
The Founder (2016) อยากรวยต้องเหนือเกม ไมเคิล คีตัน รับบทผู้ก่อตั้งฟาสต์ฟู๊ดชื่อดัง แม็คโดนัลด์ กว่าจะเป็นร้านอาหารที่มีสาขามากที่สุดในโลกต้องฝ่าฟันวิกฤตอะไรมาบ้าง ความทะเยอทะยาน ไหวพริบ และแง่มุมทางธุรกิจที่คนอยากรวยหรือมองหาข้อคิดดีๆจากผู้ประสบความสำเร็จต้องห้ามพลาด

เรื่องราวของ Ray Kroc นักขายผู้เปลี่ยนร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดนวัตกรรมใหม่ของพี่น้องตระกูล McDonald ให้กลายเป็นธุรกิจร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความทะเยอทะยาน ความมุ่งมั่น และความไร้ความปราณี
หนังชีวประวัติที่มาจากเรื่องราวของ Ray Kroc ผู้ก่อตั้งร้านฟ๊าสต์ฟู๊ดอันโด่งดังอย่าง McDonalds The Founder จะว่าด้วยเรื่องราวก่อนถือกำเนิดร้าน McDonalds ของหนึ่งในผู้ก่อตั้งอย่าง Ray Kroc (รับบทโดย Michael Keaton) ชายผู้มีอาชีพเป็นเซลแมนในรัฐอิลลินอยส์ วันหนึ่งเขาได้มาเจอกับสองพี่น้อง Mac และ Dick McDonald ที่กำลังประกอบธุรกิจขายเบอร์เกอร์ในปี 1950 ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย
ไม่รู้เลยว่าจะรีวิวหนังเรื่องนี้ยังไงดี การแสดงสุดยอดมาก แต่เนื้อเรื่องทำเอาคลื่นเหียน ให้คะแนนแค่ 1 กับโครงเรื่องเท่านั้น Ray Kroc คือไอ้ชั้นเลวที่สุด แบบที่หาใครเทียบได้ยากจริงๆ หัวใจฉันสลายแทนพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ที่ถูกเหยียบย่ำ ถูกหลอกใช้ และชีวิตถูกทำลายราบคาบโดยชายเจ้าเล่ห์ ไร้หัวใจ และฉันเชื่อว่าเขาเป็นโรคจิตเภท โดยเฉพาะข้อความตอนท้ายที่บอกว่าพวกเขาไม่เคยได้ค่าแบรนด์แม้แต่บาทเดียว เรื่องนี้จะทำให้คุณเกลียดแมคโดนัลด์แน่นอน
ภาพยนตร์ชีวประวัติมักเล่าเรื่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ยังสะท้อนค่านิยมของยุคสมัยและสังคมที่พวกเขาอยู่ ‘The Founder (2016)’ ไม่เพียงบอกเล่าตำนานแฮมเบอร์เกอร์ระดับโลก แต่ยังฉายภาพค่านิยมที่ทำให้แมคโดนัลด์เกิดขึ้นจริง และมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด คำคม ‘ความมุ่งมั่นคือทุกสิ่ง’ ที่ได้ยินตอนต้นและตอนจบหนัง กลับหมายถึงความมุ่งมั่นในการทรยศ โลภ และหลักจริยธรรมอันเป็นพิษที่ทำลายความสดใสของโลโก้ทองคำสากล ผู้ก่อตั้งแท้จริงคือสองพี่น้องมอรีซ (John Lynch) และ ริชาร์ด แมคโดนัลด์ (Nick Offerman) ผู้ริเริ่มระบบเบอร์เกอร์มาตรฐานเสิร์ฟเร็ว นำไปสู่ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดสมัยใหม่ เรย์ คร็อก (Michael Keaton) นักขายเครื่องปั่นมิลค์เชคยามยาก ที่บังเอิญมาเห็นคิวยาวเหยียดหน้าร้าน จึงชักชวนให้ขยายสาขาในปี 1954 ด้วยความโลภไม่รู้จบ เรย์ต้องการขยายธุรกิจแบบเต็มรูปแบบ แต่พี่น้องแมคโดนัลด์กลับกังวลเรื่องคุณภาพ จนเมื่อเรย์พบว่า ‘การเป็นเจ้าของที่ดิน’ คือหัวใจของอำนาจ เขาก็เริ่มแผนยึดกิจการอย่างไม่留情 แม้เนื้อหาตามประวัติศาสตร์ แต่ความโดดเด่นอยู่ที่การถ่ายทอดตัวละคร ไมเคิล คีตัน (ดังจาก Birdman 2014) ลงตัวในบท ‘เรย์’ ผู้เห็นแก่ได้ แม้แต่ฉากเปิดก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาจากแววตา เขายอมทำทุกทางเพื่อชนะ แม้ต้องสอดสายยางลงคอคู่แข่งที่กำลังจมน้ำ! ความชั่วของเขาต่างกันสุดขั้วกับความซื่อตรงของสองพี่น้อง แสงสว่างในดงมืดคือการกำกับและงานออกแบบยุค 50 ที่ทำให้เรื่องซับซ้อนดูสนุกไม่น่าเบื่อ The Founder มาพอเหมาะในยุคที่ทุนนิยมถูกตั้งคำถาม แฟนแมคโดนัลด์นับล้านอาจตะลึงเมื่อพบว่า ‘ซานตาคลอส’ แห่งเบอร์เกอร์ กลับมีต้นกำเนิดจากปีศาจร้าย หนังดีไม่ใช่แค่ให้ความบันเทิง แต่สะท้อนโลกตามจริง มากกว่าที่เราอยากให้เป็น The Founder เล่าเรื่องที่ควรถูกบอกต่อ และทำได้อย่างยอดเยี่ยม
ภาพยนตร์ The Founder เป็นเรื่องราวที่น่าหลงใหลและน่าหงุดหงิดเกี่ยวกับชายคนหนึ่ง (และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด) ที่คุณทั้งเคารพและไม่ชอบในเวลาเดียวกัน ไมเคิล คีตัน รับบทเป็น เรย์ คร็อค และภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้คุณตระหนักว่าแนวคิดของแมคโดนัลด์นั้นล้ำสมัยขนาดไหน แม้ว่ามันอาจทำให้ภรรยาของฉันอยากบอยคอตซุ้มประตูสีทองไปซักพัก แต่ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้ดี
สวัสดีอีกครั้งจากโลกความจริง! วิธีที่คุณนิยามคำว่าความสำเร็จอาจส่งผลต่อมุมมองที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งไม่เพียงเล่าที่มาของแมคโดนัลด์ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนเติบโตเป็นจักรวรรดิ แต่ยังเป็นชีวประวัติของเรย์ คร็อก (Michael Keaton) ผู้ประกาศตัวเองว่าเป็นผู้ก่อตั้งร้านอาหารใต้สัญลักษณ์ Golden Arches ระบบทุนนิยมและนักธุรกิจมักไม่ถูกนำเสนอในแง่ดีจากฮอลลีวูด ตัวอย่างเช่น The Social Network, Wall Street, หรือ The Wolf of Wall Street หนังเรื่องล่าสุดของจอห์น ลี แฮนค็อก (ผู้กำกับ Saving Mr. Banks) และโรเบิร์ต ซีเกล (ผู้เขียนบท The Wrestler) ก็เดินทางเส้นทางเดียวกัน—และนี่คือเหตุผล ในปี 1954 เรย์ คร็อกคือเซลส์แมนเร่ขายเครื่องปั่นมิลค์เชคพกพา ฟังเทปสร้างแรงบันดาลใจ และพักตามโมเต็ลตามทาง เขาคลั่งไคล้ความฝันแบบอเมริกัน: กระโจนหาธุรกิจใหม่เรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้พบร้านเบอร์เกอร์รูปแปดเหลี่ยมในซานเบอร์นาดิโน่ ดิก (Nick Offerman) และแมค (John Carroll Lynch) แมคโดนัลด์พาเขาดูกระบวนการทำอาหารที่เร็ว-สม่ำเสมอ-คุณภาพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด! คร็อกมองเห็นโอกาสขยายแฟรนไชส์ ในขณะที่พี่น้องแมคโดนัลด์อยากควบคุมธุรกิจแบบเล็ก หนังเล่าเรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ แม้ปัจจุบันแมคโดนัลด์เป็นอาหารของ 1% ของประชากรโลก! ความสัมพันธ์ระหว่างคร็อกกับพี่น้องแมคโดนัลด์เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง—ฝ่ายหนึ่งไร้หลักการ อีกฝ่ายยึดอุดมคติ คร็อกมองตัวเองเป็นผู้ชนะ แต่หลายคนเห็นการกระทำของเขาเป็นแบบไร้ศีลธรรม แม้จะถูกกฎหมาย การแสดงของ Michael Keaton ตรงเป๊ะในบทชายทะเยอทะยานที่ความมั่นใจโตตามอำนาจ ในขณะที่ความดีของพี่น้องแมคโดนัลด์กลับกลายเป็นจุดอ่อนในโลกธุรกิจ นักแสดงสมทบอย่าง Laura Dern (ภรรยาคนแรกที่ถูกทิ้ง) และ Linda Cardellini (ภรรยาคนที่สาม) ก็โดดเด่น หนังยังถ่ายทอดยุค 50s ได้สมจริง ทั้งรถยนต์สีซีดและแมคโดนัลด์สาขาแรกที่ทำให้คนดูบางคนนึกถึงความหลัง ท่อนสุดท้ายของหนังซูมหน้าคร็อกขณะเตรียมขึ้นพูดบนเวที—เขาจะเล่าเรื่องราวแบบไหน? หนังไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์แบบ Happy Meal แต่คือเรื่องราวความทะยานอยาก การต่อสู้ และกำเนิดธุรกิจที่เปลี่ยนวัฒนธรรมโลก!
สำหรับหลายคนในยุคนี้ อาหารสะดวกซื้อคือความสะดวกสบายที่เราทุกคนลิ้มลอง (บางคนมากกว่าคนอื่น) แต่ในประวัติศาสตร์มนุษย์ แค่ความคิดที่จะได้เบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด และโค้กเย็นๆ ภายในไม่กี่วินาทีเคยเป็นเรื่องใหม่ที่เริ่มฮิตในอเมริกา ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ตลอด 60 กว่าปี แมคโดนัลด์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แหล่งผลิตเบอร์เกอร์ชีสแสนอร่อย มันฝรั่งทอดกรอบ และเครื่องดื่มสดชื่นที่ยังคงครองใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่เวลากินแมคโดนัลด์ เราเคยคิดไหมว่าเครือข่ายนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างไร? โชคดีที่เรื่องราวต้นกำเนิดนี้สุดแสนพิลึก! ปัจจุบัน ภาพยนตร์ชีวประวัติมัก predictable เหมือน Big Mac (คุณรู้อยู่แล้วว่าจะได้อะไร) แต่ภาพยนตร์ของ John Lee Hancock กลับเต็มไปด้วยพลังและจังหวะที่ยกระดับเหนืองานชีวประวัติทั่วไป แถมยังมี Michael Keaton ที่เล่นได้เจ๋งจนน่าลุ้นรางวัล เป็นพระเอกของเรื่อง ประวัติศาสตร์ชวนหลงใหลเรื่องนี้ถูกปรุงด้วยบรรยากาศนัวเนียยุค 50 และบทสนทนาระห่ำจาก Robert D. Siegel นักเขียนบทเรื่อง The Wrestler The Founder พาเราย้อนกลับไปสัมผัสช่วงเวลาที่โมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลกนี้ถือกำเนิด ผ่านมุมมองของ Ray Kroc นักขายสุดสตรั๊กที่ชีวิตพลิกฝ่ามือเมื่อพบกับพี่น้องตระกูล McDonald ผู้คิดค้นระบบ 'ฟาสต์ฟู้ด' ที่ให้โอกาสเรย์ทำเงินอย่างที่ฝันไว้ การแสดงของ Keaton ในบท Kroc นั้นสุดยอด เขาสร้างตัวละครที่เย็นชาและคำนวณทุกอย่าง แต่แรกเริ่มเราก็ยังลุ้นให้เขาพยายามขยายแฟรนไชส์ จนเมื่อแบรนด์เติบโต อีโก้ของ Kroc ก็บวมตาม Keaton เปลี่ยนโทนการแสดงได้เนียนสมจริง ไม่ว่าจะเป็นมุขตลกหรือโมเมนต์ดราม่าสุดดุเดือดกับทนายความ Keaton ฉายแสงเต็มที่ แม้จะมี Nick Offerman และ John Carroll Lynch ที่เล่นบทพี่น้อง McDonald ผู้เคราะห์ร้ายได้ดี แต่ The Founder ยังคงยืนอยู่บนการแสดงอันเลิศของ Keaton แม้หนังเรื่องนี้อาจไม่ติดโผรางวัลใหญ่ แต่ Keaton เองน่าจะเป็นตัวเต็งในเทศกาลรางวัลหน้า The Founder คือหนังชีวประวัติหายากที่ดึงดูดผู้ชมตั้งแต่ต้นจนจบ ภาพยนตร์สตูดิโอที่ถ่ายทำได้สวย บทดี ดนตรีโดนใจ และเล่าเรื่องราวที่คุ้มค่า (แถมยังเป็นโฆษณาชั้นดีที่แมคโดนัลด์ไม่ต้องจ่าย!) หนังให้มุมมองเจาะลึกจุดเริ่มต้นของแมคโดนัลด์ พร้อมฉายภาพตัวจริงของ Ray Kroc ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และเป็นอีกก้าวสำคัญในยุคฟื้นคืนชีพของ Michael Keaton ให้ฉายแสงต่อไป 4 จาก 5 ซองมิลค์เชค
The Founder คืออีกหนึ่งเรื่องเล่าของความฝันแบบอเมริกัน มันเป็นเรื่องราวที่เราเห็นมาแล้วนับล้านครั้ง ชายอเมริกันอยากประสบความสำเร็จ ยอมเสียศีลธรรมเพื่อเงินทอง ฯลฯ มันคล้ายๆ The Godfather, The Social Network หรือ The Wolf of Wall Street และสำหรับ The Founder ถึงจะสนุกแต่ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่หรือโดดเด่นมาเพิ่มเติม กำกับแบบธรรมดา เรื่องราวเดินไปตามสูตรที่คาดเดาได้ และคงไม่ติดอยู่ในความทรงจำคุณนานนัก แต่นั่นก็ไม่ลดความจริงที่ว่าภาพยนตร์ทำออกมาได้ดี นักแสดงทำได้แน่นทุกตัว เรื่องราวก็ดึงดูดใจตลอดระยะเวลาส่วนใหญ่ แต่เหตุผลหลักที่ควรดูคือการแสดงสุดพลังของ ไมเคิล คีตัน นักแสดงที่ถูกลืมในช่วงปี 2000 และดูเหมือนจะเริ่มได้บทดีๆ ที่เขาควรได้ เช่น Spotlight, Birdman และเรื่องนี้ เขาสร้างตัวละครที่ทั้งเจ้าเล่ห์ มีเสน่ห์ และน่าสงสารในแบบที่พอดี โดยรวม The Founder อาจไม่ใช่เรื่องที่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่มันคือเรื่องราวแน่นๆ เกี่ยวกับความโลภและความฝันอเมริกันที่ทำให้คนดูส่วนใหญ่สนุกได้ (หมายเหตุเสริม - ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเรื่องนี้ฉายในออสเตรเลียเร็วกว่าทั่วโลกเป็นเดือน แต่ก็ดีไม่ว่ากัน!)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากเรื่องจริงของเรย์ คร็อก นักขายเร่ที่ได้นำระบบแฟรนไชส์มาใช้กับร้านแมคโดนัลด์ของครอบครัวหนึ่ง และเปลี่ยนมันเป็นธุรกิจระดับโลกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ 'The Founder' เผยให้เห็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ได้อย่างน่าติดตาม ชื่อเรื่องถูกเลือกมาอย่างดี แฝงความหมายถึงความขัดแย้งในตัวเรย์ที่ประกาศตนเป็น 'ผู้ก่อตั้ง' แมคโดนัลด์ ทั้งที่แนวคิดร้านอาหารแบบเร็วและมีประสิทธิภาพไม่ใช่ของเขาเลย—สิ่งนี้กลายเป็นจุดแตกหักกับเจ้าของร้านเดิม ไมเคิล คีตัน รับบทนำได้ยอดเยี่ยม ทั้งดูมีเสน่ห์และความฉลาดเฉลียว พร้อมทีท่าวางแผนบางอย่างอยู่เสมอ หลายครั้งที่กล้องจับภาพใกล้ชิดใบหน้าของเขาเวลาพูดโน้มน้าวใจ และยังมีช่วงตัดต่อที่ฉายคำพูดของเขาในหลายสถานที่ซ้อนทับกันราวกับเป็นสุนทรพจน์เดียว คีตันยังแสดงบทบาทได้ดีทั้งในฐานะผู้ถูกรังแกและผู้รุกราน บางครั้งเขาดูเป็นคนน่าสงสารที่ฝันถูกขวางด้วยความดื้อรั้นของพี่น้องแมคโดนัลด์ แต่บางครั้งก็ดูไร้ความปราณีเมื่อต้องฝ่าฟันทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ ภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์แบบนี้ย่อมถูกนำไปเปรียบกับ 'The Social Network' ซึ่งอาจเทียบไม่ติด แต่ก็ควรค่าที่จะชมในฐานะงานเล่าเรื่องของตัวเอง การเล่าเรื่องของ 'The Founder' มีอารมณ์ขำขันมากกว่า และแม้อาจจะขาดความบันเทิงเพิ่มอีกหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ชวนคิดเมื่อนึกว่ามันเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์
ภาพยนตร์เรื่อง The Founder เป็นผลงานที่ทำออกมาได้ดีและน่าสนใจ ผู้สร้างมั่นใจในงานนี้จนหวังลุ้นรางวัลออสการ์...แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อไม่ได้รับการเสนอชื่อสักรางวัล เหตุผลหลักน่าจะมาจากจุดอ่อนสำคัญของเรื่อง - ตัวละครหลักอย่างเรย์ คร็อก ไม่ใช่คนที่น่าชื่นชอบ การนำเสนอเขาในฐานะนักธุรกิจใจเด็ดที่พร้อมเหยียบย่ำผู้อื่นอาจทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกอึดอัดเมื่อหนังจบลง เรื่องราวเริ่มต้นในยุค 1950 เรย์ คร็อกเป็นพนักงานขายเครื่องปั่นมิลค์เชคที่ชีวิตติดดิน จนวันหนึ่งเขาได้พบกับสองพี่น้องแมคโดนัลด์และร้านอาหารในซานเบอร์นาดิโน่ รัฐแคลิฟอร์เนีย นั่นคือจุดเริ่มต้นความฝันของเรย์ที่จะขยายแฟรนไชส์ระบบร้านอาหารแบบใหม่นี้ หนังพาเราเห็นทั้งความยากลำบากในการเริ่มต้นและวิธีจัดการความสำเร็จของเรย์ ต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องดำเนินได้น่าสนใจและผลิตภาพออกมาได้ดี แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวละครหลัก เรย์ คร็อก ที่ถูกถ่ายทอดเป็นคนไร้ศีลธรรมและเจ้าเล่ห์ แม้สังคมจะชื่นชอบความน่าประทับใจย้อนยุคของแมคโดนัลด์ แต่การได้รู้ว่าความทรงจำนั้นสร้างโดยชายผู้ไม่น่าชื่นชมก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกขมปนหวัง อย่างไรก็ตาม นี่仍是หนังที่值得ชม...แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดูแล้วสุขใจ
ภาพยนตร์ชีวประวัติที่ถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดำเนินเรื่องอย่างต่อเนื่อง และผ่านการค้นคว้ามาอย่างละเอียด ยกระดับด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยมของ ไมเคิล คีตัน ‘The Founder’ บอกเล่าเรื่องราวของเซลส์แมนทะเยอทะยานผู้มองเห็นศักยภาพของร้านอาหารเล็กๆ ในแคลิฟอร์เนีย และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเครือร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม และความไร้ความปราณี ตั้งอยู่ในยุค 1950 เรื่องนี้เล่าถึง เรย์ คร็อก เซลส์แมนเร่ร่อนที่พบกับร้านแมคโดนัลด์ของพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ในซานเบอร์นาดิโน เขาตื่นตะลึงกับบริการที่รวดเร็ว อาหารคุณภาพ และหลักการทำงานอันแข็งแกร่งของพวกเขา คร็อกตัดสินใจร่วมงานเป็นตัวแทนแฟรนไชส์เพื่อขยายธุรกิจให้ทั่วอเมริกา และในที่สุดก็ซื้อบริษัทจากสองพี่น้องคนนี้ การกำกับของ จอห์น ลี แฮนค็อก นำเสนอโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันพร้อมกับการเติบโตของแมคโดนัลด์อย่างชาญฉลาด ดำเนินเรื่องอย่างน่าสนใจตลอดเวลา เขาจัดการเนื้อหาได้อย่างพอดี ไม่หลุดจากกรอบ และรักษาจังหวะความตื่นเต้นตั้งแต่การค้นพบ การสร้าง การดำเนินงาน ไปจนถึงการขยายธุรกิจและกลลวงสุดท้าย ร้านแมคโดนัลด์ยุคเก่าที่ปรากฏในหนังสอดคล้องกับยุคสมัย ส่วนการถ่ายทำในชนบทช่วยให้ผู้ชมย้อนกลับสู่ยุค 1950 ได้เป็นอย่างดี การใช้สีโทนอบอุ่นและมุมกล้องที่มั่นคงเพิ่มความสมจริงให้ภาพ ส่วนเพลงประกอบของ คาร์เตอร์ เบอร์เวลล์ ก็ทำงานได้อย่างแนบเนียน ทีมนักแสดงนำโดย ไมเคิล คีตัน ที่มาพร้อมพลังการแสดงอันแข็งแกร่ง ช่วยให้ตัวละคร เรย์ คร็อก มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วน จอห์น แคร์โรล ลินช์ และ นิค โอเฟอร์แมน ในบทพี่น้องแมคโดนัลด์ก็แสดงได้น่าประทับใจ โดยเฉพาะฉากที่พวกเขาโต้ตอบกับคร็อกทั้งสนุกและเข้มข้น โดยรวมแล้ว ‘The Founder’ คือหนังชีวประวัติที่ค้นคว้าและเขียนบทได้อย่างเฉียบคม ทั้งให้ความรู้และความบันเทิง แสดงให้เห็นการเติบโตของชายผู้เปลี่ยนร้านอาหารเล็กๆ ให้กลายเป็นจักรวรรดิ์พันล้านด้วยวิธีการทางธุรกิจที่ก้าวร้าว ข้อดีอีกอย่างคือการไม่นำชีวิตส่วนตัวของคร็อกเข้ามาในเนื้อเรื่องหลัก ซึ่งต่างจากหนังชีวประวัติฮอลลีวูดส่วนใหญ่ เป็นเรื่องราวที่ทำให้คุณพูดว่า ‘ฉันชอบมัน’ มากกว่า一次ตลอดการชม และน่าลองดูสักครั้ง
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดไว้เลย ตอนดูตัวอย่างแรกๆ คุณอาจคิดว่านี่คือเรื่องราวของคนก่อตั้งแมคโดนัลด์ที่เริ่มจากศูนย์และทำงานหนักจนสร้างเครือข่ายฟาสต์ฟู้ดระดับโลก แต่ความจริงแล้วเนื้อหาไม่ได้เป็นแบบนั้น! ต้องบอกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างแปลกตา เพราะเราไม่คิดมาก่อนว่าต้นกำเนิดร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังจะมีเรื่องให้ทำหนังได้ แม้ว่าจะอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีหนังแบบนี้ แต่โดยรวมถือว่าเป็นหนังที่ดึงดูดได้ดีในครึ่งแรกมากกว่าครึ่งหลัง ไมเคิล คีตัน รับบท เรย์ คร็อก นักขายเครื่องปั่นมิลค์เชคยามจนตรอก ที่บังเอิญไปพบร้านอาหารของพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ ร้านนี้มีระบบบริการสุดล้ำที่เสิร์ฟอาหารใน 30 วินาทีด้วยการจัดวางอุปกรณ์และระบบการทำงานแบบสายพานการผลิต คร็อกหลงใหลแนวคิดนี้และขยายสาขาทั่วประเทศ แม้พี่น้องแมคโดนัลด์จะไม่เต็มใจก็ตาม ตัวคร็อกไม่ได้เป็นคนน่ารักเลย ถ้าจะว่าไปเขาคือคนเห็นแก่ตัว ทรยศคู่ค้าและครอบครัว ซึ่งคีตันก็แสดงได้เหมาะบทมาก หนังเต็มไปด้วยการหักหลังและความโลภที่โฆษณาไม่ได้บอกไว้เลย นี่อาจเป็นวิธีที่นักธุรกิจหลายคนก้าวขึ้นมาสู่ความสำเร็จ ส่วนที่น่าสนใจคือเรื่องราวการเริ่มต้นร้านแรกของพี่น้องแมคโดนัลด์ แต่พอเรื่องดำเนินไปก็เริ่มเรียบๆ แม้จะมีมุมมองการเล่าเรื่องที่ไม่คุ้นเคยก็ตาม เราไม่แน่ใจว่าหนังจะเข้าชิงออสการ์หรือไม่ แต่พอดูจบก็เข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่ติดโผ เพราะเนื้อหาดูเรียบเกินไปและไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนอกจากเรื่องจริงช็อกๆ แม้ไม่ใช่หนังที่จำเป็นต้องมี แต่ก็น่าสนใจที่ได้เห็นประวัติศาสตร์เครือข่ายฟาสต์ฟู้ดที่โด่งดังที่สุดในโลก บางทีควรเปลี่ยนชื่อหนังเป็น 'โจร' มากกว่า 6.5/10
The Founder คือภาพยนตร์ชีวประวัติแนวดราม่านำแสดงโดย Michael Keaton บอกเล่าเรื่องราวของ Ray Kroc นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งแมคโดนัลด์ คอร์ปอเรชั่น ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดแบรนด์นี้ หนังเรื่องนี้ก็ให้มุมมองที่น่าสนใจว่ามันครองใจผู้คนทั่วโลกได้อย่างไร ในปี 1954 เรย์ คร็อก (Michael Keaton) นักขายหัวใสได้พบกับพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ Dick (Nick Offerman) และ Mac (John Carroll Lynch) เจ้าของร้านอาหารชื่อ 'แมคโดนัลด์' เรย์ตื่นตะลึงกับความสามารถทำแฮมเบอร์เกอร์กับเฟรนช์ฟรายให้เสร็จในเวลาไม่กี่วินาที จึงเสนอแนวคิดขยายแฟรนไชส์ร้านไปทั่วประเทศ พร้อมแผนยึดกิจการเพื่อสร้างรายได้มหาศาลให้ตัวเอง Michael Keaton ยังคงแสดงได้สุดยอด นี่คือผลงานระดับท็อปของเขา รองจาก Birdman หนังให้มุมมองเจาะลึกการเปลี่ยนร้านเล็กๆ สู่จักรวรรดิฟาสต์ฟูด ที่น่าทึ่งคือแนวคิดง่ายๆ อย่างฟาสต์ฟูดได้เปลี่ยนโลกการกินไปตลอดกาล แต่น้ำตาแห่งความสงสารก็หลุดร่วงให้พี่น้องแมคโดนัลด์ผู้ถูกหักหลังจากแฟรนไชส์และความโลภของคนอื่น หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง The Social Network (2010) ที่มีพล็อตคล้ายกัน เรื่องชายคนหนึ่งที่ฉกไอเดียเจ๋งจากพี่น้องคู่หนึ่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ให้คะแนน 8/10
บางครั้งคุณก็เลือกดูหนังเพียงเพราะนักแสดงคนโปรด แต่คุณคงคิดไม่ถึงเลยว่าหนังเรื่องนั้นจะทำให้คุณรู้สึกอะไรบ้าง สำหรับฉัน ฉันรู้สึกเพียงอย่างเดียวคือความเกลียดชังต่อเรย์ ครอค และแมคโดนัลด์ฟรานไชส์ทั้งหมด ไม่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการนำเสนอครอคแบบไหน เพราะถ้าหากจุดประสงค์คือยกย่องเขาแม้เพียงนิด ฉันก็คงโกรธเกรี้ยวมากกว่านี้ แต่ต้องยกเครดิตให้ ไมเคิล คีตัน เขาไม่ได้แสดงให้ครอคเป็นแค่คนเหี้ยๆ แม้ในความเป็นจริงเขาจะเป็นแบบนั้นก็ตาม เรายังเห็นว่าเขาคือคนเลวจากการกระทำอันโหดเหี้ยมที่ถูกนำเสนอตรงไปตรงมา แน่นอนในโลกทุนนิยมแบบอเมริกาทุกอย่างอาจดูน่าชื่นชม แต่ผู้ชมควรเห็นว่าความโหดเหี้ยมนั้นไม่ใช่แค่ 'ธุรกิจยังไงก็ธุรกิจ' แบบที่นักธุรใจร้ายพวกนี้ชอบอ้าง ฉันคงไม่ลงลึกถึงประเด็นต่อต้านทุนนิยมที่นี่ แต่สุดท้ายที่หนังทำให้ฉันรู้สึกอะไรบางอย่างอย่างรุนแรงและกระตุ้นให้ขบคิดได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันทำออกมาได้ดีมาก ส่วนด้านเทคนิคของหนัง ฉันไม่ได้มีเวลามากนักที่จะคิดถึงเพราะมัวแต่โกรธเรื่องราวและอยากอัดเรย์ ครอค อยู่ตลอด The Founder อาจมีบางช่วงที่น่าเบื่อ แต่ทำให้คุณคิดถึงระบบทุนนิยมอันห่วยแตกของอเมริกาและโลกธุรกิจ รวมทั้งจุดไฟความโกรธในตัวคุณได้แน่นอน แต่ฉันไม่มาบอกให้คุณคิดแบบนั้นหรอกนะ
เคยได้ยินคนพูดเล่นๆ ว่า ‘The Founder’ คือหนังรีเมค ‘The Social Network’ แต่เปลี่ยนจาก Facebook และ Mark Zuckerberg มาเป็น Ray Kroc กับ McDonald's แน่นอนว่าหนังควรจะสนุกและดึงดูด เพราะมี Michael Keaton ที่ยิ่งเล่นยิ่งเก่งมาแสดง แต่หนังกลับไม่ชัดเจนว่าแมคโดนัลด์兄弟เป็นใคร หรือตัว Ray Kroc จริงๆ เป็นคนแบบไหน พี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ดูเหมือนอยู่ในสเปกตรัมออทิสติก – นิสัยแบบไหนกันที่จะคิดสร้างระบบฟาสต์ฟู้ดขึ้นมา? ความแปลกของพวกเขาดูเป็นเพียงมุกตลกเบาๆ ส่วน Ray Kroc กลับถูกฉายให้ดูเหมือนโรคจิต นักขายผู้มองเห็นว่า McDonald's จะครองโลก เขาปั้นตัวเองจากชีวิตธรรมดาให้กลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยความเหี้ยมโหด ละเลยทุกความพยายามของคนที่สร้างระบบ Speedee ดูดประโยชน์จากแรงงานคนอื่นอย่างเลือดเย็น คำถามใหญ่ที่ยังคาใจคือ Ray Kroc เป็นโรคจิตก่อนรวย หรือเพราะรวยแล้ว才เปลี่ยน? หนังไม่แตะประเด็นสังคมเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและการกดขี่แรงงานเลย สุดท้ายแล้วความรู้สึกหลังดูหนังก็เหมือนกินแซนด์วิชปลา Filet-O-Fish – อิ่มแต่ไม่เต็มอิ่ม
Moneyball (2011) เกมล้มยักษ์
The Good Nurse (2022)