกำกับของโคเร-เอะดะค่อนข้างธรรมดา แม้เนื้อหาจะไม่ธรรมดา การกำกับอาจสร้างอิมแพคต์ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับ 'Roma' ที่เปลี่ยนเรื่องปกติให้น่าติดตาม แม้ตัวละครและเรื่องราวน่าสนใจ แต่ระยะเวลาสองชั่วโมงยังต้องการการพัฒนาตัวละครที่ลึกซึ้งกว่า 'Shoplifters' ยังขาด 'ศูนย์กลางทางศีลธรรม' ที่สำคัญสำหรับเรื่องที่คลุมเครือขนาดนี้ บางทีศูนย์กลางนั้นอาจคือเด็กหญิงยุริ (รับบทโดย ยาสุ โฮโจ ที่เล่นได้ประทับใจ) ผู้บริสุทธิ์ในโลกอันโหดร้าย - dbamateurcritic
'Shoplifters' นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนชายขอบของสังคมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แออัดชานกรุงโตเกียว ใช้ชีวิตด้วยการทำงานรับจ้างทั่วไป อาชญากรรมเล็กน้อย และงานบริการทางเพศ คืนที่หนาวเหน็บ พวกเขารับเด็กหญิงที่ถูกทารุณจากครอบครัวใกล้เคียงมาเลี้ยงดู แล้วรับเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนร่าเริงของพวกเขา หลังเพิ่มสมาชิกใหม่ กลุ่มนี้เริ่มรู้สึกตัวว่าเป็น 'ครอบครัว' ที่แท้จริง อยู่รวมกันภายใต้การดูแลของหญิงชราผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว แม้จะใช้ชีวิตแบบคนนอกสังคมด้วยความสามัคคีที่ดูไม่สมจริง แต่กลับขาดการพัฒนาตัวละครที่ลึกซึ้งชดเชยกับเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปแบบเรียบง่าย ครอบครัวนี้รอดพ้นวิกฤตใหญ่มาได้ แต่เมื่อการโจรกรรมครั้งหนึ่งผิดพลาด ทุกอย่างก็พังทลายลง ความลับจากอดีตถูกเปิดเผย สายสัมพันธ์เริ่มเปราะบางเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและความซื่อสัตย์ถูกทดสอบ แม้ 'Shoplifters' จะได้รับรางวัลชื่อดังหลายรางวัลและได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในงานออสการ์ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังเท่าที่ควร แม้หนังจะดูเหมือนสะท้อนสังคมตามสไตล์เรียลลิสม์ แต่จริงๆ แล้วใกล้เคียงเทพนิยายมากกว่า และในท้ายที่สุด ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมสมาชิกอคาเดมี่ถึงเลือก 'Roma'
ได้ชมในรอบการแข่งขันหลัก (En Competition) ที่เทศกาลเมืองคานส์ 2018 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2018 นี่คือภาพยนตร์ที่ชอบที่สุดในเทศกาลจากบรรดาหนังที่เข้าชิงทั้งหมด การแสดงที่ยอดเยี่ยมทุกบทบาท การกำกับที่เฉียบคม บทเขียนสุดล้ำเลิศ หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้วยการกำกับโดยผู้กำกับสายมนุษยนิยมที่เดินตามรอยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง De Sica และ Bresson แนะนำไม่หวาดไม่ไหว! สัจนิยมสังคมที่สะเทือนใจจนหัวใจสลาย เรียกว่าเป็นคลาสสิกสมัยใหม่ที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว ให้สิบเต็มสิบไม่ลังเล!
ซากุระ อันโดะ สวยจนตาลาย แต่ความสามารถในการแสดงของเธอก็เด่นไม่แพ้กัน เธอโดดเด่นมาก ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับหนังที่การแสดงทุกคนดีขนาดนี้ ฉันสนุกกับหนังเรื่องนี้มาก เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ ทั้งที่คิดว่าเรื่องแนวนี้จะสร้างเซอร์ไพรส์นอกเหนือจากพลิกลุคหรือสยองขวัญได้ยาก การจัดประเภทเป็น 'อาชญากรรม, ดราม่า' ไม่ถูกต้องนัก แต่ก็เข้าใจได้ นี่คือหนังดราม่าที่ทั้งดราม่าและอาชญากรรมก็ถูกบดบังด้วย 'หัวใจ' ของหนังเรื่องนี้ และคำว่า 'หัวใจ' นี่แหละที่แม้แต่คนบูดบั่นอย่างฉันยังยอมรับ หนังสัมผัสใจคุณได้ลึกซึ้ง ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์สำคัญแค่ไหน ไม่ใช่แบบน้ำเน่า แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าความต้องการความผูกพันสามารถเติมเต็มได้ง่ายๆ จนกลายเป็นความรักแบบครอบครัวที่จริงใจ
‘Shoplifters’ เป็นเรื่องราวสะเทือนใจของครอบครัวชนชั้นแรงงานในโตเกียวที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดวันต่อวัน บทภาพยนตร์ที่เฉียบคมพร้อมรายละเอียดอันน่าประทับใจนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของครอบครัวที่หันไปพึ่งอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่เมื่อพลอตเรื่องค่อยๆ เผยออกมา เราจะเห็นเหตุผลเบื้องหลังการกระทำและทางเลือกของตัวละครแต่ละคนที่ค่อยๆ เชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียน แม้บางฉากอย่างการขโมยของของเด็กชายกับพ่อ (ตามชื่อเรื่อง) หรือหญิงสาวที่หารายได้จากอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ อาจทำให้รู้สึกอึดอัดและตั้งคำถามถึงศีลธรรมของตัวละคร แต่สถานการณ์ที่พวกเขาตกอยู่และส่วนหนึ่งเป็นผู้เลือกเองนั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละเมียดละไมและปราศจากการตัดสิน ซึ่งน่าชื่นชม แม้บรรยากาศหนังจะหม่นหมองและเต็มไปด้วยอารมณ์อันดิบเดื่อย แต่การแสดงและบทกลับไม่ตอกย้ำความเศร้าหรือดราม่าเกินจริง แต่เสนอชีวิตและความรู้สึกของตัวละครตามความเป็นจริงอย่างนุ่มลึก หนังเรื่องนี้อาจดำเนินเรื่องช้าและไม่ได้ตระการตาด้วย视觉效果 แต่กลับซ่อนความงามที่ตราตรึงจนคว้ารางวัลปาล์มดอร์มาได้อย่างไม่น่าแปลกใจ ‘Shoplifters’ คงจะติดลิสต์หนังดีแห่งปีและอาจกลายเป็นคลาสสิกที่คนพูดถึงอีกยาว ไม่ว่าคุณจะมาจากวัฒนธรรมไหนก็ตาม เราแนะนำให้ลองดูหนังเรื่องนี้เพราะมันจะทิ้งรอยประทับและดึงความรู้สึกร่วมจากผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง
6.1

Take My Hand (2024)
7.2

Wish Dragon (2021) มังกรอธิษฐาน

I Know What You Did Last Summer (2025) ซัมเมอร์สยอง…ต้องหวีด
5.7

The SpongeBob Movie Search for SquarePants (2025) เดอะ สพันจ์บ็อบ มูฟวี่ ภารกิจตามหาสพันจ์บ็อบ
3.5

Zim Zim Ala Kazim (2024) แก๊งปราบผีช่วยคาซิม
7.7

Primal Fear (1996) ไพรมอลเฟียร์ สัญชาตญาณดิบซ่อนนรก
5

Autumn Fairy Tale (2019) รักนี้ชั่วนิรันดร์
5.2

The Year I Started Masturbating (2022)
5.5

Seoul Raiders (2005)
5.3

She Taught Love (2024)
4.7

The Painter จิตรกร (2024)
7.3

LiSA Another Great Day (2022)