
Chronicle (2012) โครนิเคิล บันทึกลับเหนือโลก เด็กไฮสคูล 3 คนได้สร้างการค้นพบสุดเหลือเชื่อขึ้นมา ซึ่งทำให้พวกเขามีพลังประหลาดที่สามารถพัฒนาต่อไปได้โดยการทำความเข้าใจของพวกเขา แต่ถึงแม้พวกเขาจะเรียนรู้การควบคุมความสามารถพิเศษของพวกเขาและใช้มันในด้านดี แต่ชีวิตของพวกเขาก็ต้องเริ่มเสียการควบคุมไป เพราะด้านมืดในตัวพวกเขามาครอบงำ

เพื่อนสามคนในโรงเรียนมัธยมค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ใต้ดินและได้รับพลังวิเศษ แต่ชีวิตกลับพังพาบเมื่อพวกเขาตกอยู่ใต้อิทธิพลด้านมืดของตัวเอง
เด็กไฮสคูลทั้งสามคนได้สร้างการค้นพบสุดเหลือเชื่อขึ้นมา ซึ่งทำให้พวกเขามีพลังประหลาดที่สามารถพัฒนาต่อไปได้โดยการทำความเข้าใจของพวกเขา แต่ถึงแม้พวกเขาจะเรียนรู้การควบคุมความสามารถพิเศษของพวกเขาและใช้มันในด้านดี แต่ชีวิตของพวกเขาก็ต้องเริ่มเสียการควบคุมไป เพราะด้านมืดในตัวพวกเขามาครอบงำ
ชอบปั่นกระแสหรือชอบดูคนถูกปั่นกระแสไหม? นี่คือหนังสำหรับคุณ 'โครนิเคิล' หนังที่เข้าฉายแบบเงียบๆ แต่กลับทิ้งรอยไว้ไม่น้อย แม้จะมีข้อบกพร่องบางจุด แต่ก็สร้างเส้นทางใหม่ให้กับหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูเหนื่อยล้า หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามใหญ่ๆ อย่าง 'พลังมาจากไหน?' หรือ 'ควรใช้พลังอย่างไร?' แต่สุดท้ายคำถามเหล่านั้นกลับไม่สำคัญ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของฮีโร่สามคน แต่เป็นเรื่องของวัยรุ่นสามคนที่บังเอิญมีพลังเหนือมนุษย์ สิ่งที่พิเศษคือ นักแสดงหลักทั้งสามเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ตอนเริ่มเรื่อง พวกเขาดูเหมือนตัวละครนักเรียนมัธยมสุดเหมารวม - เด็กป็อป เด็กหนีสังคม และเด็กติดweed แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป ภาพจำเหล่านั้นพังทลาย! นักแสดงรับบทได้ดีมาก แต่ละตัวละครเปลี่ยนไปจนคุณจำต้นกับจบแทบไม่ติด ผสมกับพล็อตเรื่องที่ไม่เหมือนใคร ทำให้หนังเรื่องนี้มีแก่นที่แข็งแรง ความสนุกส่วนหนึ่งมาจากความสมจริงของชีวิต การกลั่นแกล้งที่โหดร้าย สิ่งที่ตัวละครทำกับพลังก็คือสิ่งที่คนทั่วไปน่าจะทำ นี่คือจุดเด่นของหนังที่ 'ไม่แต่งแต้ม' ชีวิตให้สวยงาม แต่แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้觀眾ได้ทั้งหัวเราะระงมและสะดุ้งในคราวเดียว ข้อเสียมีน้อยแต่มีอยู่ จุด Climax ที่สุดยอดกลับจบด้วยบทสรุปที่จืดชืด บทบาทของพ่อตัวละครหนึ่งก็ดูโอเว่อร์เกินไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบทหรือการแสดง แต่สองจุดนี้ไม่ทำให้ความสนุกลดลง แค่เสียดายที่หนังดีๆ จบไม่ค่อยแรง สรุปแล้วนี่คือหนังที่ควรดู! บางคนอาจไม่ชอบดูในโรงเพราะสไตล์การถ่ายแบบมือถือที่ภาพกระตุกบ้าง แต่ถ้าคุณทนได้ ฉันแนะนำให้ดูในโรง การดูกับ觀眾กลุ่มใหญ่ช่วยเพิ่มอรรถรสมาก ส่วนคนทั่วไปก็สนุกแน่ ส่วนแฟนซูเปอร์ฮีโร่เตรียมพบกับหนังคัลท์คลาสสิกได้เลย reillyreviews.wordpress.com
ตั้งแต่ภาพยนตร์แนว Found Footage อย่าง The Blair Witch Project (1999) ประสบความสำเร็จถล่มทลาย เรื่องราวจากกล้องมือถือก็กลายเป็นแนวหนังย่อยที่โดดเด่น ชุดภาพยนตร์ Paranormal Activity ทำรายได้มหาศาลด้วยงบประมาณจำกัด ส่วน Cloverfield (2008) พิสูจน์ว่าแม้มีสเกลใหญ่ขึ้น แต่สไตล์กล้องมือถือยังให้ลุ้นระทึกได้ไม่หาย หากผู้กำกับเข้าใจแนวทางนี้เป็นอย่างดี ส่วน Chronicle ของ Josh Trank คือการยกระดับแนว Found Footage โดยใช้มุมมองของตัวละครที่ถือกล้องเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ พร้อมตอกย้ำว่าเขาคือผู้กำกับดาวรุ่งที่น่าจับตา Chronicle แตกต่างจาก Cloverfield เพราะไม่ได้นำเสนอฟุตเทจแบบ ‘ถูกพบโดยบังเอิญ’ แต่เป็นทางเลือกของสไตล์การเล่าเรื่องที่เติมลมใหม่ให้กำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ซึ่งถูกทำซ้ำจนเกือบหมดรส หลังจากพบวัตถุลึกลับใต้ดินที่เรืองแสง เด็กมัธยมอย่างแอนดรูว์ (Dane DeHaan), แมตต์ (Alex Russell) และสตีฟ (Michael B. Jordan) ต่างพบว่าตนมีพลังเทเลคิเนซิสที่เคลื่อนวัตถุด้วยจิต แมตต์เชื่อว่าพลังนี้เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อที่ต้องฝึกฝน พวกเขาจึงเริ่มทดลองใช้พลังจากเล็กไปใหญ่ ทั้งยกของ ว่องไวสุดขีด และสุดท้ายคือบินได้! แม้เอฟเฟกต์บางส่วนจะเห็นได้ว่างบประมาณไม่สูง แต่ฉากบินครั้งแรกนั้นสนุกจนลืมหายใจ ความสุขของตัวละครยังทำให้ฉากเหล่านี้ดูมีชีวิตชีวามากกว่าภาพยนตร์บิ๊กบัจหลายเรื่อง เรื่องราวเริ่มต้นด้วยเด็กธรรมดาๆ แม้ช่วงคลื่นมหาประลัยจะทำให้เนื้อเรื่องหลุดโฟกัสบ้าง แต่ช่วงต้นก็ให้ความรู้สึกจริงใจและสะเทือนใจไม่น้อย อย่างไรก็ตาม นี่คือเรื่องเล่าต้นกำเนิด (ที่อาจไม่ต้องการภาคต่อ) โดย Trank และ Max Landis (ลูกชาย John Landis) ใช้ลักษณะที่ดิบเดี่ยวและตรงไปตรงมาของภาพแบบ Found Footage มาชุบชีวิตแนวหนังที่เกือบจะหมดความสดใสในทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากความตื่นเต้นจากการต่อสู้และบินได้แล้ว ใต้ผิวหนังของ Chronicle ยังมีเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยทั้งชัยชนะและโศกนาฏกรรม Trank และ Landis ใส่ประสบการณ์ส่วนตัวลงในหนัง ทำให้ตัวละครหลักทั้งสามดูเหมือนเพื่อนสมัยมัธยมของใครหลายคน แอนดรูว์ เด็กชายขอบที่ใช้กล้องกำหนดตัวตนและมุมมองต่อโลก คือองค์ประกอบสะท้อนตัวเองที่น่าสนใจ การได้เห็นเขาใช้พลังเคลื่อนกล้องได้คล่องแคล่วขึ้นอาจเป็นร่องรอยอัตชีวประวัติเล็กๆ ของ Trank Chronicle เต็มไปด้วยรายละเอียดลึกๆ แบบนี้ที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้าม แต่การรับชมแบบผิวเผินก็สนุกได้ไม่น้อย นี่คือการพิสูจน์ว่าเรื่องเล่าต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ยังไม่ตาย แค่ต้องการการจุดประกายใหม่บ้างเป็นครั้งคราว tinribs27.wordpress.com
หนึ่งวัน เด็กหนุ่มขีดเดี่ยวซึ่งแม่กำลังจะตาย ส่วนพ่อที่เคยเป็นนักดับเพลิงและบาดเจ็บกลับมาทารุณกรรมเขา ตัดสินใจถ่ายทำทุกอย่างไว้ ซึ่งยิ่งทำให้เขาถูกเพื่อนๆ แบ่งแยกมากขึ้นเพราะเขาพกกล้องใหญ่ติดตัวไปทุกที่ หลังงานปาร์ตี้ ลูกพี่ลูกน้องที่ชอบปรัชญาและเพื่อนอีกคนขอให้เขาถ่ายสิ่งที่พวกเขาเจอ—หลุมขนาดใหญ่ทรงกลมสมบูรณ์แบบบนพื้นดิน พวกเขากระโดดลงไปและตามไปในถ้ำจนพบแร่ขนาดใหญ่เรืองแสงคล้ายสิ่งมีชีวิตต่างดาว มีบางอย่างเกิดขึ้นและทำให้การถ่ายทำหยุดชะงัก เมื่อภาพกลับมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป พวกเขากำลังทดสอบควบคุมลูกเบสบอลด้วยพลังจิต นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้น พวกเขาพัฒนาพลังเทเลคิเนซิสได้ เริ่มจากสิ่งของเล็กๆ ไปจนถึงสิ่งใหญ่ขึ้น และสุดท้ายคือตัวพวกเขาเอง พวกเขาใช้พลังก่อกวนคนในร้านค้าและลานจอดรถ จากนั้นก็เรียนรู้การลอยตัวและบินได้ในที่สุด เมื่อแม่ของเด็กหนุ่มขีดเดี่ยวใกล้เสียชีวิต เขาสวมชุดป้องกันตัวและพยายามปล้นปั๊มน้ำมันเพื่อหายาให้แม่ ขณะหลบหนี พนักงานยิงใส่เขา ทำให้เกิดระเบิดและตัวเขาก็ไฟลุกท่วม จบลงที่โรงพยาบาล แม้อยู่ที่นั่นหรือหลังแม่ตาย พ่อของเขากลับมาตำหนิและพยายามทำร้ายเขาอีก เด็กหนุ่มเสียสติไปเลย เมื่อตระหนักว่าเขาคือสัตว์ผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร และผู้แข็งแกร่งต้องทำลายผู้อ่อนแอ เขาพร้อมใช้พลังทำลายทุกคนที่ขวางทาง ลูกพี่ลูกน้องต้องออกมาหยุดเขา โดยรวมแล้ว 'Chronicle' มีแนวคิดดี น่าสนุกที่ได้ดูเด็กๆ ฝึกฝนและทดลองใช้พลังในโลกจริง การถ่ายทำใช้ทั้งมุมมองบุคคลที่หนึ่งและบุคคลที่สาม เพราะโชคดีที่เด็กหนุ่มเรียนรู้วิธีควบคุมกล้องให้ลอยรอบตัวได้ แม้ใช้กล้องเก่า คุณภาพภาพก็ยังดีมาก—ต่างจากหนังสยองขวัญที่ภาพมักหยาบกร้าน ทำให้มุมมองบุคคลที่หนึ่งยังพอรับได้ แต่หนังยังมีจุดอ่อนแบบเดิมๆ บางช่วงน่าเบื่อ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครก็ทำได้แย่—เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างลูกพี่ลูกน้องกับผู้หญิงที่ดูแย่สุดท้าย และจบด้วยการที่ตัวละครตะโกนใส่กัน อย่างไรก็ตาม ด้านความบันเทิงมีมากกว่าข้อเสีย และหนังเรื่องนี้ก็เสนอสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ
ปกติฉันไม่ค่อยชอบเทคนิคการถ่ายทำแบบใช้กล้องมือถือสักเท่าไหร่ ตอนแรกๆ ก็ยังใหม่และโอเคอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่าพอแล้วแหละ ควรหยุดใช้เทคนิคนี้ได้แล้ว มันไม่ได้ทำให้หนังดีขึ้นเลย ไม่ใช่ว่า 'พงศาวดารพลังพิศวง' จะเป็นหนังแย่นะ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่แตกต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปที่เราเห็นบ่อยๆ ตอนนี้เลย เด็กสามคนได้พลังจิตพิศวงหลังจากพบสิ่งประหลาดใต้ดิน สิ่งที่เริ่มจากความสนุกกลายเป็นภัยพิบัติในพริบตา เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย ต่างจากฮีโร่แอ็คชั่นทั่วไปที่ใช้พลังสู้กับความชั่ว นักแสดงอายุค่อนข้างน้อยและเล่นได้ไม่เลว นึกดูว่าถ้าเราได้พลังแบบนี้ เราคงลองทำแบบเดียวกันแน่ๆ แต่นี่คือเรื่องแต่งนะ สรุปแล้วเป็นหนังที่ดูเพลินๆ ได้ความบันเทิงดี
‘Chronicle’ หลุดจากกรอบเดิมของหนังแนว 'พบเจอบันทึกภาพ' (Found Footage) ที่เคยโดดเด่นในหลายปีก่อน มาสร้างเป็นหนังไซ-ไฟธริลเลอร์ที่ตราตรึง ด้วยเรื่องราวของวัยรุ่นสามสหายที่ได้พลังเทเลคิเนซิสหลังพบสิ่งลึกลับ (หนังไม่ยอมบอกว่าคืออะไร แต่นั่นคือจุดฉลาด!) พวกเขาเริ่มต้นด้วยการทดลองใช้พลังเล่นสนุกเหมือนเด็กๆ ก่อนจะเดินไปคนละทางเมื่อพลังนั้นเปลี่ยนชีวิต หนังเรื่องนี้คือผลงานกำกับครั้งแรกของ Josh Trank (เขียนบทร่วมกับ Max Landis ลูกชายจอห์น แลนดิส) ที่ทำได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งๆ ที่มีงบน้อยแต่อัดแน่นด้วยเทคนิคพิเศษสุดล้ำ โดยเฉพาะ CGI ที่ทำให้ตัวละครบินได้ บดขยี้รถ หรือหยุดลูกเบสบอลกลางอากาศได้สมจริงราวกับมี魔法! ‘Chronicle’ คือตัวอย่างแห่งความสำเร็จของหนังแนวคิดใหญ่แต่ลงทุนน้อย ที่พิสูจน์ว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่างถ้ามีความคิดสร้างสรรค์!
ฉันรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มาก การกำกับ บทภาพยนตร์ งานภาพ และการตัดต่อยอดเยี่ยมมาก การคัดเลือกนักแสดงและการแสดงสมบทบาทลงตัวโดยเฉพาะ Dane DeHaan ที่ดึงดูดความสนใจบนจอได้อย่างน่าทึ่ง ฉันเข้าใจว่ามุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก แต่ส่วนตัวก็อยากให้เนื้อหามีความผู้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย อย่างไรก็ตาม นี่คือภาพยนตร์สุดเพอร์เฟ็กต์ที่สมควรได้ 8/10 จากฉัน
โครนิเคิล เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มาพร้อมความเซอร์ไพรส์และอาจถูกมองข้ามไปถ้าไม่ใช่เพราะการเปิดตัวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่เงียบเหงาและคำชมจากปากต่อปาก ซึ่งมันสมควรได้รับจริงๆ หลังจาก The Grey ที่ยอดเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ก่อน ปีนี้ยังคงมีหนังดีๆ ต่อเนื่อง พร้อมมุมมองใหม่สดใสสำหรับหนังพลังอำนาจที่แตกต่างจากที่เคยเห็นมานาน หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นแค่หนังกล้องสั่นงบต่ำแบบ Paranormal Activity แต่จริงๆ ไม่ใช่! หนังเรื่องนี้ให้เหตุผลชัดเจนว่าทำไมภาพถึงไม่สั่นเท่า—ตัวละครหลักเป็นคนถ่ายกล้องเป็นประจำ แถมยังใช้พลังลอยกล้องเพื่อเก็บหลายมุมได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้การถ่ายภาพสมจริงและน่าติดตาม ไม่ต้องกังวลว่าจะเห็นภาพกระตุกจนมึน เนื้อเรื่องอาจไม่ใหม่สุดๆ—กลุ่มวัยรุ่นได้พลังประหลาดจากผลึกเรืองแสง แต่สิ่งที่แตกต่างคือการแสดงชีวิตจริงของวัยรุ่นที่มีพลัง ไม่มีการสู้กับปีศาจหรือค้นหามนุษยธรรม แต่มันคือการเล่นพิเรนท์ หาความสนุก และความนิยมในโรงเรียน พร้อมสะท้อนปัญหาจิตใจของวัยรุ่นคนหนึ่งที่พลังเริ่มเกินควบคุม ถึงเนื้อหาจะไม่ใหม่ แต่บทเขียนและมุมมองต่อทั้งแนวหนังกล้องมือถือและพลังอำนาจนั้นเฉียบคม นี่คือเรื่องจริงจังแต่接地气 ว่าถ้าเราได้พลังลึกลับ เราอาจใช้มันแบบไหน การแสดงของนักแสดงนำก็โดดเด่น โดยเฉพาะ DeHann ในบท Andrew วัยรุ่นปัญหา เรารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเขา ซึ่งปะทุอย่างน่าหวาดเสียวในฉากแมงมุม ช่วงจบของหนังแม้จะมืดหม่นแต่ก็สนุกและใกล้ชิด เหมือนได้นั่งรถไฟเหาะตีลังกาคู่กับเหตุการณ์ 15 นาทีสุดท้ายคือจุด高潮ที่ตื่นเต้นสุดๆ ยิ่งเมื่อเทียบกับหนังพลังอำนาจแนวแฟนตาซีอย่าง Iron Man แล้ว ความสมจริงของโครนิเคิลทำให้ทุกอย่างดุเดือดกว่า—เหมือนเห็นเด็กมอปลาตีกัน แต่ยกกำลังสิบ! โครนิเคิล คือความประทับใจที่ไม่คาดคิด มันคือหนังที่คุณหวังว่าจะได้เจอ ในฐานะแฟนหนังพลังอำนาจ ฉันดีใจที่หนังพยายาม (และสำเร็จ) เพื่อสร้างสิ่งที่แตกต่าง แทนที่จะเป็นแค่หนังมือถือเนื้อหาตื้นๆ โครนิเคิลใช้ความคิดสร้างสรรค์พลิกโฉมgenre จนกลายเป็นหนึ่งในหนังเปิดปี 2012 ที่น่าจดจำ
หนัง 'โครนิเคิล (2012)' ของ Josh Trank มาพร้อมยุคที่ภาพยนตร์แนว 'found footage' เริ่มถูกล้อเลียนและเสแสร้งเกินไป ตามรอย 'The Blair Witch Project', 'Cloverfield' และ 'Paranormal Activity' (หนังสยองขวัญทั้งนั้น) สตูดิโอใหญ่ๆ ใช้สูตรนี้ประหยัดงบแต่ทำเงินมหาศาล จนคนเริ่มเบื่อกับสไตล์ 'สารคดีปลอม' และภาพสั่นเกินจริง แต่ 'Chronicle' ไม่ใช่หนังสยองขวัญ มัน更像是一部ซูเปอร์ฮีโร่ต้นกำเนิดที่ไม่มี glorified stuff แบบทั่วไป คล้าย 'Unbreakable' ของ M. Night Shyamalan แต่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดของวัยรุ่น ตอนแรกอาจดูเป็นคอมเมดี้ แต่พอถึงกลางเรื่อง ทุกอย่างมืดลง เมื่อวัยรุ่นสามคนค้นพบพลังพิศวงแล้วใช้มันเพื่อความสนุก มี Andrew เด็กเก็บตัวที่ชีวิตทั้งบ้านและโรงเรียนเต็มไปด้วยปัญหา Matt ลูกพี่ลูกน้องที่ใช้ปรัชญาปกปิดความเหงา และ Steve นักกีฬาหัวป้ำที่อยากช่วย Andrew ให้มีเพื่อน ทั้งสามใช้พลังเล่นพิเรน แข่งบิน (ถ้าเป็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ลุงเบนคงพลิกหลุม!) จน Andrew ใช้พลังทำร้ายคนอื่นเพราะความโกรธ พลังเทเลคิเนซิสในมือคนโกรธก็อันตรายไม่ต่างจากปืน ตัวละครทั้งสามถูกพัฒนาอย่างแหลมคม การใช้ฟุตเทจบ้านๆ ทำให้ฉากดราม่ามีพลัง โดยเฉพาะกับ Andrew ที่เราเห็นมุมมองของเขาตลอดเรื่อง ทำให้เข้าใจว่าเขาหันไปใช้พลังเพื่อปลดปล่อยความเก็บกดและโจมตีคนที่ทำร้ายเขา นี่ไม่ใช่การ์ตูนวายร้ายชัดเจน แต่คือโศกนาฏกรรมที่คล้าย 'Carrie' ของ Brian De Palma (แต่ไม่血腥เท่าและทำลายล้างกว่าในระดับ PG-13) เราเห็น ‘ระเบิดเวลา’ ในตัว Andrew ขณะที่อีกสองคนพยายามห้ามเขา สุดท้ายปะทุเป็นการปะทะรุนแรง ผู้กำกับ Josh Trank และ Max Landis (ลูกชาย John Landis) ประสบความสำเร็จในการทำให้เราเห็นใจ Andrew แทนที่จะกลัวเขา เรื่องนี้ไม่สนใจที่มาของพลัง แต่มุ่งเน้นผลกระทบทางอารมณ์ของตัวละคร ทั้งสามนักแสดงหน้าใหม่เล่นได้น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะ Dane DeHaan ที่ดูมีอนาคด bright การกำกับของ Trank คมชัดและมั่นใจ การตัดต่อไม่ฝืน และการผสมภาพจากหลายแหล่ง (กล้องบ้าน, CCTV) ทำให้บรรยากาศดิบๆ ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะช่วง climax ที่ซีแอตเทิลถล่มด้วยพลังของ Andrew จนนึกถึงฉากใน 'อากิระ' (Akira) ของ Katsuhiro Otomo อนิเมชันดังกล่าว! ทีมเอฟเฟกต์ใช้งบ有限但สร้างความเสียหายได้น่าหวาดเสียว งานกล้องก็ไม่สั่นจนมึน แม้แต่ฉาก action สุดโกลาหลก็ยังมองเห็น清楚 เรียกว่า Trank ไม่ได้อยากให้觀眾ร้อง 'ว้าว' แต่ต้องการกระแทกอารมณ์ impressive สำหรับหนังเรื่องแรก แม้มีบางช่วงที่ predictable และ plot holes แต่ 'Chronicle' คือหนังดีที่แข็งแกร่งในตัวมันเอง ไม่ใช่แค่ found footage ธรรมดา แต่มีตัวละคร立体และโครงเรื่องที่ต่อเนื่อง ฉัน愿意ดูอีกครั้ง แต่รอเช่า Blu-ray ดีกว่า และหวังว่าเด็กที่ดูหนังเรื่องนี้จะเลิก bullying คนอื่น ก่อนที่จะสายเกิน... แอนดรูว์ผู้น่าสงสาร คะแนนรวม: 73%
ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี ตอนเห็นรีวิวหนังเรื่องนี้มีทั้งดีและแย่ปนกันไป ฉันอยากเชื่อคำชมและหวังว่าเสียงวิจารณ์ลบๆ จะเป็นแค่การพยายามกดเรตติ้งหนังให้ต่ำ แต่สุดท้ายฉันคิดผิด แม้โครงเรื่องจะดูน่าสนใจ (ถึงจะไม่ใหม่เลย) แต่การดำเนินเรื่องกลับทำได้แย่ในหลายจุด ตัวละครในเรื่องนี่ไม่น่าชอบเลย มีแต่พวกโง่เง่าที่ถูกฮอร์โมนครอบงำ นี่คือจุดล้มเหลวใหญ่ การที่พวกเขาใช้พลังวิเศษไปในทางที่ไร้เหตุผลจนทำให้คนดูสะบัดหน้าไม่ออก นึกดูสิ ถ้าคุณมีพลังแบบนั้น คุณจะทำอะไรดี? นึกถึงสิ่งดีๆ ที่สร้างได้สิ แต่หนังกลับพาเราไปสู่ความรุนแรงและการฆาตกรม การเขียนบทก็อ่อนมาก เริ่มต้นดีแต่เสียของ คำถามให้คิดเล่นๆ: คุณต้องการเงินเพราะแม่กำลังจะตาย คุณมีพลังลอยตัวและพลังกายสิทธิ์ คุณจะ A. ไปเอาเงินจากตู้ ATM หรือ B. ปล้นร้านสะดวกซื้อแล้วโดนยิง? ฉันเกลียดหนังที่เริ่มต้นมีความหวังแต่ส่งมอบได้น้อยนิด คราวนี้ฉันรู้สึกว่าเงิน 1.25 ดอลลาร์ที่จ่ายไปเช่าหนังนี่ไม่คุ้มเลย
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างมาอย่างแปลกใหม่ที่สุด แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะติดอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดด้วยหรือไม่? ผมคิดว่าไม่นะ ภาพยนตร์รูปแบบ Found-footage ที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ได้มาซึ่งพลังวิเศษเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ นี่คือประโยคสั้นๆ ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุด แค่แนวคิดนี้ก็ถือว่าสร้างสรรค์มากแล้ว และแน่นอนว่าทำให้เรื่องดูสมจริงมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติใหม่ให้กับทั้งหนังแนว Found-footage และซูเปอร์ฮีโร่ โดยรวมแล้วเป็นหนังเล็กๆ ที่ดูเพลินเพราะใช้วิธีการเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ไม่มีพล็อตย่อยให้วุ่นวาย และดำเนินเรื่องไปอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีความสร้างสรรค์ในการใช้กล้องถ่ายทำในบางช่วง คุณอาจกังวลว่ามันจะใช้มุมกล้องซ้ำๆ น่าเบื่อ แต่หนังกลับใช้หลายกล้องอย่างชาญฉลาด ทำให้การรับชมมีชีวิตชีวาขึ้น แต่ไม่ว่าหนังจะพยายามทำให้ดูสมจริงแค่ไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องจริงอยู่ดี เพราะสุดท้ายนี่คือเรื่องของเด็กที่มีพลังเหนือธรรมชาติ พวกเขาบินได้เหมือนซูเปอร์แมนหรือทุบรถแรงแบบฮัลค์ ถึงจะถ่ายทำแนวสมจริง แต่ด้วยเอฟเฟกต์บางจุดที่ดูไม่ได้คุณภาพ ก็ทำให้รู้สึกหลุดจากเรื่องไปบ้าง อีกสิ่งที่ทำให้หนังดูไม่สมจริงสำหรับผมคือการแสดง นักแสดงวัยรุ่นในเรื่องนี้ยังเล่นได้ไม่ค่อยดี บางช่วงก็เป็นธรรมชาติ แต่บางครั้งก็ดูตึงๆ และรู้สึกได้ว่า他们还ขาดประสบการณ์การแสดง ถึงอย่างนั้น แนวทางการเล่าเรื่อง การพัฒนาตัวละครและเนื้อหาอย่างตรงไปตรงมาแบบสมจริง ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ดูสนุกได้ไม่ยาก และที่สำคัญคือแตกต่างจากใครแน่นอน 7/10 http://bobafett1138.blogspot.com/
โครนิเคิล ไม่ได้เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป แต่หยิบยกแนวคิดพลังวิเศษมาเล่าโดยไม่มีตัวละครไหนใช้พลังเพื่อคุณธรรมหรือความยุติธรรม ทุกอย่างเริ่มจากความสนุกจนนำไปสู่ปัญหา แม้แนวคิดจะเจ๋งแต่การนำเสนอแบบสไตล์กล้องมือถือกลับทำให้น่าเชื่อถือน้อยลง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวยังน่าสนใจด้วยทวิสต์สุดระทึก นักแสดงแสดงได้สนุก เอฟเฟกต์พอใช้ได้ และถึงจะเป็นหนังขนาดเล็กแต่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าบล็อกบัสเตอร์ใหญ่ๆ อีกหลายเรื่อง โครนิเคิล ละทิ้งสูตรเดิมของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่มักพบพลังแล้วต้องมีชุด ปกป้องโลก แต่มาเสนอว่า 'ถ้าวัยรุ่นธรรมดามีพลังจะเกิดอะไรขึ้น?' ในเรื่องนี้พวกเขาก็แค่ถ่ายคลิปเล่นสนุกด้วยพลังวิเศษ แต่หนึ่งในนั้นกลับใช้พลังเพื่อแก้แค้นมากกว่าช่วยโลก แนวคิดนี้ฉลาดสุดๆ หนังน่าจะดีกว่านี้หากไม่ใช้สไตล์ Found Footage เพราะรูปแบบการถ่ายทำแบบนี้ไม่ช่วยให้เรื่องน่าเชื่อถือ แถมมีมุมกล้วยงุ่มง่ามอยู่หลายจุด ถึงบางช็อตจะสวยแต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วน CGI งานใหญ่ดูดีแต่ของเล็กๆ อย่างแมงมุมหรือเลโก้กลับดูล้าสมัย นักแสดงอย่าง Dane DeHaan, Alex Russell และ Michael B. Jordan คุยกันสนุก โดยเฉพาะช่วง climax ที่ Dane ปลดปล่อยความโกรธได้สุดๆ โครนิเคิล เป็นหนังสั้นๆ เรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ ถ้าถ่ายแบบปกติอาจดีกว่า แต่ก็ยังเป็นหนังแนวคิดเจ๋ง น่าติดตาม ทั้งสนุก ตื่นเต้น และดราม่า เพียงพอที่จะดูบนจอใหญ่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ชมได้เห็นเรื่องราวจุดเริ่มต้นของซูเปอร์ฮีโร่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Batman, X-Men, Spider-Man รวมถึง Thor, X-Men: First Class และ Captain America ที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่นิยม ส่วน Chronicle ก็นำเสนอต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร กำกับโดย โจ ทรังก์ เรื่องนี้ติดตามชีวิตเพื่อนสามคนที่ค้นพบอุโมงค์ลึกลับในเมืองเล็กๆ และได้พลังวิเศษมาแบบไม่ทราบสาเหตุ แต่สิ่งที่ต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ คือ ตัวละครวัยรุ่นเหล่านี้กลับไม่หวาดหวั่นหรือสับสนกับพลังใหม่ แถมยังใช้มันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ตัวละครอย่าง Bruce Banner ต้องทนทุกข์กับการกลายร่างเป็นฮัลค์ แต่พลังใน Chronicle กลับมาพร้อมพล็อต Deus Ex Machina ที่น่าเชื่อถือและรอคำตอบในภาคต่อ หลายคนอาจไม่ชอบสไตล์การเล่าเรื่องแบบวีเน็ตที่คล้าย Cloverfield แต่ถ้าเทียบกับ Cloverfield ที่ใช้เอฟเฟกต์กล้องสั่นจนบางครั้งดูยาก Chronicle กลับทำออกมาให้ติดตามง่าย พร้อมบทที่เขียนดีและการแสดงที่ยอดเยี่ยม ทำให้เรื่องนี้น่าดึงดูดกว่ามาก แถมยังสร้างเอฟเฟกต์พิเศษที่น่าเชื่อถือด้วยงบน้อย นับว่าประทับใจที่ดึงดูดทั้งแฟนคอมมิกส์และคนทั่วไปได้ แต่เสียดายที่หนังสั้นไปหน่อย! ถ้าเทียบกับ Jumper ต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่สุดห่วยของเฮย์เดน คริสเตนเซน ที่ทำได้แย่ทุกด้าน Chronicle กลับทำทุกอย่างได้ดีกว่าล้นหลาม โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ที่อลังการ เต็มไปด้วยอารมณ์และความขัดแย้งระหว่างความดีกับความชั่วในแบบที่ไม่เหมือนใคร แม้ความยาวของหนังจะทำให้รู้สึกติดหน่อย แต่ก็เชื่อว่าเรื่องนี้อาจพัฒนาเป็นแฟรนไชส์ระดับตำนานได้ในอนาคต!
Chronicle คือผลงานที่ผสมผสานระหว่างสองแนวหนังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือหนังสยองขวัญ/ธริลเลอร์ที่สมจริงและเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ คุณคงไม่คิดมาก่อนว่าหนังต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่จะถ่ายทำด้วยกล้องมือถือ แม้หนังยังคงมีเอกลักษณ์ของแอคชั่นดุดันและเอฟเฟกต์ CGI สุดตระการ แต่การนำเสนอที่สร้างสรรค์และน่าติดตามก็ทำให้เรื่องนี้แตกต่างออกไป ถ้าสมมติว่าเรื่อง Paranormal Activity และหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องใดเรื่องหนึ่งมาผสมพันธุ์กัน ลูกผสมที่ได้ก็คงชื่อว่า 'Chronicle' แน่นอน เทคนิค 'กล้องมือถือ' ในภาพยนตร์เริ่มจะเก่าและน่าเบื่อ แม้ช่วยลดต้นทุนหรือสร้างมุมมองภาพที่ตื่นตาได้ แต่ดูเหมือนจะถูกใช้มากเกินไปในหนังสยองขวัญ แต่อย่างไรก็ตาม Chronicle คือผลงานชิ้นเอกไม่เพียงแค่ในสไตล์ 'Found Footage' แต่ยังเป็นวิธีใหม่ในการเล่าเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ เพราะตัวละครหลักที่นี่ไม่ใช่ฮีโร่แบบเดิม พวกเขาคือคนธรรมดาที่มีปัญหาชีวิตและจิตใจซับซ้อน ไม่มีตัวละครยิ่งใหญ่แบบหนังไซ-ไฟหรือซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ ให้เห็นเลย... อ่านบทวิจารณ์เพิ่มเติมที่: http://devlifeintechnicolor.wordpress.com/2012/02/13/chronicle-a- realistic-take-on-sci-fi-action/
6.1

Jumper (2008) คนโดดกระชากมิติ
6.4

Project Almanac กล้า ซ่าส์ ท้าเวลา
7.6

Kick-Ass (2010) เกรียนโคตรมหาประลัย
6.1

I Am Number Four (2011) ปฏิบัติการล่าเหนือโลกจอมพลังหมายเลข 4
6.1

Push (2009) พุช โคตรคนเหนือมนุษย์
6.7

Wanted (2008) ฮีโร่เพชฌฆาตสั่งตาย
7

Cloverfield (2008) วันวิบัติอสูรกายถล่มโลก
5.1

Bloodhounds (2023)
6.8

Its a Summer Film (2021) เกือบจะไม่ได้ฉายแล้วหน้าร้อนนี้
7

Lover, Stalker, Killer (2024) คนรัก สตอล์กเกอร์ ฆาตกร
3.6

Raaghu (2023)
5.5

Run Sweetheart Run (2022)
5.8

Fury 12 Hours (2024) 12 ชั่วโมงแห่งความเกรี้ยวกราด
5.8

Unbroken Path to Redemption (2018)

The Cleaner (2022) เดอะ คลีนเนอร์ ล่าล้างบาป
7

Greyhound (2020)
7.3

Journey To Aunt’s House (2019) ห่อหมกฮวกไปฝากป้า
6.1

Heist (2015) ด่วนอันตราย 657
5.3

Paranormal Activity Next of Kin (2021)