
เรื่องย่อ Devil Beneath (2023)สองพี่น้องที่ห่างเหินมาพบกันและค้นพบความลับเก่าแก่ของครอบครัวหลังจากได้รับมรดกจากปู่ของพวกเขา เมื่อเพื่อนๆ ของพวกเขาเริ่มหายตัวไป พวกเขากลัวว่าจะถูกสะกดรอยตามโดยสัตว์ประหลาดที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด

สองพี่น้องที่ห่างเหินกันต้องกลับมารวมตัวกันและเปิดเผยความลับเก่าแก่ของครอบครัวหลังได้รับมรดกที่ดินจากปู่ของพวกเขา เมื่อเพื่อนเริ่มหายตัวไปทีละคน พวกเขาตระหนักว่ากำลังถูกเฝ้าติดตามโดยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด
ในถิ่นทุรกันดารออสเตรเลีย สองพี่น้องต้องเผชิญความจริงอันโหดร้ายเมื่อค้นพบความลับและคำโกหกของครอบครัว ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเพื่อนๆ ของพวกเขาก็เริ่มหายตัวไปอย่างลึกลับ พวกเขารู้สึกได้ว่าถึงคราวถูกล่าโดยใครหรืออะไรบางอย่างจาก кошмарที่สุดในชีวิต—แต่มันเป็นแค่เรื่องเล่า? ตำนาน? เรื่องหลอกลวง? หรือสิ่งนั้นมีอยู่จริงๆ?
เรื่องย่อ: พี่น้องสองคนที่ห่างเหินต้องกลับมาร่วมมือกันเมื่อได้รับมรดกที่ดินจากปู่ และค้นพบความลับของครอบครัวที่ถูกซ่อนไว้ แต่เมื่อเพื่อนๆ เริ่มหายตัวไป พวกเขาต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ซ่อนตัวในเงามืด นักแสดง: ผลงานของผู้กำกับคนเดียวกับหนังระดับปานกลางอย่าง Occupation (2018) ข้อสรุป: ก่อนอื่นต้องบอกว่านี่คือหนังเรื่อง Red Billabong (2016) ที่นำกลับมาฉายใหม่โดยไม่รู้เหตุผล เรื่องราวของสองพี่น้องที่ถูกฉีกกระชากระหว่างเงินมรดกกับความต้องการของพ่อ ระหว่างชีวิตสงบกับวิญญาณร้ายในป่า แถมยังมีเพื่อนๆ ที่ตามมาสมทบแบบสะดวกๆ ตามสูตรหนังสยองขวัญขาดไม่ได้ ปัญหาคือหนังน่าเบื่ออย่างมาก เนื้อเรื่องเชื่องช้า ไม่มีจุดเด่น และยังหยิบเอา cliché หนังสยองขวัญมาทำแบบงั้นๆ ผสมกับเอฟเฟกต์ CGI คุณภาพต่ำและการแสดงที่ขาดพลัง จนกลายเป็นหนังที่ดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย คำราม: เมื่อ 10 ปีก่อน ออสเตรเลียเคยมียุคทองที่ผลิตหนังดีๆ อย่าง Wyrmwood หรือ John Doe: Vigilante แต่แล้วทุกอย่างก็ดิ่งเหวกลับไปเป็นหนังคุณภาพไม่คงที่อีก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะทีมเขียนบทเปลี่ยนไป? โชคเล่นตลก? หรือเขาแค่ล้อเราเล่น? ยังไงก็อยากให้ยุคทองแบบนั้นกลับมาอีก สรุปจุดอ่อน: เอฟเฟกต์ CGI แย่ / ตัวละครไม่น่าสนใจ / เนื้อเรื่องธรรมดาๆ ไม่มีอะไรใหม่
ต่างจากรีวิวอื่นๆ อย่างของ Destiny_west ที่ชัดเจนว่ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าดูจริงคงรู้ว่า Red Billabong กับ Devil Beneath เป็นหนังเรื่องเดียวกันทุกประการ ที่นำกลับมาฉายใหม่สำหรับตลาดอเมริกา แต่ฟังดูแล้วเหมือนพวกเขามีปัญหาส่วนตัวกับผู้กำกับ...นักเขียน...ทีมเอฟเฟกต์ และอาจรวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต นี่คือหนังสยองขวัญออสซี่ทั่วไปที่ล้อเลียนตัวเอง แต่ก็สอดแทรกประเด็นการเมืองแฝงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บางส่วนของออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม มันเป็นแค่ผลงานเล็กๆ ที่สนุกสนาน อย่าไปดูถ้าคาดหวังคุณภาพระดับออสการ์ แต่อย่างน้อยก็ควรดูให้จบก่อนตัดสิน...เคล็ดลับสุดปัง: อย่ามารีวิวหนังถ้ายังไม่ดูให้จบ สิ้นสุดเหมือนมือใหม่!
ถ้ารู้ก่อนว่า 'Devil Beneath' เป็นผลงานของคนทำหนังคนเดียวกับ 'Red Billabong' คงไม่เสียเวลาดูเลย ตอนแรกก็ไม่รู้จนกระทั่งมาเขียนรีวิวใน IMDB พอดูย้อนอีกทีถึงได้เห็นสไตล์การทำหนังของ Luke Sparkle ชัดเจนเลย แล้วจะว่ายังไงกับ 'Devil Beneath' ดี? มันอาจจะดีได้ถ้ามีการพัฒนา แต่เนื้อเรื่องที่ดูมีแนวคิดน่าสนใจกลับถูกฝังกลบด้วยการแสดงที่แข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์และเอฟเฟกต์视觉效果ที่แย่ลงๆ เรารู้ว่าภาพยนตร์งบน้อยมีข้อจำกัด แต่ก็ควรวางแผนบทให้สอดคล้องกับงบที่มีเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด นึกว่าพวกเขาจะเรียนรู้จาก 'Red Billabong' แล้ว แต่ดูเหมือนไม่ใช่เลย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของหนังแนวนี้คือการที่มันยังถูกส่งออกไปให้คนทั่วโลกดูได้อย่างไร นักแสดงต้องพัฒนา! หรือไม่ก็ซ้อมให้หนักขึ้น ไม่งั้นก็จบกัน
พูดเลยว่าเสียเวลาเปล่าๆ นักแสดงในเรื่องนี้ทำเหมือนว่าคนดูโง่กันหมด การแสดงก็แย่ระดับสุดๆ โดยเฉพาะ BJ ที่แย่ที่สุดเลย ทั้งนักแสดงก็ดูเป็นเด็กเกเรถูกตามใจ ถึงหนังจะมีบางส่วนแอ็กชันสนุกอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ยังโง่ๆ ไม่มีทางดูรอบสองแน่ ใครกำลังคิดจะดูอยู่ก็อย่าเข้าใกล้เลย ไปดูอย่างอื่นเถอะ อย่าเสียเงินกับเรื่องนี้ ดูพาวเวอร์เรนเจอร์สยังสนุกกว่าเยอะ อย่างน้อยก็มีแอ็กชันให้ลุ้นมากกว่านี้ อ้อ! อย่าแม้แต่จะเสียเวลาไปดูตัวอย่างเลย ไม่คุ้มจริงๆ
ผมไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องนี้จากออสเตรเลียปี 2023 ของผู้เขียนและผู้กำกับ Luke Sparke มาก่อนเลยจนกระทั่งได้นั่งดู ผมชอบปก/โปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ และด้วยความที่มันเป็นหนังสยองขวัญที่ยังไม่เคยดู ก็เลยตัดสินใจดู 'Devil Beneath' ต้องบอกว่าผู้เขียนและผู้กำกับ Luke Sparke สามารถรวบรวมหนังที่ดูได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หนังดูติดสูตรและธรรมดาเกินไป จนเวลาดู 'Devil Beneath' แล้วรู้สึกเหมือนดูหนังสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมา ไม่มีอะไรใหม่หรือสร้างสรรค์พิเศษ นอกจากการนำบูนยิปมาเป็นสัตว์ประหลาด การแสดงใน 'Devil Beneath' พอใช้ได้ แม้ผมจะไม่คุ้นชินกับนักแสดงส่วนใหญ่ ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่ชอบเวลาดูหนัง แต่บทภาพยนตร์ก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาแสดงได้โดดเด่น ส่วนด้านภาพนั้น 'Devil Beneath' ไม่ค่อยน่าประทับใจ บูนยิปที่สร้างด้วย CGI ดูเหมือนออกมาจากเกมคอมพิวเตอร์ยุค 1990s ใครที่คิดจะดูก็อย่าคาดหวังเอฟเฟกต์สุดตื่นตาตื่นใจ ผู้กำกับ Luke Sparke อาจพยายามสร้างบรรยากาศแบบหนังสยองขวัญยุค 80s แต่ก็ทำได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญที่ผมจะแนะนำให้แฟนๆ รีบไปดู มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปแบบไม่ทิ้งรอยจำ และจะค่อยๆ จางหายไปกับกาลเวลา ให้คะแนน 'Devil Beneath' ที่ 3 จาก 10 ดาว
สิ่งแรกที่ "นิค" (แดน ยูวิง) พบเมื่อมาถึงบ้านของปู่ผู้ล่วงลับคือซากจิงโจ้ครึ่งตัวบนสนามหญ้า! จากนั้น "ทริสตัน" (ทิม โพค็อก) น้องชายก็ปรากฏตัวพร้อมพลั่วและสันนิษฐานว่าเป็นเหยื่อของจระเข้ พวกเขาจึงฝังซากสัตว์นั้นไว้ "ทริสตัน" ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับมรดกที่ได้รับมา จะยกให้ชนพื้นเมืองอะบอริจินหรือขายให้นักพัฒนาที่ดิน? แต่การตัดสินใจอาจไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไป เมื่อมีเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวจากป่า โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนๆ มาเจอปาร์ตี้แล้วเริ่มหายตัวไป! หนังลึกลับแนว ‘สัตว์ประหลาดจากหนองน้ำ’ เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย เน้นความขัดแย้งในครอบครัวและมิตรภาพที่เร่าร้อน แต่พอเข้าครึ่งชั่วโมงสุดท้าย เรื่องก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเอฟเฟกต์ภาพระดับพอใช้ เสียงคำรามและเลือดสักหน่อย ผสมกับเสียงปืน รถบรรทุกคว่ำ และตำนานพื้นเมือง แม้โครงเรื่องจะรกเละ การแสดงและบทก็ไม่ได้เด่น แต่หนุ่มทั้งสองหล่อดูดี และมีแอคชั่นกับความลึกลับพอให้ดูสนุกได้...ครั้งเดียว!
ถ้ามีรางวัลสำหรับหนังสยองขวัญสูตรสำเร็จที่ทำตามคลิชเการ้อยแปด ‘Devil Beneath’ ต้องคว้ารางวัลไปเต็มๆ ทั้งที่บอกว่าทำปี 2023 แต่ให้อารมณ์เหมือนหนังยุค 80 ที่ถ้าออกในยุค 80 ก็ยังรู้สึกเชยอยู่ดี เรื่องราวของพี่น้องสองคนที่กลับมาบ้านไร่ในออสเตรเลีย แล้วต้องเผชิญสัตว์ประหลาดท้องถิ่น แถมด้วยกลุ่มวัยรุ่นจืดชืดที่คุณไม่แคร์และจำชื่อไม่ได้หรอก แถมยังตีตราตัวละครแบบเหมารองเป็น ‘เด็กนักกีฬา’ ‘สาวเซ็กซี่’ ‘สาวบริสุทธิ์’ ซึ่งเดาทางตายของแต่ละคนได้ง่ายๆ มีตัวละครมนุษย์เลวจืดชืดอีกกลุ่ม (ลองทายดูว่าจะจบยังไง?) และชาวบ้านที่รู้ความลับเกี่ยวกับสัตว์ประหลาด จนคุณต้องสงสัยว่าใครกันนะอนุมัติให้สร้างหนังเรื่องนี้ ช่วงแรกแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอสัตว์ประหลาดโผล่มา (แบบโผล่แบบงั้นๆ) คุณก็มองไม่ค่อยเห็นตัวชัดอยู่ดี เพราะถ่ายแบบมัวๆ กลัวๆ เนื่องจากงบน้อยจนเอี้อให้สร้าง CGI ได้แค่ระดับงั้นๆ ถ้าพูดในแง่หนังสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น มันทำทุกอย่างตามสูตร แต่อนิจจาคือมัน ‘ธรรมดา’ เกินไปจนไม่มีอะไรให้จำหรือสร้างความแตกต่างจากหนังแนวนี้ร้อยแปดเรื่องที่ทำดีกว่า แนวทางเดียวที่คุณจะคิดว่ามันเจ๋งคือถ้ายังไม่เคยดูหนังสัตว์ประหลาดมาก่อนและไม่รู้จักคลิชเการ้อยประการของแนวนี้ ดูเพื่อฆ่าเวลาก็ได้ แต่รับรองว่าในอีกวันคุณคงลืมมันไปแล้ว
Kingdom (2025) ฝ่าภารกิจเดือด