
Andragogy (2023) ปรานีเป็นครูในโรงเรียนวัยกลางคนที่รู้จักในเรื่องจรรยาบรรณที่ไม่เปลี่ยนแปลง และการลงโทษอย่างสร้างสรรค์ที่เรียกว่า “การไตร่ตรอง” ทำให้ได้รับความชื่นชมจากเพื่อนร่วมงานและความเคารพจากลูกศิษย์ เมื่อเธอเห็นคนต่อแถวที่แผงเค้กมะพร้าวชื่อดัง เธอก็พูดออกมาต่อต้านความอยุติธรรมอย่างไม่เกรงกลัว การกระทำของเธอกลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อวิดีโอบล็อกเกอร์โพสต์วิดีโอของเธอซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัล ถูกตีความอย่างผิดๆ และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางออนไลน์ ชื่อเสียงและโอกาสในการได้ตำแหน่งรองอาจารย์ใหญ่ของปรานีที่เธอปรารถนาก็ตกอยู่ในความเสี่ยง และแม้ว่าครอบครัวของเธอจะพยายามช่วยเธอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ แต่สถานการณ์กลับควบคุมไม่ได้ในไม่ช้า

หลังเกิดการเผชิญหน้าที่กลายเป็นไวรัล ปรานี นักแนะแนวต้องเผชิญกับการต่อต้านจากสังคมจนเสี่ยงต่ออาชีพการงานและครอบครัว
ครูแนะแนวถูกสังคมประณาม หลังคลิปที่เธอระเบิดอารมณ์กลางสาธารณะกลายเป็นไวรัล จนอาจส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานและความเป็นอยู่ของครอบครัว
สิ่งที่ดึงดูดใน 'บุดิ เปเกอร์ติ' คือการหยิบยกประเด็นในชีวิตโซเชียลมีเดียที่ตรงกับยุคปัจจุบันมากที่สุด ทั้งการเกิดไวรัล วัฒนธรรมคัดค้าน (cancel culture) และความนิยมล้นหลาม หลังจากผลงานเรื่องก่อนหน้าอย่าง 'โฟโต้คอปปี้ (2021)' คราวนี้ Wregas Bhanuteja สร้างตัวละครที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทั้งด้านจริยธรรมและบุคลิกภาพ ให้พวกเขาต้องเผชิญฝันร้ายจากการกระทำของตัวเอง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เส้นแบ่งความถูกผิดพร่ามัว Wregas เชี่ยวชาญการเจาะลึกอารมณ์มนุษย์และแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของใครสักคนจะส่งผลต่อชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณครูปรานี (รับบทโดย ฉา อิเน ฟีบรียันตี ที่เล่นได้ยอดเยี่ยม) ทำให้เรื่องราวรู้สึกใกล้ตัวเรามาก ทุกอย่างถูกถ่ายทอดออกมาได้แม่นยำและทรงประสิทธิภาพ จน 'บุดิ เปเกอร์ติ' คู่ควรกับการเป็นหนึ่งในภาพยนตร์อินโดนีเซียที่ดีที่สุดแห่งปี 2023
ภาพยนตร์ที่ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์เพื่อการศึกษา แต่ก็มีพล็อตเรื่องและแง่คิดที่ตัดสินไม่ได้ง่ายๆ เรื่องราวเกิดขึ้นในยอกยาการ์ตาช่วงการแพร่ระบาด พล็อตเรื่องน่าสนใจไม่น่าเบื่อ แม้ไม่จัดอยู่ในประเภทแอคชัน แต่ผู้ชมก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นได้อย่างชัดเจน ภาพยนตร์ที่ไม่ได้ดีแค่ระดับชาติ แต่ควรยกให้อยู่ในคลาสระดับนานาชาติ ภาพสวยน่าดูไม่ทำให้ง่วงหรือเบื่อเลย ส่วนตัวคิดว่านี่อาจเป็นภาพยนตร์อินโดนีเซียที่ดีที่สุดของปี 2023 แล้วก็เป็นได้ ให้คะแนน 9/10 เรียกได้ว่าเหมาะสมและตรงตามความคาดหวังสุดๆ
เนื้อเรื่องดี บทดี แต่การคัดเลือกนักแสดงไม่ดี อินเอะแสดงความรู้สึกเครียดของตัวละครได้ไม่เพียงพอ หลายฉากอาจจะยอมรับได้สำหรับชาวต่างชาติแต่ไม่เหมาะกับคนอินโดนีเซียเพราะไม่ใช่เรื่องปกติและดูไม่สมจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การนำเสนอในห้องเล็กที่มีผู้ชมน้อยแต่ยังใช้ไมค์และระบบเสียงที่ดังเกิน การใช้แสงนีออนวนซ้ำในวิดีโอ ชุดครู/เจ้าหน้าที่โรงเรียนที่มันวาว รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ อินเอะ ดีวี และพริลลี่แสดงความเป็นชวาได้ดี แต่แองก้าและตัวละครโกระไม่ ควรให้โกระเป็นเด็กผิวคล้ำเพื่อแสดงถึงบุคคลที่มีปัญหาจะดีกว่า จริงอยู่ที่คนชวาไม่ได้ผิวคล้ำทั้งหมด แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ผิวขาว ซึ่งควรนำเสนอให้สอดคล้องกับบรรยากาศชวากลาง อากาศร้อน แห้งแล้งในหน้าร้อน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้กำกับพยายามให้อินเอะร้องไห้ในหลายฉากด้วยการจับกล้องเน้นที่เธอนานนาที แต่น้ำตาแค่กั้นๆ ในตา ทำไมไม่ใช้น้ำตาเทียมช่วยบ้าง? พริลลี่เป็นนักแสดงคนเดียวที่ร้องไห้ได้ง่ายและเหมาะกับละคร
หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณถึงกับอึ้ง! ชอบทุกรายละเอียดและวิธีการเล่าเรื่อง นักแสดงทุกคนทำได้เยี่ยมในบทบาทของตัวเองและเนื้อเรื่องก็กระชับได้ใจความ ฉันหวังว่าผู้คนจะได้เห็นภาพยนตร์สุดเจ๋งเรื่องนี้ทั่วโลก เพราะมันทำให้คุณตระหนักถึงพลังของโซเชียลมีเดีย ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความจริงว่าโซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อคนเราได้ทั้งในแง่บวกและลบ แรงกดดันจากโซเชียลมีเดียสามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ ภาพยนตร์ทำได้ดีมากในการแสดงให้เห็นว่ามันเกิดขึ้นได้หลายด้าน เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว และฉันชอบมากที่ได้ดูเรื่องนี้ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต (TIFF)
ภาพยนตร์เรื่องนี้คือภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปีนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์บางครั้งก็อาจเป็นสถานที่อันตรายสำหรับเราได้ ถ้าใช้ไม่ระวังก็อาจสร้างผลเสีย เช่น ในเรื่องของคุณปราณี ครูแนะแนวที่ตกเป็นเหยื่อของสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่เธอไม่ได้ทำผิด แต่กลับถูกกล่าวหาว่าพูดจาไม่สุภาพกับแม่ค้าขายพู่ทู่ ตอนนี้ทั้งคุณปราณีและครอบครัวต้องเผชิญและหาทางออกจากปัญหาที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สร้างขึ้น พวกเขาต้องเข้มแข็งให้ได้ หนังเรื่องนี้สอนให้เราไม่เชื่อข้อมูลที่ viral ทันทีโดยไม่ตรวจสอบหลักฐาน และสอนให้เราต้องมั่นคงในการเผชิญโลกกว้าง
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเปิดตาให้คุณเห็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียและทั่วโลก ทั้งการนำเสนอของสื่อ การตั้งประเด็นของเน็ตไอดอล ตรรกะของผลกำไร ความอยากได้ไวรัล และข่าวลวง สิ่งที่ผมสรุปได้จากเรื่องนี้คือ 'การระเบิดของความคิดเห็นมากกว่าการค้นหาความจริง' ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ในทุกพื้นที่ แม้ความจริงจะอยู่ตรงหน้า แต่การยอมรับความจริงก็ยังเป็นเรื่องยาก ภาพยนตร์ทำได้ดีมากในการสะท้อนสิ่งที่คนอินโดนีเซียและสังคมโลกกำลังเป็น เรื่องราวจะทำให้คุณทั้งร้องไห้ หัวเราะ และประทับใจ ขอบคุณทีมงานผู้กำดั้้น นักแสดง และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่และสดใสให้วงการหนังอินโดนีเซีย เป็นกำลังใจให้ Andragogy Budi Pekerti!
โซเชียลมีเดียอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก แต่ในอีกทางก็สามารถนำพาชีวิตเราตกต่ำได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียและอาจรวมถึงประเทศอื่นๆ ฉันสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีสัมพัทธภาพที่แสดงผ่านผลกระทบของโซเชียลมีเดียได้จากหนังเรื่องนี้ เราต้องรู้จักจัดการจิตสำนึกของตัวเองขณะท่องโซเชียลมีเดีย หนังยังบอกเล่าเกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่ และมันอาจทรงพลังมากหากนำไปใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีวัฒนธรรมความคิดเปิดกว้าง เป็นภาพยนตร์ที่ดูเพลิดเพลินด้วยฉากหลังในยอกยาการ์ตา หนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดของชวาที่โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับจิตสำนึกเป็นอันดับแรก
มีหนังหลายเรื่องที่พูดถึงโซเชียลมีเดีย แต่เรื่องนี้ทำได้ดีแบบไม่มีที่ติ ใจกลางเรื่องคือครอบครัวที่มีปัญหา แม่เป็นที่ปรึกษาในโรงเรียน ส่วนลูกๆ เป็นนักสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างเริ่มปั่นป่วนเมื่อเธอถูกจับได้ว่าใช้คำหยาบในที่สาธารณะ ลูกทั้งสองและคณะกรรมการโรงเรียนจึงต้องจัดการกับผลกระทบที่ตามมาในโซเชียล สิ่งที่ตามมาคือความปั่นป่วนทางอารมณ์ที่ทั้งสนุกและเข้มข้น มีช่วงผ่อนคลายสั้นๆ ก่อนจะเกิดปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้จากโซเชียลมีเดียอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ดึงดูดผู้ชมได้ดีเพราะการพัฒนาตัวละครที่สมบูรณ์แบบ บทที่แน่นหนา ภาพที่สวยงาม และการแสดงที่ยอดเยี่ยม แม้ทุกอย่างจะถูกวางโครงเรื่องมาเป็นอย่างดี แต่กลับรู้สึกเป็นธรรมชาติและทำให้เราห่วงใยทุกคนในครอบครัว
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในยุคโซเชียลมีเดีย ที่ข่าวปลอมแพร่กระจายและผู้คนหลงเชื่อ แม้พล็อตเรื่องจะเข้าใจง่ายและการแสดงก็ดีมาก ส่วนฉากย้ายบ้านก็น่าประทับใจ เพราะจุดถ่ายทำไม่ได้ฝนตก แต่ทีมงานเพิ่มเอฟเฟกต์ฝนที่สมจริงมาก ต้องชมเชยทีมตัดต่อเลย ส่วนตัวคิดว่าภาพยนตร์ไม่มีความบกพร่องใดๆ แนะนำให้ทุกวัยได้ดู
Budi Pekerti เป็นภาพยนตร์อินโดนีเซียที่ทรงพลังและเจาะลึกความซับซ้อนของค่านิยมทางสังคม จริยธรรม และพฤติกรรมมนุษย์ เรื่องราวติดตามครอบครัวหนึ่งที่ติดอยู่ในวังวนของความเข้าใจผิดและความขัดแย้งทางศีลธรรมหลังเกิดเหตุการณ์ในที่สาธารณะ ภาพยนตร์สำรวจได้อย่างเฉียบคมว่าสังคมมักรีบตัดสินผู้อื่นอย่างไร พร้อมแสดงผลกระทบจากความคิดเห็นสาธารณะและโซเชียลมีเดียต่อชีวิตบุคคล ภาพยนตร์โดดเด่นด้วยการสร้างตัวละครที่สมจริงและไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องเผชิญการตัดสินใจทางจริยธรรมยากๆ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามกับอคติของตัวเอง และสะท้อนคิดถึงความหมายของการทำสิ่งที่ถูกต้องในโลกที่มักเน้นภาพลักษณ์มากกว่าความจริงใจ การแสดงแข็งแกร่งและละเอียดอ่อน โดยเฉพาะนักแสดงนำที่ถ่ายทอดความเปราะบางได้เห็นใจ ผู้กำกับ Wregas Bhanuteja ใช้เรื่องราวตั้งคำถามกับวัฒนธรรมการตัดสินและผลพวงของ cancel culture ผ่านการถ่ายทำที่ประณีตและเสียงเพลงที่เสริมบรรยากาศตึงเครียดแต่สมจริง โดยรวม Budi Pekerti คือภาพยนตร์สะท้อนสังคมปัจจุบันที่ชวนคิด กระตุกต่อมสำนึกให้มองลึกเกินกว่าการตัดสินจากผิวเผิน เหมาะกับคนชอบงานศิลปะที่ท้าทายกรอบสังคมและชวนสำรวจตัวเอง
Don’t Leave (2022) อย่าไปเลยนะ