
The God of Cookery (1996) คนเล็กกุ๊กเทวดา ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งการปรุงอาหารต้องเผชิญหน้ากับเชฟขี้อิจฉาที่ทำให้เขาอับอายต่อสาธารณะซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องหลุดจากตำแหน่งที่เคยเป็นของเขาเชฟคนใหม่ที่ได้รับบทบาทเทพแห่งการทำอาหาร ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากเทพเจ้าเก่าที่พยายามดึงตัวเองกลับมาสู่ตำแหน่งสูงสุดอีกครั้งโชคดีได้ เจ๊จี (ม่อเหวินเหว่ย) หญิงขายบะหมี่หน้าตาอัปลักษณ์ช่วยเหลือ จนสตีเฟน โจว ได้โอกาสกลับมากอบกู้ชื่อเสียงคืน

เชฟชื่อดังและน่าเกรงขามที่สุดในโลกสูญเสียตำแหน่ง 'เทพแห่งการทำอาหาร' เนื่องจากทัศนคติที่หยิ่งยโส หลังจากต้องตกต่ำ เขาตั้งใจที่จะกู้เกียรติและกลับมายึดตำแหน่งของเขาคืน
สตีเฟน โจว (โจวซิงฉือ) ได้รับการยกย่องให้เป็นกุ๊กเทวดา ดำเนินธุรกิจทางอาหารมากมาย จนกระทั่งถูกลูกน้องและคนสนิททรยศแทบสิ้นเนื้อประดา โชคดีที่ได้เจ๊จี (ม่อเหวินเหว่ย) หญิงขายบะหมี่หน้าตาอัปลักษณ์ช่วยเหลือจนสตีเฟน โจว ได้โอกาสกลับมาทวงตำแหน่งคืน อาจพูดได้ว่า God of Cookery เป็นงานที่ย่อหย่อนด้านความตลกที่สุดของโจวซิงฉือ แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง หนังเรื่องนี้เป็นการยกระดับงานจากหนังตลกธรรมดาขึ้นมาอีกขั้น เนื้อหายังคงใกล้เคียงงานหลายเรื่องในอดีตของเขา เป็นเรื่องของตัวละครที่ตกต่ำจากความผิดพลาดของตัวเอง ผ่านการชดใช้ความผิด และสำนึกได้จนสามารถกลับมายืนอยู่จุดเดิมได้
ถ้าคุณอยู่ในอเมริกา คุณอาจไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้จนกว่าจะเห็นผลงานใหม่ของสตีเฟน ชิว ที่เต็มไปด้วย CGI อย่าง Shaolin Soccer หรือ Kung Fu Hustle ก่อน ซึ่งอาจทำให้ประสบการณ์การรับชมเสียไปบ้างหากคุณคาดหวังแอคชันเร็วแรงและ Production แบบ Hollywood เพราะ God of Cookery เป็นหนังยุคเก่ากว่ามาก เทียบ Effects แล้วก็ด้อยกว่า แถมฝีมือการกำกับของชิวก็ยังไม่ละเอียดลึกเหมือนหนังยุคหลัง แต่อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ยังถือเป็น 'ต้องดู' สำหรับแฟนๆ ชิว หรือคนที่ชอบรายการแข่งขันทำอาหาร Iron Chef ของญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักของเรื่อง) แม้ตัวละครคู่ใจของชิวหลายตัวจะมาแค่แบบ Cameo แต่ก็ช่วยให้แฟนๆ อยู่ดูจนถึง Act 3 ได้ แม้สอง Act แรกอาจรู้สึกเชื่องช้าไปหน่อยสำหรับคนอเมริกา แต่ทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้งใน Act สุดท้าย เมื่อกังฟูสุดรักของชิวปรากฏตัวขึ้น! จุดเด่นที่สุดสำหรับผมคือฉาก '88 ทหารทองเหล็กวัดเส้าหลิน' ที่สไตล์การต่อสู้แบบ 'พิเศษสุดๆ' นี่ฮาติดหนี้บัญชี ส่วนการแข่งขันเทพเจ้าแห่งครัวเองก็สนุกไม่เบา นับเป็นต้นแบบของ Shaolin Soccer ที่ผสมกังฟูสุดโต่ง (กับ Effects แบบ Practical สุดเจ๋ง แม้มี CGI นิดหน่อย) เข้ากับทุกขั้นตอนการทำอาหารได้อย่างบ้าบิ่น สรุปแล้วนี่คือหนังสำหรับแฟนตัวจริง คนดูทั่วไปอาจรอไม่ถึง climax เพราะรู้สึกเบื่อหรือสับสน ส่วนเด็กๆ ก็อย่าหวังว่าจะสนุกเหมือน Shaolin Soccer เป็นอันขาด!
หนังเรื่องนี้มีอารมณ์ขันที่แรงและตรงไปตรงมาแบบฮ่องกงแท้ๆ ซึ่งตอบโจทย์คนฮ่องกงได้ดี แต่ผู้ชมจากที่อื่นอาจรู้สึกไม่เข้าถึง นี่คือผลงานของสตีเฟ่น โชว์ ในช่วงที่เขายังเจ๋งสุดๆ เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยความเฮี้ยน ตลกแบบไม่ติดดิน และความบ้าบอที่ดูแล้วอมยิ้มไม่หุบ ถ้าคุณชอบสไตล์แบบนี้ รับรองว่าติดใจแน่นอน!
เสน่ห์ของผลงานโจวเหวินฉือ คือการทำให้เราเข้าใจแง่คิดผ่านชีวิตตัวละครตัวเล็กตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความขึ้นลง ว่าความสำเร็จที่แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบให้สุดความสามารถ เมื่อนั้นคุณก็ไม่ไกลจากความสำเร็จแล้ว
ผมหวังว่าผู้จัดจำหน่ายอเมริกันจะหยิบยกหนังคอมเมดี้สุดเพี้ยนจากฮ่องกงเรื่องนี้ไปเผยแพร่ เพราะมันอาจช่วยทำลายกำแพงที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังปิดกั้นกับหนังต่างประเทศได้ แม้หนังจะไม่ใช่คอมเมดี้แบบเดิมๆ และโฆษณาอาจอธิบายเนื้อหาได้ยาก แต่ผมเชื่อว่าถ้ามีผู้จัดจำหน่ายค่อยๆ ปล่อยหนังนี้ทั่วอเมริกา มันน่าจะโด่งดังแบบเงียบๆ ได้อย่างน้อยที่สุด แต่คุณก็หาชมหนังเรื่องนี้ได้ตามร้านเช่าหนังเอเชียในเมืองใหญ่ ไม่ต้องกังวลเรื่องความต่างทางวัฒนธรรม เพราะส่วนใหญ่เป็นตลกแบบสแลปสติกที่เข้าใจกันทั่วโลก แม้แต่การอ้างอิงวัฒนธรรมเช่นเส้าหลินกังฟูก็เข้าถึงได้ บางมุกอาจลึกลับสำหรับผมที่ดูหนังเอเชียมามากกว่าคนทั่วไป แต่ความบ้าบอของมุขเหล่านั้นก็ยังน่าขำ แม้ไม่รู้ที่มาชัดเจน หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะไม่หยุด บางช่วงอาจเหนื่อยล้า และตอนจบรู้สึกเร่งรีบจนดูหยาบๆ (ฉากสุดท้ายรู้สึกเหมือนยังทำไม่เสร็จดี) แต่คุณจะสนุกมากกว่าคอมเมดี้อเมริกันทั่วไปแน่นอน ถึงจะไม่ชอบ คุณก็ต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน!
ผมว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของสตีเฟ่น โชว์ ดูหนังของเขามาหมดทุกเรื่อง แม้แต่ตอนที่ยังไม่ดังก็ตามล่ะ ตอนเขายังเล่นซีรีส์ช่อง TVB ผมก็ดูมาแล้วเหมือนกัน เขาคืออัจฉริยะตลกตัวพ่อของวงการจริงๆ แถมยังติดระดับโลกเลยนะ ส่วนตัวแล้วหนังทุกเรื่องของเขาไม่มีเบื่อเลย ดูเพลินและความยาวกำลังดี (ประมาณชั่วโมงครึ่ง) แต่เรื่องนี้พิเศษกว่าปกติหน่อย...แต่ก็อย่างที่บอก ไหนๆ ก็ฮาหมดแหละ หนังเรื่องนี้นอกจากสตีเฟ่น โชว์แล้ว ยังมีนักแสดงตลกคุ้นหน้าคุ้นตาจากวงการหนังฮ่องกงมาเต็มไปหมด แฟนหนังฮ่องกงตัวพ่อต้องร้องอ๋อแน่นอน แถมยังมีลาม เสวี่ย นักแสดงคู่ใจของจอห์นนี่ ท่อ มาแจมฉากสั้นๆ แบบฮาจัด! รวมถึงดาราทีวีชื่อดังและคาเรน ม็อค สาวสวยในบทบาทแรกๆ ของเธอ สังเกตมาว่าในหนังทุกเรื่องของสตีเฟ่น โชว์ จะมีดาราสาวฮอตที่สุดในตอนนั้นมาเล่นเสมอ อย่างเรื่องนี้ก็คือคาเรน ม็อคนี่แหละ นอกจากมุกตลกที่เด็ดไม่หยุดแล้ว สิ่งที่ชอบมากคือหนังเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรมการทำอาหารจีนได้สนุกมาก บางส่วนเป็นเรื่องจริง (เช่นการใช้ข้าวสวยที่เหลือจากเมื่อคืนมาทำข้าวผัด) บางส่วนก็แต่งเสริมแต่แฝงตำนานอาหารจีนไว้เพียบ! อย่างลูกชิ้นเนื้อที่ต้องทุบด้วยไม้แบบในเรื่องก็มีจริง ส่วนก๋วยเตี๋ยวเศษอาหารที่ว่า ก็หารับประทานได้ตามร้านข้าวทั่วไปจนทุกวันนี้ สองฉากที่ล้อเลียน 18 กระทะทองของวัดเส้าหลิน นี่ฮาหนักมาก! ส่วนมุกลูกชิ้นเนื้อตีปิงปองนี่ดังระเบิดทั้งฮ่องกงและจีน ใครอยากเสิร์ฟความฮาแบบจุกๆ ต้องลองดูเรื่องนี้ ครบสูตรทั้งตำรับอาหาร ศิลปะกังฟู และความบ้าระห่ำของสตีเฟ่น โชว์...สามอย่างนี้รวมกัน แพ้ไม่เป็นเลย!
แม้หนังเรื่องนี้จะมีอารมณ์ขันเฉพาะกลุ่มที่คำบรรยายอาจไม่สื่อความทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ดูสนุกเพราะมีมุกตลกอื่น ๆ ที่เยี่ยมมาก ๆ ให้ได้ฮาแตก คนรักอาหารที่มีอารมณ์ขันดีหรือคอบหนังฮ่องกงต้องชอบแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม หนังมีมุข 'ตลกห้องน้ำ' บ้าง ถ้าไม่ชอบอาจต้องมองหาภาพยนตร์อื่นของสตีเฟ่นแทน ผมดูหนังเรื่องนี้อย่างน้อย 6 ครั้งแล้วเวลาชวนเพื่อนหรือครอบครัวดู ทุกครั้งก็ฮาไม่รู้เลิก หนังยังรวมทีมงานประจำของสตีเฟ่นไว้แทบทั้งหมด แต่ถ้าคุณหวังจะเห็นการต่อสู้กังฟูสุดดุเดือด อาจต้องผิดหวังหน่อย แม้จะมีบางฉากต่อสู้และลีลาสุดเจ๋ง แต่โครงเรื่องนั้นสนุก น่าติดตาม และแปลกใหม่สุด ๆ แถมยังมี 'พระทองเหลือง 12 องค์' ที่ไม่มีทางสู้ได้อยู่เลย... รับรองว่าไม่มีทางชนะพวกท่านแน่ ดูแล้วรับรองฮาจุกๆ ครับ ;)
God of Cookery คือหนังตลกร้ายเลียนแบบภาพยนตร์ฮ่องกงคลาสสิกอย่างซีรีส์ The Gambler หนังยุคแรกของแจ๊คกี้ ชัน และหนังแนวทำอาหารแบบ Chinese Feast ซึ่งตอนแรกที่ดูก็ไม่รู้เหมือนกัน... แต่หนังเรื่องนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันหลงรักแนวนี้เข้าให้! การเสียดสีสังคมที่เกินจริงยังช่วยให้เราเห็นความแตกต่างของ 'ข้อห้าม' ในวงการหนังตะวันตก vs ตะวันออกชัดเจนขึ้น ส่วนงานผลิตนั้นพรีเมียมมาก แม้ในเวอร์ชั่น DVD จะแก้ซับไตเติลบางจุดที่เดิมตลกแตก แต่ก็ยังอ่านเนื้อหาได้ใน大部分场景 ส่วนมุกอ้างอิงการแปลภาษาอังกฤษและซับไตเติลก็ยังฮาไม่เปลี่ยน เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดหนัง 'อาหารการกังฟู' จริงๆ!
มาสเตอร์โชว์ (สตีเฟ่น โชว์) ผู้ประกาศตนเป็น "เทพแห่งการทำอาหาร" คือเชฟที่ตั้งมาตรฐานสูงลิบจนเมื่อมาเป็นกรรมการในแข่งขันทำอาหาร เขามักให้ศูนย์คะแนนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเพียงเพราะจุดบกพร่องเล็กน้อย! เขายังชอบลดหน้ากับลูกน้องและคนรอบตัว โดยเฉพาะผู้ช่วยใหม่จบใหม่จากโรงเรียนสอนทำอาหารจีนที่แย่งชิงตำแหน่งเขาอย่างรวดเร็ว หลังจากตกอับ มาสเตอร์โชว์ได้พบกับ "ทวินเบลด เทอร์คีย์" (Karen Mok) แฟนคลับตัวยงในตรอกมืด พวกเขาร่วมกันสร้างเมนูเด็ดที่อาจนำความรุ่งเรืองกลับมา แต่ก่อนนั้นเขาต้องฝ่าฝึกวิชาที่วัดเส้าหลินให้รอดซะก่อน! สตีเฟ่น โชว์ โด่งดังในฝั่งตะวันตกจาก "Shaolin Soccer" (2001) และ "Kung Fu Hustle" (2004) แต่เรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นของความป่วน! ทั้งศิลปะการต่อสู้ คอมเมดี้บรรเจิด และความเพี้ยนแบบจัดเต็ม ต้องยอมรับว่าบางมุกตลกในเรื่องอาจดูไม่เหมาะสมในยุคนี้เพราะมีเนื้อหาล้อเลียนบุคคลต่างๆ แต่หากมองผ่านบริบทยุค 90s ที่ต่างออกไป รับรองว่าคุณจะสนุกกับหนังเรื่องนี้แน่นอน!
หนังเรื่องนี้ตลกไม่หยุดตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าคุณเคยดูภาพยนตร์ฮ่องกงมาก่อนจะยิ่งอินกับมุกเสียดแนวหนังแบบฉบับสตีเฟ่น โชว์ แต่ถ้าเป็นหนังฮ่องกงเรื่องแรกของคุณก็รับรองว่าขำแน่นอน! โชว์รับบท 'เทพเจ้าแห่งการครัว' ที่โดนสื่อปั้นแต่งให้ดูเทพทั้งที่จริงๆ แล้วทำอาหารไม่เก่งเลย พอไปพัวพันกับธุรกิจมืดก็ถูกประจานจนเสียชื่อล้มละลาย หลังจากนั้นเขาได้พบกับ 'ซิสเตอร์เทอร์กี้' (คาเรน ม็อก) แม่ค้าขายอาหารริมทางสุดแซ่บ ที่จะช่วยให้เขากู้ชื่อเสียงและฐานะกลับคืนมา... แต่ดูเหมือนว่าเขายังไม่เรียนรู้อะไรดีนัก เพราะกว่าจะเข้าใจชีวิตก็ต้องผ่านเรื่องราวและมุขเด็ดอีกเพียบ! แนะนำให้ดูมาก ๆ ให้ 10 เต็ม 10!
อีกหนึ่งผลงานเด็ดของผู้กำกับ/นักแสดง/ผู้เขียนบท สตีเฟ่น โชว์ ที่โดดเด่นด้วยฉากสุดสร้างสรรค์อย่าง "เหล่าหมอดู 18 กระทะทองแห่งวัดเส้าหลิน" ที่มาพร้อมมุขตลกเจ๋งๆ ในหนังที่เต็มไปด้วยความป่วนไม่รู้จบ หนังเรื่องนี้ผสมผสานศิลปะการต่อสู้เข้ากับเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องกันแบบสุดโต่ง คล้ายกับ Shaolin Soccer หนังดังที่ทำให้เขาโด่งดังในต่างประเทศ แต่ The God of Cookery ไม่ได้โฟกัสที่การทำอาหารเท่าไรนัก หากแต่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มตัวละครแปลกแหวกแนวที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ทำให้การกำกับของโชว์น่าชื่นชมคือเขาไม่ใช้ตัวละครเหล่านี้เป็นแค่เครื่องมือสำหรับมุขตลก แต่ให้พื้นที่พวกเขาได้แสดงออก แม้จะเป็นบทเล็กๆ อย่าง "เชฟหน้าตาน่าเกลียด" ในฉากเปิดเรื่องก็ตาม รวมถึงตัวละคร "เทอร์คีย์" หญิงสาวหน้าตาธรรมดาที่มีนิสัยหยาบกระด้างและพฤติกรรมรุนแรงแบบเกินบรรยาย ซึ่งเล่นได้ฮาอย่างสมบูรณ์แบบโดย คาเรน ม็อก นักแสดงที่แสดงออกมาได้ตรงไปตรงมาโดยไม่เสแสร้ง ไม่เหมือนตลกอเมริกันยุคใหม่ที่มักยัดเยียดมุขหรือแสดงแบบฝืนๆ นอกจากนี้แม้โชว์จะเป็นแฟนตัวยงของบรู๊ส ลี แต่ผลงานของเขากลับได้รับอิทธิพลจาก ชาร์ลี แชปลิน เจ้าพ่อตลกผู้รู้จักวิธีสร้างเสียงหัวเราะจากเรื่องจริงจัง ถ้าคุณชอบคอมเมดี้ของสตีเฟ่น โชว์ หรืออยากดูความป่วนแบบไม่ต้องคิดมาก หนังเรื่องนี้คือคำตอบ!
ผมไม่เข้าใจการบูชาเชฟดังเลย ทั้งเจมี่ โอลิเวอร์ หรือกอร์ดอน แรมซีย์ ที่ดูน่ารำคาญสุดๆ การยกระดับอาชีพธรรมดาๆ ของพวกเขาให้สำคัญเกินไป กลับดูเหมือนเป็นการดูถูกคนทำงานธรรมดาที่ต้องตรากตร้ำในความมืดมน ส่วนที่แปลกใจไม่แพ้กันคือคำชมมากมายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง 'เทพเจ้าแห่งการทำอาหาร' ของสตีเฟ่น โชว์ (ที่ดูเหมือนมาจากผู้ชมตะวันตกส่วนใหญ่!) ผมดูหนังฮ่องกงเพี้ยนๆ มาไม่น้อย แต่การ์ตูนตลกหยาบๆ การทำหน้าประหลาด ตลกซ้ำซากแบบเด็กๆ และความบ้าบอที่ดูไม่เข้าท่า ทำให้ผมหน้าแข็งตลอดหนัง และเอาแต่นึกในใจว่า 'นี่มันเรื่องอะไร?' สิ่งที่คนอื่นเห็นว่าดูติดหนึบในหนังเรื่องนี้ สำหรับผมกลับเป็นปริศนา บางที 'เทพเจ้าแห่งการทำอาหาร' อาจต้องดูหลายรอบถึงจะเห็นรสชาติที่ซ่อนอยู่ แต่พูดตรงๆ ผมไม่เชื่อแบบนั้นและไม่รีบร้อนจะพิสูจน์เลย ตอนนี้ผมอาจหมดสนุกกับคอมเมดี้ฮ่องกงไปชั่วขณะแล้ว ให้ 3.5 จาก 10 พอใจปัดขึ้นเป็น 4 ใน IMDb
ไม่จำเป็นต้องคลั่งหนังฮ่องกงก็ดู 'The God of Cookery' สนุกได้! หนังคอมเมดี้สุดเพี้ยนที่ล้อเลียนทุกอย่างแบบไม่ยั้ง ถึงคุณอาจจะอินมากขึ้นถ้ารู้จุดที่มันล้อ แต่ทุกมุกก็ฮาได้แบบ standalone โดยเฉพาะ Karen Mok ในบท Sister Turkey ที่แสดงตลกได้ดีสุดๆ ส่วน Stephen Chow พระเอกขวัญใจฮ่องกง ก็ยังคงสไตล์การแสดงเกินบรรยายในบทตัวโกงสุดเพี้ยนที่พยายามกลับตัว (ไม่ถึงกับ好人เต็มตัว แต่ก็ไม่ห่วยเหมือนก่อน) หนังโยนทุกแนวเข้ามาคลุกวงใน ทั้งบู๊ทะลุจอ เกมโชว์ทำอาหาร โฆษณาล้อจีน เรียกว่ามีครบทุกความบันเทิง! ถ้าคุณชอบหนังที่ทั้งบ้า ทั้งคม และฮาสุดๆ นี่คือหนังต้องดู ถึงไม่ใช่แฟนฮ่องกงก็ยังกรี๊ดได้!
ตอนนี้ฉันเป็นเจ้าของภาพยนตร์สุดฮาและสร้างสรรค์เรื่องนี้แล้ว ความตลกในเรื่องมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ตลกกายภาพแบบเซ่อซ่าสไตล์ Three Stooges ไปจนถึงคอมเมดี้แนวแอบเซิร์ดแบบ Monty Python ที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือการได้เห็นวงการภาพยนตร์เอเชียล้อเลียนคลีเช่ทั่วไปของตัวเอง ทั้งในแวดวงภาพยนตร์และการ์ตูน แถมยังมีรายละเอียดสนุกๆ ที่คล้ายกับการเล่าเรื่องและงานภาพของพี่น้องตระกูลโคเอน (Coen Brothers) ด้วย บางไอเดียน่าจะได้แรงบันดาลใจจาก The Hudsucker Proxy ที่ออกมาหลังเรื่องนี้ 2 ปี คนที่อ่านซับไตเติลเป็นจะสนุกมากแน่นอน!
7.1

Royal Tramp (1992) อุ้ยเสี่ยวป้อ จอมยุทธเย้ยยุทธจักร
4.8

The Mob (2023) มังกรปะทะเสือ