
Freelance (2015) ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เรื่องราวแนวหนังรักที่อาจไม่ต้องพึ่งการตีความแบบล้ำลึกนัก ดูเหมือนเป็นหนังรักที่เข้าถึงตลาดในวงกว้างได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เนื้อเรื่องที่พบเห็นกันเกลื่อน มีความน่าสนใจตรงที่มีการใช้การทำงานของฟรีแลนซ์มาเป็นลูกเล่นบางอย่างในการเล่าเรื่อง ตรงมาลองดูกันว่านวพลจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกำกับของเขามาช่วยให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิมยังไงอีกครับ

ฟรีแลนซ์ผู้ทำงานหนักตกหลุมรักกับคุณหมอ
ยุ่น (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ชายวัย 30 คือฟรีแลนซ์มือรีทัชรูปที่งานยุ่งที่สุดในประเทศไทย ความสุขของฟรีแลนซ์อย่างยุ่น นอกจากการได้เห็นงานเต็มปฏิทิน ไม่เว้นวัน เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการแล้ว ก็คืองานเร่ง งานด่วน งานที่ลูกค้าแก้ไม่รู้จบ มันเป็นความท้าทายที่นักรบมืออาชีพแบบเขาต้องทำให้ได้ โดยไม่มัวไปเสียเวลาด่าลูกค้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม เจ๋ (วิโอเลต วอเทียร์) โปรดิวเซอร์รุ่นน้องจากเอเจนซี่โฆษณา ถึงจ่ายงานให้เขาทำอย่างสม่ำเสมอ จนเต็มปฏิทินล่วงหน้าไปหลายเดือน ทุกครั้งที่เจ๋โทร.มา ยุ่นจะรู้ว่า ความสนุกกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
เราคิดว่าจะได้ดูหนังรักคอมเมดี้สุดติ่งแบบไทยๆ แต่กลับต้องประหลาดใจกับความซื่อตรงและความเกี่ยวข้องกับยุคสมัยปัจจุบันของเรื่องนี้... เรื่องราวเรียบง่ายสุดๆ ‘ยูน’ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) คือนักออกแบบกราฟิกและรีทัชภาพฟรีแลนซ์วัย 30 ที่งานยุ่งที่สุดในไทย หลังจากอดนอนทำงานติดต่อกัน 5 วัน ผื่นประหลาดก็เริ่มขึ้นตามตัว ยูนตัดสินใจไปโรงพยาบาลรัฐบาลและได้พบ ‘หมออิม’ (ดาวิกา โฮร์เน่) ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล... บอกเลยว่านี่ไม่ใช่หนังรักคอมเมดี้แบบที่คิด! แม้ทุกโปสเตอร์และตัวอย่างจะดูล่อหลอกไว้แบบนั้น แต่หนังกลับเล่นเกม ‘จะได้กันไหม’ ได้อย่างเจ๋งมาก หนังให้อารมณ์เงียบขรึม ใช้ความคิดและใคร่ครวญ มันวิเคราะห์ตัวยูน ‘มนุษย์งาน’ ว่าอะไรทำให้เขาทำงานหนัก ทั้งที่โครงเรื่องแบบ ‘ตาสว่าง’ ถูกทำมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่หนังก็ไม่ย่ำอยู่กับที่ และผู้กำกับยังแทรกมุกตลกเข้าไปในเรื่องหนักได้อย่างเนียนเฉียบ บางฉากก็สะท้อนไลฟ์สไตล์มนุษย์งานได้เห็นภาพ เช่น ตอนที่ยูนสนใจแต่งรูปในงานศพพ่อเพื่อนสนิทจนต้องหาสัญญาณ Wi-Fi ต่อ หรือฉากที่ชีวิตเขาหมุนวนระหว่าง Deadline งาน และต่อมากลายเป็นนัดตรวจรักษาตัว... หนังอาจดูช้าในตอนกลาง แต่การแสดงไร้สีหน้าของซันนี่ก็ดึงดูดมาก แม้ตัวละครจะเรียบร้อยแต่กลับดูมีเสน่ห์ เราเฝ้าลุ้นให้เขาก้าวไปกับหมออิมและหันมาสนใจชีวิตบ้าง วิธีที่หนังเล่าเรื่องโดยไม่ใช้คำสอนเก่าๆ นี่แหละที่ทำให้มันพิเศษ!
ท่ามกลางหนังโรแมนติกคอมเมดี้จาก GTH ที่เราชื่นชอบในหลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่า ‘Heart Attack’ คือเรื่องโปรดของเราที่สุด แม้จะไม่ใช่โรแมนติกคอมเมดี้แบบเต็มตัวก็ตาม ใช่ครับ เรื่องนี้มีรักหวานฉ่ำระหว่าง ‘ยูน’ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ชายวัย 30 กับ ‘อิม’ (ดาวิกา โฮร์เน่) แพทย์หญิงฝึกหัด แต่แก่นแท้ของเรื่องคือคอมเมดี้ดำที่สะท้อนอันตรายของการทุ่มเทให้งานจนละเลยสุขภาพ ความสัมพันธ์ และชีวิตส่วนตัว การจะหยิบธีมแบบนี้มาทำหนังไม่ใช่เรื่องง่าย นั่นคือเหตุผลที่ผู้กำกับ-เขียนบท นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ควรได้คำชมสำหรับการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างเฉียบคม มีเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยมุกตลกฉากับ นวพลสร้างเรื่องราวรอบตัวยูน นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์ที่ทุ่มเทให้งานจนอวดได้ว่าไม่นอนติดต่อกัน 5 วัน ขณะที่มองว่าคำแนะนำ ‘นอน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน’ จากกระทรวงสาธารณสุขเป็นเรื่องตลก ความหมกมุ่นของยูนส่วนหนึ่งมาจากความต้องการเป็นที่หนึ่ง อีกส่วนคือธรรมชาติของวงการที่ต้องตามใจลูกค้าที่เปลี่ยนไอเดียบ่อยเสียจนตามไม่ทัน เพราะชีวิตมีแต่งาน ยูนจึงมีเพื่อนเพียง 3 คน - เจ (ไวโอเลต วอเทียร์) โปรดิวเซอร์, ไก่ พนักงานเซเว่นที่เขาชอบซื้อเกี๊ยวกุ้งมากิน และเพื่อนเก่าที่เจออีกครั้งในงานศพ เขาไม่ทำกิจกรรมอะไรนอกจากงาน เพราะมองว่าเป็นเวลาที่เสียเปล่า แม้แต่การนอนก็เป็นเรื่องไม่สำคัญ ทุกอย่างดูโอเคจนกระทั่งเขามีผื่นขึ้นที่คอ และลามไปทั่วตัว หลังเสียเงินเกือบ 7,000 บาทไปกับคลินิกเอกชนโดยไม่หาย ยูนตัดสินใจไปโรงพยาบาลรัฐ และได้พบอิม แพทย์ฝึกหัดที่ยังอ่านหนังสือเรียนอยู่ แม้เราอยากให้ความสัมพันธ์แพทย์-คนไข้พัฒนาสู่ความรัก แต่ผู้กำกับเลือกเลี่ยงคลิชเช่เดิมๆ เพื่อสร้างเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่า อิมคือคนที่ชี้ให้ยูนเห็นว่าไลฟ์สไตล์ของเขากำลังทำร้ายตัวเอง โดยผื่นคันเป็นแค่สัญญาณภายนอกของร่างกายที่กำลังพังจากภายใน เธอยังแนะนำให้เขาลองออกกำลังกาย หางานอดิเรก คบเพื่อนใหม่ หรือไปเที่ยวทะเล การดูแลอย่างใส่ใจของอิมทำให้ยูนเริ่มเปลี่ยนแปลง แม้แต่ยานอนหลับที่เขาเรียกว่า ‘ยาช้าง’ ก็กินตามคำสั่งแพทย์เพราะไม่อยากให้เธอเสียใจ การเล่าเรื่องจากมุมมองของยูนทำให้เรารู้ว่าเขาหลงรักอิม แต่เหมือนตัวละครที่อดนอน เราก็ไม่รู้ว่าอิมรู้สึกเหมือนกันไหม ความคลุมเครือนี้ไม่ใช่ข้อเสีย เพราะทำให้เราเห็นโลกตามสายตายูน และเข้าใจความหมกหมุ่นของเขามากขึ้น ต่อให้เราไม่ได้ทำงานฟรีแลนซ์ แต่ทุกคนคงเคยเข้าใจความพยายามที่จะเป็นที่สุด ความเครียดจากเดดไลน์ และความต้องการของลูกค้า นวพลใช้เสียงบรรยายให้เราเข้าใจความคิดยูน แต่การแสดงของซันนี่ทำให้เรา ‘รู้สึก’ ถึงความปรารถนา ความผิดหวัง และความสงบในตอนจบได้จริงๆ หลายฉากคือยูนนั่งทำงานคนเดียวในห้อง แต่เมื่ออยู่กับอิม ถึงเวลาจะสั้นและอยู่ในห้องตรวจ แต่เคมีระหว่างคู่ก็หวานชื่นเป็นธรรมชาติ แม้ไม่พัฒนาสู่ความรัก แต่เป็นความผูกพันที่ทำให้ทั้งคู่อยากเห็นอีกฝ่ายมีความสุข แม้ ‘Heart Attack’ จะไม่ใช่โรแมนติกคอมเมดี้แบบเดิม แต่มันชนะด้วยมุมมองเจาะลึกอาชีพฟรีแลนซ์ การจัดลำดับความสำคัญในชีวิต และการ珍惜สิ่งที่สำคัญ หนังยาว 2 ชั่วโมงอาจรู้สึกยืดบ้าง แต่การโฟกัสที่ตัวยูนอย่างเข้มข้นทำให้เราหลงรักตัวละครนี้ไปจนจบ นี่คือหนังศึกษาบุคลิกที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมสไตล์การเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ GTH ที่สร้างสรรค์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ชีวิตมีความหมายว่าอะไร? คือการทำงานหรือเปล่า? คือการเอาชีวิตรอด? หรือว่าคือความรัก? มนุษย์ต้องมีเป้าหมาย ยุนไปพบแพทย์ที่คลินิกก่อนเริ่มวงสังคมใหม่และฟื้นฟูความห่วงใยที่มีต่อผู้อื่น นี่ไม่ใช่เรื่องราวความรัก แต่เป็นเรื่องของการมีอยู่ที่โดดเดี่ยวของคนเมืองใหญ่
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของนักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์ที่ทำงานหนัก มีความสามารถ รับผิดชอบ และเชื่อถือได้ เขาภูมิใจที่อดนอนเพื่อส่งงานตรงเวลา แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เมื่อไปพบแพทย์ คำแนะนำด้านสุขภาพกลับขัดกับตารางงานที่แน่นหนา เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ แปลกใจมากที่รอบฉายเย็นวันอังคารของ 'Heart Attack' เต็มเกือบหมด! คิดว่าน่าจะเพราะคำบอกต่อปากกันดี หนังเริ่มต้นได้ฮามาก หลายฉากทำให้คนในโรงหัวเราะลั่น ชอบที่มุกความคิดของยุนตลกโคตรๆ ส่วนเสียงประกอบก็ทำได้เจ๋งมาก โดยเฉพาะฉากที่เพลงบรรเลงตื่นเต้นถูกตัดกลางคัน สร้างอารมณ์ได้สะดุด! นักแสดงก็เล่นดีทั้งหมด ยุนเป็นคนติ่งแต่ดูน่าชอบ ส่วนหมออิมก็หล่อมีเสน่ห์ ส่วนเจก็น่ารักมาก เป็นเพื่อนที่คอยสนับสนุนสุดๆ 'Heart Attack' เป็นหนังที่ทั้งสนุกและอบอุ่นใจ ดูแล้วมีความสุข และดีใจที่ได้ดูในโรงที่ฮ่องกง ถ้าไม่ฉายที่นี่อาจไม่มีโอกาสได้รู้จักหนังดีๆ แบบนี้เลย
เขียนบทและกำกับได้อย่างยอดเยี่ยม รู้สึกดื่มด่ำไปกับเนื้อเรื่องที่ค่อยๆ เผยออกมา แนะนำให้ดู 100%
ก่อนอื่นผมเป็นคนรัก Photoshop ผมตัดสินใจดูหนังเรื่องนี้หลังจากดูตัวอย่าง (ผมค้นหา Bad Genius แล้วหนังเรื่องนี้ก็อยู่ในลิสต์แนวเดียวกัน) เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมาก ไม่มีช่วงไหนที่ทำให้คุณรู้สึกเบื่อเลยแม้แต่นาทีเดียว ถ้าคุณชอบ Photoshop คุณจะหลงรักส่วนเสริมเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องนี้ ผมบอกได้เลยว่าทุกคนในโรงต้องชอบหนังเรื่องนี้แน่นอน
หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในแนวโรแมนติกคอมเมดี้ แต่เดี๋ยวก่อน... กลับทำให้ฉันรู้สึกกังวลแทน! เนื้อเรื่องสะท้อนชีวิตฟรีแลนซ์สมัยใหม่ได้อย่างเห็นภาพ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบหรือโปรแกรมเมอร์ ต่างก็ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับงานไม่รู้จบ นอนน้อย ใช้ชีวิตไม่เป็นสุขภาพ แถมยังสันโดษ ไม่มีความสุข นอกจากตอนได้งานจากบริษัทใหญ่ๆ หนังพาเราไปสำรวจทุกมุมของชีวิตฟรีแลนซ์ทั้งเรื่องงานและความสัมพันธ์พอดีๆ เมื่อยุนเจอกับหมออิม ความรักก็เริ่มขึ้น แต่สำหรับคนชีวิตรกๆ แถมสันโดษแบบเขา การสร้างความสัมพันธ์หรือแม้แต่การคุยจริงจังกับคนสมบูรณ์แบบแบบหมออิมแทบเป็นไปไม่ได้ หนังจะพาคุณไปสัมผัสความกังวล ความเหงาที่ไม่มีใครแบ่งปัน โชคดีที่เจอยู่ข้างๆ ตลอด เธอเข้าใจความเหงาของยุน แม้ตัวเองจะมีครอบครัวแล้วก็ยังไม่ทิ้งเขาไว้ตัวคนเดียว เนื้อเรื่องซับซ้อนและเชื่อมโยงกับชีวิตฟรีแลนซ์ยุคปัจจุบันได้ดี การดำเนินเรื่องก็เข้มข้น ดึงให้คนดูรู้สึกเครียดตามได้อยู่หมัด แต่ถามจริง... นี่คือหนังคอมเมดี้เหรอ? ฉันไม่ได้ขำกับมุกส่วนใหญ่เลยเพราะเล่าแบบเรียบๆ เสียงเดียว ให้ 7/10 เพราะส่วนคอมเมดี้ทำไม่ดี และโรแมนติกก็ไม่จุใจ
หนังเรื่องนี้ติดลิสต์หนังโปรดของฉันไปแล้ว ตอนเริ่มดูก็รู้สึกเฉยๆ แต่ดูไปซักพักก็ติดหนึบจนหยุดไม่ได้ หนังแบบนี้สมควรได้รับความนิยมมากกว่านี้ แนะนำให้ลองดูกันครับ!
เรียบง่าย ลึกซึ้ง จริงใจ และน่าประทับใจ กับภาพยนตร์ที่ดูง่ายในช่วงเวลาที่ผ่านมา; P.S.: ตอนจบอาจทำให้คุณต้องหาข้อสรุปด้วยตัวเอง... นั่นทั้งตื่นเต้นและน่าหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน...
เหมือนกับการรักษา ฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะสั้นกว่านี้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าถ้ามันยาวกว่านี้ฉันจะไม่ดูอีกนะฮ่าๆ ตอนดูอยู่ดีๆ ฉันถึงกับหยุดกลางเรื่องเพื่อตรวจดูว่าเหลือเวลาอีกเท่าไร แล้วก็ตื่นเต้นมากที่รู้ว่ายังเหลืออีกตั้งชั่วโมง! แต่พอเรื่องดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่งที่การเล่าเรื่องยังวนอยู่กับที่โดยไม่พยายามนำเสนออะไรใหม่ๆ ความรู้สึกนั้นก็เปลี่ยนไป เรื่องนี้น่าจะดีกว่านี้ได้ถ้าไม่ใช่เพราะมิตรภาพของยุนกับเจที่พัฒนาขึ้นมา ถ้าเข้ามาดู 'Heart Attack' แบบไม่รู้เนื้อเรื่องมาก่อน ฉันอาจคาดหวังให้มันเป็นโรแมนติกหวานๆ หรือสะเทือนใจ เลยรู้สึกถูกแย่งอะไรไปหน่อย (แค่อยากฟินส์今晚ฮ่าๆ) ถึงอย่างนั้น การได้เห็นชีวิตฟรีแลนซ์และเอเจนซี่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ ตั้งแต่เด็กๆ ฉันก็ฝันอยากเป็นแบบพวกเขา แต่ก็รู้ดีว่าอาชีพนี้เหนื่อยแค่ไหน ดีใจที่ได้เห็นการนำเสนอภาพพวกเขาพร้อมกับแรงงานทั้งหมดที่ขับเคลื่อนโลก มันทั้งเศร้าและน่าอาฆาตที่สภาพการทำงานยังแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งที่ยุคสมัยก้าวไกลแล้ว เราเหนื่อยใจกับการแยก 'งาน' ออกจาก 'คุณค่า' ของตัวเอง จนต้องพยายามทำเกินจำเป็น นี่คือความจริงเจ็บปวดที่เราต้องก้าวข้าม เพราะชีวิตมีแค่ครั้งเดียว... ไปดูพระอาทิตย์ตกให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้เถอะ!
ถ้าคุณชอบหนังไทยต้องดูเรื่องนี้! เรื่องราวของหนุ่มกราฟิกดีไซน์เนอร์ที่ทำงานหนักทุกวันโดยไม่ได้นอนหรือกินอาหาร จนเกิดปัญหาในชีวิตขึ้น! เขาจะจัดการยังไง? ถึงเป็นเรื่องเรียบง่ายแต่การเล่าเรื่องและการกำกับนั้นสุดยอดมาก ได้ทั้งความบันเทิงและความรู้สึกซาบซึ้ง ส่วน 'ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์' รู้อยู่แล้วว่าคุณเล่นดีจากเรื่อง ' Brother of the Year' และ 'I Fine..Thank You..Love You' แต่เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าคุณคือนักแสดงระดับเทพจริงๆ เป็นดวงใจของหนัง 100% ส่วน 'เดวิกา' นั้นสวยงดงามเหมือนนางฟ้าทุกครั้งที่ขึ้นจอ ที่สำคัญหนังยังสอดแทรกประเด็นสังคมที่ใกล้ตัวมากๆ จึงคิดว่านี่คือหนังที่ทุกคนต้องดูโดยเฉพาะวัยรุ่น年轻人 ห้ามพลาดเลย!
7.2

Friend Zone (2019) ระวัง สิ้นสุดทางเพื่อน
Home for Rent (2023) บ้านเช่า บูชายัญ