
Drive (2011) ขับดิบ ขับเดือด ขับดุ ไดรเวอร์.(ไรอัน กอสลิ่ง).นักขับสตันท์ที่ทำงานในฮอลลิวู้ด แต่ในโลกใต้ดินเขาเป็นที่รู้จัก จากการรับจ้างขับรถหนีในทุกสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ไดร์เวอร์ พบว่าตัวเองกลายเป็นเป้าของกลุ่มคนที่อันตรายที่สุดในแอลเอ โดยเฉพาะหลังจากที่เขาช่วยเหลือ ไอรีน.(แครี่ มัลลิแกน).จากการถูกทำร้าย และ.เมื่อเขาถูกไล่ตามอย่างกระชั้นชิดขึ้นมาทุกเสี้ยววินาที. สิ่งเดียวที่ ไดร์เวอร์ สามารถทำได้เพื่อความอยู่รอดก็คือเ….ซิ่ง!

สตันท์แมนหนังแอคชันฮอลลีวูดผู้ลึกลับต้องเผชิญปัญหาเมื่อช่วยสามีของเพื่อนบ้านปล้นร้านรับจำนำ ในขณะที่ตนทำหน้าที่เป็นคนขับรถหนีจนถูกแก๊งอันธพาลตามล่า
ไดรเวอร์ (ไรอัน กอสสลิ่ง) นักขับสตันท์ในฮอลลิวูดที่รับจ้างขับรถหนีใต้ดิน ต้องกลายเป็นเป้าหมายของแก๊งอันตรายในแอลเอหลังช่วยเหลือไอรีน (แครี่ มัลลิแกน) จากถูกทำร้าย เขาต้องซิ่งสุดชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอดจากการไล่ล่าที่รุนแรงขึ้นทุกวินาที!
ภาพยนตร์ 'Drive' คือผลงานที่ผสมผสานความสวยงามของภาพ เสียงดนตรีที่ตราตรึง และเรื่องราวเข้มข้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่เปิดเรื่อง คุณจะถูกดึงเข้าสู่โลกแห่งแสงนีออนและพลังงานเร้าใจที่ทั้งคลาสสิกและทันสมัย เรื่องราวติดตามตัวละครหลักไร้นาม (ไรอัน กอสลิง) ที่ทำงานเป็นนักแสดงแทนในกลางวันและคนขับรถหนีตำรวจกลางคืน ชีวิตเขาพลิกผันเมื่อพบกับไอรีน (แคร์รี มัลลิแกน) เพื่อนบ้านสวยหวาน และสามีปัญหาของเธอ หนังผสมความโรแมนติก แอ็คชั่น และหนัง noir ได้อย่างแนบเนียน พร้อมพัฒนาตัวละครที่ลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติจุดเด่นของ 'Drive' คือจังหวะการเล่าเรื่องที่แปลกตา ใช้เวลาสร้างความตึงเครียดก่อนปะทุเป็นฉากแอ็คชั่นสุดดุเดือด บทพูดที่เรียบง่ายแต่สื่ออารมณ์ได้คมชัด ทำให้เราเห็นความขัดแย้งภายในของตัวเอก ฉากเงียบที่สลับกับความรุนแรงสร้างสมดุลอันน่าประทับใจที่ตรึงผู้ชมไว้ไม่กระพริบการกำกับของนิโคลัส วินดิง เรฟน์ เต็มไปด้วยสไตล์เฉพาะตัว ทั้งหยาบกระด้างและเลอค่า การใช้สีสันเรืองรองแบบยุค 80 แต่ยังดูทันสมัย พร้อมมุมกล้องที่เปลี่ยนลอสแองเจลิสให้มีชีวิตเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องเสียงเพลงประกอบเป็นอีกดาวเด่น ทั้งแนว synth-pop และ ambient ที่เสริมอารมณ์ให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น อย่างเพลง 'Nightcall' โดย Kavinsky ที่สร้างเอกลักษณ์ไม่รู้ลืม'Drive' คืออัญมณีทางภาพยนตร์ที่ทลายกรอบประเภทหนังทั่วไป มันคือเรื่องราวที่ติดอยู่ในหัวคุณนานหลังจากจบ credits ให้คุณคิดทบทวนชีวิตและการเลือกของมนุษย์ ด้วยการกำกับชั้นยอด การแสดงที่น่าประทับใจ และการรวมตัวของสไตล์กับเนื้อหาที่ลงตัว 'Drive' คือหนังที่คนรักหนังต้องดู ไม่ใช่แค่เรื่องขับรถ แต่คือการเดินทางสู่ความมืดมิดและงานเฉลิมฉลองศิลปะแห่งภาพยนตร์
ผมคิดว่าพวกเราต่างจำได้ดีเมื่อได้ยินชื่อ Ryan Gosling หลังจากเรื่อง The Notebook ฉาย ผู้ชายส่วนใหญ่รวมถึงตัวผมเองมักมองข้ามความสามารถในการแสดงของเขาไป ซึ่งนั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีเลยที่เราจะไม่ชื่นชมนักแสดงคนหนึ่ง แม้หนังรักแนวๆ นั้นจะไม่ใช่แนวที่ผมชอบเท่าไหร่ แต่หนังแต่ละเรื่องของเขาก็เริ่มทำให้ผมประทับใจมากจริงๆ ถึงเวลาต้องมาดูแล้วว่าเขาจะทำได้ดีแค่ไหนในหนังแอ็กชัน... และเชื่อผมเถอะ นี่คือหนังแอ็กชันที่เจ๋งที่สุดที่ผมดูมานานเลย มันไม่ใช่หนังยิงกันสนุกๆ แบบทั่วไป แต่มีกลิ่นอายหนัง noir ที่ทำให้มันโดดเด่นกว่าหนังเรื่องอื่นๆ เริ่มจากจังหวะของหนัง บางคนอาจบอกว่าช้า แต่สำหรับผมมันเหมือนถูกสะกด ตัวละครหลักที่ Gosling รับบทเป็นคนเย็นชา เงียบสงบ แทบไม่พูดไม่กระพริบตา หรือแสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น หนังเต็มไปด้วยช่วงหยุดนิ่งๆ ของตัวละครที่บางคนอาจรู้สึกอึดอัด แต่สำหรับผมมันกลับดูสวยงามเพราะวิธีการนำเสนอ เหมือนในหนัง Heat ที่ตัวละครของ Dinero, Kilmer, Sizemore, Trejo แทบไม่คุยกัน แต่ความรู้สึกโดยรวมกลับดูสนุก นั่นคือความรู้สึกเดียวกับที่คุณจะได้จากหนังเรื่องนี้ และเมื่อเรื่องดำเนินไป ตัวละครของ Gosling ก็เริ่มแสดงออกมากขึ้น... ในแบบที่เลือดสาดกว่าเดิม ไม่ใช่แบบสยองสไตล์ Tarantino แต่เป็นความรุนแรงแบบ David Cronenberg (History of Violence, Eastern Promises) คือความรุนแรงที่เงียบแต่พลุ่งพล่านจนคาดไม่ถึง ซึ่งผมชอบมาก หนังก็ค่อยๆ สร้างความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาตัวละครที่เย็นชาให้กลายเป็นฮีโร่สุดเท่ แต่สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ที่สุดคือความรู้สึกโดยรวม มันผสมผสานระหว่าง Heat กับ Taxi Driver ได้อย่างลงตัว พร้อมความศิลปะในการเล่าเรื่อง ที่บอกว่าหนังสะกด觀眾ได้จริงๆ พอหนังเริ่มตา你就อดละสายตาไม่ได้ งานภาพสวยงาม เพลงประกอบทันสมัยและเจ๋งมาก การแสดงก็สุดยอด ทุกองค์ประกอบถูกจัดวางมาอย่างสมบูรณ์แบบ สรุปเลย... ผมอาจต้องไปดูอีกรอบ ซึ่งปกติไม่เคยทำแบบนี้ นี่แหละความเจ๋งของหนัง มันคือหนังแอ็กชันอาร์ตเฮ้าส์ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องหลงรัก ถ้ามีโอกาส ไปดูให้ได้... คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน
‘Drive’ คือภาพยนตร์แอ็คชั่นอาร์ตเฮ้าส์ที่ทั้งทรงพลังและถูกถ่ายทอดอย่างยอดเยี่ยม อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์อาร์ตเฮ้าส์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนจอใหญ่ Nicolas Winding Refn สร้างผลงานธริลเลอร์นีโอ-นัวร์ที่เต็มไปด้วยสไตล์และน่าตื่นตาตื่นใจ ผสมผสานความรุนแรงอันดุดันกับภาพลักษณ์ที่สะกดใจ เพลงประกอบสุดเจ๋งสะท้อนอารมณ์ของหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมสร้างบรรยากาศลึกลับให้เข้ากับแอ็คชั่นระห่ำ ‘Drive’ คือส่วนผสมระหว่างสุนทรียภาพแบบร่วมสมัยและคลาสสิกที่ลงตัว ธริลเลอร์สุดเท่และเข้มข้นที่ดึงดูดผู้ชมตั้งแต่ต้นจนจบด้วยฉากแอ็คชั่นอันตื่นเต้น ความโหดเหี้ยม และการถ่ายภาพที่สวยงามตระการตา เรียกว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่นิยามใหม่ให้หนังแนวนัวร์อย่างแท้จริง
ไดรฟ์ (Drive) เป็นหนังที่แตกต่าง ดุเด็ดเผ็ดมัน โหดเหี้ยม และเรียบง่าย ไม่เหมือนหนังแอคชั่นโจรธรรมดาทั่วไปที่เน้นเสียงเพลงดังสนั่น ยิงกันไม่หยุด หรือกระโดดโลดเต้นไปมา แต่เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องเร็วแบบหน้าไม่กระพริบ ทำให้คุณติดตามทุกวินาที พร้อมการแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะ 'ไรอัน กอสลิง' ที่ทำออกมาได้สมบทบาทสุดๆ รับรองว่าไดรฟ์เป็นหนังที่ดูแล้วไม่เสียเวลาแน่นอน
เกร็ดสนุกเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้: จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีใครมาถ่ายทำนะ แค่มีทีมงานติดตามผมไปสองสามวัน แล้วนำคลิปมาตัดต่อรวมกันจนได้หนังสุด masterpiece เกี่ยวกับผม! พูดจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้ดีมาก แต่ตอนนี้ต้องเล่าเรื่องอื่นเพื่อให้อัพโหลดคลิปได้ สมัยที่ดูหนังอยู่นั้น вдругเด็กทารกเริ่มร้องไห้ ผมเลยขึ้นไปชั้นบนเพื่อกล่อมให้หลับ แต่เด็กกรีดร้องจนผมกลัว เพราะปกติฟังเรื่องสกินวอล์คเกอร์ตอนนอน (พวกมันมักเลียนเสียงเด็กร้องเพื่อล่อคน) แล้วเสียงคราวนี้ดันไม่เหมือนเดิม ผมถึงกับกลัวแทบขี้แตก! แต่สุดท้ายก็แค่เด็กร้องปกติ ตอนนี้หลับไปแล้ว แต่อย่างว่า หนังสุดยอดเลย👍
เป็นภาพยนตร์ที่สวยงามและชวนหลงใหลอย่างแท้จริง ผมเคยดูผลงานก่อนหน้าของ Nicholas Winding Refn อย่าง Bronson และ Valhalla Rising ซึ่งทั้งสองเรื่องก็ดีในแบบของตัวเอง แต่ก็เป็นหนังที่ 'ดูยาก' เพราะโครงเรื่อง จังหวะ และโทนเสียงอาจทำให้บางคนรู้สึกไม่เชื่อมโยง แถมยังถูกโปรโมตเป็นหนัง mainstream ในขณะที่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ปม irony ของ Refn คือเขาสร้างหนังเกี่ยวกับ 'มนุษย์ยุคแรกเริ่ม' ที่ตัวละครหลักมักกระทำความรุนแรงต่อคนรอบข้าง ความรุนแรงนี้ทำให้ผลงานของเขาถูกจัดอยู่ในประเภทที่ฮอลลีวูดเข้าใจและโปรโมต จนตัวอย่างหนังมักบิดเบือนความซับซ้อนของเนื้อหาจริง เช่น Valhalla Rising ที่ถูกนำเสนอเป็นแอ็กชัน Viking ทั่วไป ในขณะที่จริงๆ แล้วเป็นงานศิลปะที่ลึกซึ้งและแทบไม่มีบทพูด แต่ทั้ง Valhalla และ Bronson ก็แสดงถึงสไตล์การกำกับที่ชัดเจนของ Refn ผมจึงสงสัยว่าเขาจะจัดการกับเนื้อหาใน Drive ได้อย่างไร และจะควบคุมสไตล์ตัวเองไม่ให้บดบังเรื่องราวหรือไม่... แต่ไม่ต้องห่วง! ครั้งนี้เขาบรรลุความสมดุลระหว่างศิลปะกับความบันเทิงได้อย่างน่าชื่นชม เรียกได้ว่าหลงรักหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว แค่ขอเตือนว่าไม่ควรดูตัวอย่างเพราะจะสปอยล์และให้ความรู้สึกผิดเพี้ยนจากหนังจริง Drive มีอารมณ์ขันแบบเย้ยหยันสิ่งรอบตัว เหมือนรอยยิ้มครึ่งๆ ของ Ryan Gosling ที่มีไม้จิ้มฟันคาปากตลอดเวลา ตัวละครนักเลงสมัครเล่นก็สร้างเสียงหัวเราะได้บ้าง แต่หัวใจหลักคือการแสดงของ Gosling ในบทบาทคนขับรถนิรนาม และความสัมพันธ์อันนุ่มนวลระหว่างเขากับ Carey Mulligan ที่รับบทแม่เลี้ยงเดี่ยว พร้อมลูกชายตัวน้อย เสียงเพลงซินธ์เวฟที่บางครั้งอ่อนหวาน บางครั้งยิ่งใหญ่ ประกอบกับฉากแอ็กชันที่เข้มข้น ดุดัน และสั้นกระชับ ต่างจาก Hollywood แบบ The Transporter อย่างชัดเจน Mulligan แสดงออกถึงความอ่อนไหวและความบริสุทธิ์ได้ดี เธอถูกดึงดูดด้วยความเงียบและความมั่นใจของ Gosling ที่แทบไม่พูด แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความดีในตัวเขา นักแสดงสมทบส่วนใหญ่ก็ทำได้ดี ยกเว้นบางบทที่ดูไม่สำคัญพอ อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังของ Gosling เขาดำรงบทบาทได้สมบูรณ์แบบ เปลี่ยนตัวละครฮีโร่ธรรมดาให้ซับซ้อน มีทั้งความมั่นใจและความเหงา บางครั้งก็ทำให้คิดถึง Travis Bickle ของ De Niro ด้านภาพยนตร์นั้นสวยงามตระการตา Refn และทีม摄影师ทำให้ LA มีชีวิตชีวาและมีบุคลิกแบบที่หนังเรื่องอื่นทำไม่ได้ ไม่เหมือน Michael Mann ที่ใช้โทนสีฟ้าแข็งๆ แต่ที่นี่เลือกสีส้มอุ่นแทน ฉากขับรถในแม่น้ำ LA ที่แห้งผากก็ถูกถ่ายทำออกมาสวยงามและสนุกไม่คาดคิด แม้ Drive จะทำออกมาได้ดีมาก แต่อาจไม่ถูกใจทุกคน คนที่ชอบหนังแอ็กชันยิงกันสนุกๆ อาจรู้สึกเบื่อ เพราะนี่ไม่ใช่หนังฮอลลีวูดสูตรสำเร็จ แต่สำหรับผม Drive คือความซาบซึ้ง เหนือจริง ตื่นเต้น ขบขัน และน่าประหลาดใจ ที่สำคัญคือดูแล้วทำให้คุณเป็นคนดีขึ้น! คะแนน 10 เต็ม 10 เพราะมันสมควรได้
เพราะมันเป็นหนังที่ต่างจากที่คุณคาดหวัง เพราะมันดูสมบูรณ์แบบเหมือนจิ๊กซอว์ที่ประกอบจากอิทธิพลหลากหลาย เพราะในเวลาเดียวกัน มันก็โหดร้าย กวี และสะกดใจ รวมถึงเป็นเรื่องราวความรักที่แสนพิเศษ เพราะทุกตัวละครคือพระเอกในเรื่องของตัวเอง เพราะมันคือหนังคาวบอย หนังมาเฟีย เทพนิยาย ไซ-ไฟ และธริลเลอร์ที่รวมอยู่ในเรื่องเดียว พร้อมการแสดงที่เฉียบคม เพราะหลังจากเวลานาน คุณได้พบกับ 'ไรอัน กอสลิ่ง' แบบใหม่ พลังในการตีความบทบาท การสำรวจรายละเอียดของบทบาทที่สมบูรณ์แบบ เพราะคุณจะ 'รู้สึก' มากกว่าแค่ 'ดู' หนังเรื่องนี้ ทั้งความเชื่อมโยง ความเปราะบาง พลัง และภาพยนตร์ศาสตร์อันตระการตา เพราะมันคือผลงานชิ้นเอก ที่แม้คุณอาจอธิบายไม่ถูกว่าทำไม
ที่โรงหนัง- 'Drive' นี่ไม่ใช่หนังแอคชั่นธรรมดา หรือหนังรถซิ่งหวือหวา! แต่คือหนังระทึกขวัญที่ค่อยๆ ลุ้นเร้า เน้นพัฒนาตัวละครอย่างลึกซึ้ง เปรียบเส่งงานระดับมาสเตอร์พีซของเหล่ากูรูผู้กำกับอย่าง Martin Scorsese, Michael Mann, William Friedkin, Quentin Tarantino, Walter Hill และ Sam Peckinpaph แห่งยุค ภาพสวยจับตาแบบหยุดเวลา ดนตรีประกอบสะกดใจ บทพูดกระชับ แต่แทรกการปะทุของความรุนแรงเลือดสาดไม่ไว้หน้า! หนังเรื่องนี้ดึงคุณเข้าสู่โลกของมันจนแทบลืมกระพริบตา Nicolas Winding Refn ผู้กำกับคือชื่อที่ต้องจับตามอง Ryan Gosling เปล่งพลังเยือกเย็นแต่ลุกโชนในบท 'Driver' ตัวละครใจดีแต่ไร้ความปราณี ที่จะกลายเป็นตำนานขวัญใจแฟนหนังไปอีกนาน Carey Mulligan, Albert Brooks, Ron Perlman, Bryan Cranston, Christina Hendricks และ Oscar Issac ต่างแสดงสมบทบาทได้ดีเยี่ยม ถ้าใครคิดหาแค่หนังสนุกๆ ฆ่าเวลา อย่าเพิ่งมาดู! นี่คือหนังระดับงานศิลปะที่สมบูรณ์แบบ หัวใจหลักคือความจริงจังถึงขีดสุด นี่ไม่ใช่แค่หนังที่ดีที่สุดของปี แต่คือหนึ่งในที่สุดในดวงใจเลย 9.5 เต็ม 10
ไรอัน กอสลิง ฉีกทุกกฎเกณฑ์เมื่อเส้นแบ่งระหว่างเหตุผลกับการปกป้องสิ่งที่สำคัญถูกละทิ้ง ไม่ใช่แค่ก้าวข้ามแต่เขาทำลายมันจนหมดสิ้น ภาพยนตร์แอคชั่นระทึกใจที่ผสมความป่วงเฮฮาและความรุนแรงสุดโหดเข้าไว้ด้วยกัน ตัวละครเรียบง่ายแต่ซ่อนความอ่อนโยนที่น่าประทับใจ ‘Drive’ คือหนึ่งในภาพยนตร์แอคชั่นที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปี! การไล่ล่าที่ล้ำหน้ากว่า ‘Bullitt’ และ ‘French Connection’ ความรุนแรงที่ระเบิดเหมือนหนังสยองขวัญหรือฝันร้ายของเดวิด โครเนนเบิร์ก ช่วงเวลาอ่อนโยนที่ค่อยๆ ดึงคุณเข้าสู่โลกของตัวละคร แถมยังใช้มุมกล้องสุดดราม่าซึ่งสะท้อนอารมณ์เรื่องราวได้อย่างทรงพลัง บ่อยครั้งที่กล้องถูกจับในมุมต่ำและเอียงขึ้น ช่วยให้รู้สึกเหมือนกำลังแอบมองตัวละครจากเงามืด หรือนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแต่ปลอดภัย งานภาพที่สื่ออารมณ์ได้เหนือระดับ ฉากกลางคืนถ่ายทำได้สมจริงทั้งแสงและเงา ส่วนเสียงและภาพแข็งแรงสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่ช่วงเริ่มเรื่อง แต่ตลอดจนจบ ปมสำคัญมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน (เล่นคำก็ได้นะ) ต้องรีบเขียนรีวิวเพราะหนังเรื่องนี้เจ๋งกว่าซีรีส์ ‘Transporter’ หรือ ‘Fast and Furious’ เป็นสิบเท่า ‘Drive’ วิ่งทิ้งพวกมันจนไม่เห็นฝุ่น! ดูฉายครั้งแรกที่เทศกาล LAFILMFEST วันที่ 17 มิถุนายน 2011
Drive กำกับโดย นิโคลาส วินดิง เรฟน์ และเขียนบทโดย โฮสเซน อามินี จากนวนิยายชื่อเดียวกันของ เจมส์ ซัลลิส นำแสดงโดย ไรอัน กอสลิง, แคร์รี มัลลิแกน, ไบรอัน แครนสตัน, อัลเบิร์ต บรูกส์, ออสการ์ ไอแซค, คริสตินา เฮนดริกส์ และ รอน เพิร์ลแมน ดนตรีโดย คลิฟฟ์ มาร์ติเนซ และภาพถ่ายโดย นิวตัน โทมัส ซีเกล ไดรเวอร์ (กอสลิง) มีงานกลางวันเป็นสตั๊นแมนในฮอลลีวูด แต่กลางคืนเขาทำเงินมหาศาลในฐานะคนขับรถหลบหนีให้แก๊งอาชญากร ชีวิตเขาค่อยๆ เปลี่ยนเมื่อพบกับ ไอรีน (มัลลิแกน) เพื่อนบ้านที่แต่งงานแล้วและลูกชายน้อย เบนิซิโอ (เคเดน เลโอส) ทำให้เขาตกอยู่ในศึกสองด้าน ทั้งการต่อสู้ทางความรู้สึกและสงครามกับโลกใต้ดิน มนุษย์จริงๆ และฮีโร่ตัวจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้โด่งดังที่เทศกาลคานส์ ได้รับการยกย่องเป็นคลาสสิกทันทีพร้อมคำชมจากนักวิจารณ์ ถือเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่แห่งปี 2011 ในยุคที่หนังบล็อกบัสเตอร์และแนวเปรียบเทียบชีวิตครองตลาด Drive กลับนำเสนออะไรที่ต่างออกไป แม้บางคนอาจผิดหวังที่มันไม่ใช่หนังรถแข่งสไตล์ Fast & Furious แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนกลับตกหลุมเสน่ห์การเล่าเรื่องแนวตะวันตกในบรรยากาศนีโอนัวร์ยุค 80 ของเรฟน์ แรกเห็นอาจคิดว่าเป็นหนังเน้นสไตล์มากกว่าเนื้อหา โดยตัวเอกพูดน้อยจนดูน่าเบื่อ แต่จริงๆ แล้วทุกองค์ประกอบถูกถ่ายทอดอย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่บทเรียบง่ายที่แฝงความลึกซึ้ง ไปจนถึงฉากความรุนแรงที่สะเทือนใจ ทุกอย่างยังคงความฉลาดและเต็มไปด้วยอารมณ์ จุดเด่นอยู่ที่ตัวละคร ‘ไดรเวอร์’ ของกอสลิง ที่ไม่มีประวัติความเป็นมา แต่เรากลับรู้สึกสนใจและเป็นข้างเขา เขาคือฮีโร่ที่มีทั้งความดีและข้อบกพร่อง ต่อสู้กับโชคชะตาเพื่อคนที่เขารัก พร้อมทักษะการขับรถสุดเท่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก สตีฟ แมคควีน กอสลิง ลงเล่นได้สมบทบาทสุดๆ ทั้งแววตาอ่อนโยน ท่าทางลึกลับ และเคมีอันเข้มข้นกับ มัลลิแกน ที่เล่นเป็น ไอรีน ได้น่าประทับใจ ส่วนนักแสดงสมทบอย่าง ไอแซค, บรูกส์ และ แครนสตัน ก็เติมเต็มเรื่องราวได้ดี แม้ตัวละครของ เพิร์ลแมน จะดูเรียบง่าย แต่เขาก็เล่นได้สนุกจนดูน่าติดตาม ตั้งแต่ตัวเปิดเรื่องด้วยแสงนีออนสีชมพูและเสียงซินธิไซเซอร์สไตล์ยุค 80 ที่ติดหู เรฟน์ ก็ตอกย้ำว่าเขาจริงจังกับสไตล์การเล่าเรื่องเป็นที่สุด กล้องเคลื่อนไหวลื่นไหล ฉากถ่ายทำสวยงามตระการตา โดยเฉพาะมุมมองเมือง LA ในยามค่ำคืน ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ควรค่าแก่การเก็บเป็น Blu-ray หลายคนเปรียบเทียบ Drive กับผลงานของ ไมเคิล แมนน์ หรือ เซอร์จิโอ เลโอเน แต่สุดท้ายแล้ว นี่คือหนังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความประณีต สมกับเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเรฟน์ และหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดแห่งปี 2011 คะแนน 10/10
หนังดีมาก ดูใหม่ได้หลายรอบ การแสดงดีมาก พร้อมทีมนักแสดงแน่น งานภาพสวยงามระดับพรีเมียม -- 7.5/10 --
การเขียนถึงส่วนต่างๆ ของโครงเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องยาก เพราะความคาดหวังหลายอย่างเปลี่ยนไปเมื่อผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ต่อไป บทภาพยนตร์ต้นฉบับที่ยอดเยี่ยมนี้ท้าทายธรรมเนียมฮอลลีวูดที่มักใส่พล็อตเรื่องที่ซับซ้อนเกินจริงและทวิสต์ที่ไม่น่าเชื่อ แน่นอนว่ามีเหตุการณ์บังเอิญอยู่บ้าง แต่การทำให้เรื่องราวเรียบง่ายและพัฒนาการของตัวละครก็ให้รางวัลกับผู้ชมอย่างมาก ผู้กำกับได้หยิบยืมสไตล์ของ Michael Mann ในการสร้างบรรยากาศคูลๆ ด้วยแสงไฟเมืองยามค่ำคืนและเสียงซาวน์แทร็กซินธิไซเซอร์ที่ดุดัน ภาพยนตร์ยกตัวเองขึ้นเหนือเรื่องอื่นในแนวเดียวกันด้วยด้านดราม่า อาจดีกว่า 'The Town' (2010) ที่มีตัวละครเข้มข้น การตัดต่อเน้นถึงบุคลิกที่เก็บตัวของตัวละครหลัก ที่ซ่อนความรู้สึก (พร้อมใบ้เบาๆ ถึงอดีตอาชญากรของเขา) ขณะที่สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ช่วงเวลาสนทนาที่คน 'ปกติ' จะแสดงความรู้สึกหรือเป็น外向 กลับกลายเป็นช่วงเวลาเงียบที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ซึ่งสื่อสารได้มากกว่าคำพูด ด้วยการใช้ความละมุนละไมอย่างชำนาญ ภาพยนตร์ทำได้ดีในการแสดงสภาวะจิตใจที่เก็บกดของตัวละครหลัก แต่ยังสื่อความคิดและความตั้งใจของเขาได้โดยไม่ต้องอธิบายตรงๆ ต้องยกเครดิตให้ Ryan Gosling นักแสดงนำ ผู้ชมต้องใช้เวลาเรียนรู้ตัวละครนี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่ถ่ายทอดผ่านมุมมองของเขา เขาต้องแสดงปฏิกิริยาที่สมจริงต่ออันตราย แม้ว่าอดีตของเขาจะไม่เคยถูกอธิบายอย่างชัดเจน มีการเน้นย้ำที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสามารถของเขา ทำให้เมื่อเขาตกอยู่ในอันตราย เราก็เชื่อว่าเขาสามารถผ่านมันไปได้ นักแสดงคนอื่นๆ ก็ความสามารถระดับเทพ ช่วยให้เรื่องราวดูเป็นธรรมชาติ ตามที่เห็นในบทวิจารณ์ critique เมื่อภาพยนตร์ไม่มีจุดอ่อนชัดเจน คะแนนก็จะสูงขึ้น ส่วนตัวผมเองก็หาจุดอ่อนไม่เจอ รู้สึกว่าเรื่องนี้ทำออกมาแน่น ไม่มีพล็อตหลอกลวงให้รำคาญใจ ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Michael Mann ซึ่งผู้กำกับเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น และการ致敬元素แบบนี้ก็ตรงจริตผม สำหรับผม เรื่องนี้คือจุดตรงข้ามของ 'Fast & Furious' นับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ผมได้ดูปีนี้ อาจได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาบทภาพยนตร์หรือการตัดต่อด้วย
ฉันคิดว่าไรอัน กอสลิ่ง คือสตีฟ แมคควีนคนใหม่ นี่ไม่ใช่คำวิจารณ์เพราะฉันชอบสตีฟ แมคควีนมาก เขาเป็นนักแสดงที่เรียบง่ายและไม่โอ้อวด มักรับบทที่ความรุนแรงตามมา หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับการยื่นมือเข้าช่วยผู้อื่นเกินตัวเพราะหลักศีลธรรมที่บังคับให้คุณต้องเป็นผู้ปกป้อง แม้จะไม่ใช่สัญชาตญาณเดิมของตัวเอง นอกจากฉากไล่ล่าด้วยรถที่ตื่นเต้นและความวุ่นวายที่วางแผนไว้ หนังยังลงลึกถึงการต่อสู้ระหว่างชายที่อยากถอยกับพวกที่ไม่อยากให้เขาหลุดพ้น เรื่องนี้เกี่ยวกับเงินและตัวละครของอัลเบิร์ต บรูคส์ (ที่เล่นนอกบทปกติ) เป็นคู่ต่อสู้ที่เจ๋งมาก เขาดูเฉยเมยในภายนอกแต่ลึกๆ แล้วสกปรกในทุกด้านของชีวิต และเหมือนกับพวกหัวเก๋าส่วนใหญ่ เขาไม่ลังเลที่จะฆ่าแม้แต่เพื่อนสนิท แม้จะมีศักยภาพมาก แต่ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าคนเราจะอยู่บนจุดที่ขัดแย้งกันสุดขั้วแบบนั้นได้ยังไง เราคือสิ่งที่เราทำ และแน่นอนว่าคนขับของกอสลิ่ง ที่มีทักษะทั้งหมดนั้น จะต้องได้รับผลกรรมสักวัน
8

Blade Runner 2049 (2017) เบลด รันเนอร์ 2049
7.8

Nightcrawler (2014) เหยี่ยวข่าวคลั่ง ล่าข่าวโหด
8

La La Land (2016) นครดารา
7.6

American Psycho (2000) อเมริกัน ไซโค
7.5

Driver (2017) คนขับรถ
8.2

Prisoners (2013) คู่เดือดเชือดปมดิบ
7.5

John Wick (2014) จอห์นวิค แรงกว่านรก
7.3

Blue Valentine (2010) บลูวาเลนไทน์
7.3

My Sister’s Keeper (2009) ชีวิตหนู… ขอลิขิตเอง
5.3

Golmaal Returns (2008) ดวงใจบริสุทธิ์
4.2

Love Slave (2014) ทาสรักอสูร
7

The Boys in the Boat (2023)
6.1

Girl Lost (aka Nowhereland) (2016) เด็กใจแตก

The Singers (2026) ผู้ขับขานเพลงชีวิต

The Battle of Yin and Yang House (2023) คู่ปรับบ้านหยินและหยาง
5.7

The Swimmers (2014) ฝากไว้ในกายเธอ

Shi Qian Guai Shou (2024)
7

Shutter (2004) ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ
5.2

Afraid แอบฟัง สั่งตาย (2024)
6

Above the Law (1988) นิโก้ ตำรวจหมื่นฟาเรนไฮต์