
The Florida Project (2017) แดน(ไม่)เนรมิต เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อน ของเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ นามว่า Moonee ชีวิตที่ใสซื่อแต่กร้านโลก ทำอะไรสนุกสนาน โดยไม่ได้คิดอะไร ซึ่งทั้งหมดตรงกันข้ามกับผู้ปกครองที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากเพื่อลูกที่ตนเองรัก ชีวิตชนชั้นล่างของตัวละครทั้งหมดภายใต้ร่มเงาของ Disney World

แม่เลี้ยงเดี่ยวและผู้จัดการโรงแรมริมทางพยายามอย่างที่สุดเพื่อรักษาความไร้เดียงสาของชีวิตเด็กหญิงวัย 6 ขวบ
“มูนนี่” เด็กสาวที่เติบโตที่หอพักเล็กๆแถวๆ Walt Disney World กับแม่วัยรุ่นผู้เป็น Single Mom หนังจะพาเราไปดูชีวิตของมูนี่ ว่าอยู่ยังไง เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน และอะไรผลักดันให้เด็กสาวมีพฤติกรรม กระทำและคำพูดแบบนี้
ภาพยนตร์เรื่องนี้พาเราดำดิ่งสู่โลกของคนชนชั้นล่างในฟลอริดาที่อาศัยในโรงแรมราคาถูกใกล้ดิสนีย์เวิลด์ สวนสนุกที่ตั๋วสร้อยข้อมือเวทมนตร์ชุดหนึ่งราคาสูงถึง 1,600 ดอลลาร์ การแสดงของนักแสดงทุกคนยอดเยี่ยม โดยเฉพาะบรู๊คลินน์ พรินซ์ ที่รับบทเป็นเด็กหญิงตัวเล็กจอมเก่ง พูดจาไม่ยั้ง แต่ยังน่ารักและซื่อตรงจนตรึงใจ ตัวละครอายุเพียง 6 ขวบแต่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย เติบโตเร็วเพราะถูกปล่อยให้เล่นร่อนไปกับเพื่อนโดยขาดการดูแล เราเห็นใจเด็กๆ ในสภาพนี้ได้ไม่ยาก ที่ขาดทั้งโครงสร้างชีวิตและแบบอย่างที่ดี ส่วนแม่ของเด็กก็เป็นตัวอย่างที่แย่สุดๆ เรานึกภาพออกว่าในอีก 10 ปี เด็กหญิงคนนี้อาจโตมาเป็นแม่ที่เหมือนกับแม่ของเธอ และย้อนไป 10 ปีก่อน แม่ของเธอก็คงโตมาแบบเดียวกัน ผู้กำกับฌอน เบเกอร์ ไม่ตอกย้ำข้อความนี้ตรงๆ แต่ใช้การเล่าเรื่องที่ละมุนละม่อมให้เราเห็นว่าการหลุดพ้นจากความยากจนหรือชีวิตติดขัดนั้นยากแค่ไหน – ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ง่ายเลย บางคนอาจมองว่าพวกเขาได้รับสิ่งที่สมควรแล้ว เพราะแม่ของเด็กไม่ยอมหางานเหมือนคนอื่น กลับโกหกหลอกลวง甚至ขายตัว การจะเห็นใจเธอจึงเป็นเรื่องท้าทาย ส่วนตัวรู้สึกว่าพฤติกรรมแย่ๆ ของเธอทำให้ไม่ชอบตัวหนังเท่าไร ถึงจะเป็นการสะท้อนความจริงก็ตาม เราสงสารเด็กหญิงเพราะเธออายุแค่ 6 ขวบ นี่คือผลพวงจากการมีพ่อแม่แย่ๆ แต่แม่ของเธอก็คงโตมาในสภาพแวดล้อมไม่ต่างกัน หนังจึงตั้งคำถามสำคัญว่าเราจะทำอย่างไรกับวงจรอุบาทว์แบบนี้? โดยไม่พยายามให้คำตอบ แต่เพียงแสดงความจริงที่บางครั้งก็ทำให้เราอึดอัด ผมชอบการตัดต่อที่สั้นกระชับ ช่วยให้หนังไม่ยืดเยื้อแม้จะไม่มีพล็อตใหญ่โต แค่ใช้ชีวิตประจำวันเป็นตอนสั้นๆ ตัวละครของวิลเลม เดโฟ ก็เจ๋งมาก เขารับบทผู้จัดการโรงแรมขรุขระที่ซ่อนความเมตตาไว้ภายใน ไม่ตัดสินใคร แสดงได้สมบทแบบไม่หวือหวา แต่ดูจริงสุดๆ การจบเรื่องก็สมบูรณ์แบบ ทั้งโศกนาฏกรรมและความจำเป็นที่ต้องจบแบบนั้น หลังจากทุกสิ่งที่เราได้เห็นมา
รู้สึกอึดอัด - ใช่เลย คำพูดที่ไม่ควรมาจากปากเด็ก - มีแน่นอน สถานการณ์ที่เด็กไม่ควรต้องเจอ - มีอยู่จริง การเผยให้เห็นชีวิตของคนชั้นล่างของสังคม ทั้งในแง่การเงินและอื่นๆ ทำให้เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่ตัวเองมี เพราะยังมีคนที่แทบไม่มีอะไรเลย
สวัสดีอีกครั้งจากโลกแห่งความมืด 'สถานที่ที่มีความสุขที่สุดในโลก' คือคำขวัญติดหูของดิสนีย์มายาวนาน แต่ความขมขื่นของคนที่ใช้ชีวิตบนเส้นทางสู่ดิสนีย์เวิลด์กลับเป็นหัวใจของหนังล่าสุดโดย ฌอน เบเกอร์ ผู้กำกับผู้ทลายกฎเกณฑ์ เบเกอร์เคยสร้างความสั่นสะเทือนด้วยหนังเรื่อง TANGERINE (ที่ถ่ายด้วยไอโฟนทั้งเรื่อง) เมื่อไม่กี่ปีก่อน และหนังเรื่องใหม่นี้ก็ตอกย้ำความ genius ของเขาที่พาเราไปสัมผัส 'คนชายขอบ' ของสังคม - กลุ่มคนที่แทบไม่เคยปรากฏบนจอเงิน แถมในชีวิตจริงหลายคนก็ไม่เคยสนใจพวกเขาอีกต่างหาก โมเทลแมจิกคาสเซิล สีลาเวนเดอร์สะดุดตาแต่ซ่อนความยากแค้นของคนหลังประตูสีม่วง ที่นี่คือที่พักราคาถูกสุดขั้วสำหรับคนกระเป๋าแบบบาง หนึ่งในนั้นคือเด็กหญิง 6 ขวบอย่างมูนี (Brooklyn Kimberly Prince) และสกูตี้ (Christopher Rivera) เพื่อนสนิท ทันทีที่เห็นเด็กๆ ถ่มน้ำลายลงรถจากระเบียงโมเทล เราก็รู้ทันทีว่าพวกเขาคือเด็กที่ว่างเกินไปและขาดการดูแลจากผู้ใหญ่ เมื่อฤดูร้อนเคลื่อนผ่าน เราได้ตามมูนี, สกูตี้ และเจนซี่ (Valeria Cotto) เพื่อนใหม่ ไปพบกับความสนุกที่บางครั้งก็ข้ามเส้น จากเด็กซนทั่วไปไปจนถึงอุบัติเหตุที่ส่งผลร้ายแรง ความ genius ของหนังอยู่ที่การมองโลกผ่านมุมเด็ก - เราจะเห็นแต่ความสุข ความตื่นเต้น และเสียงหัวเราะใสบริสุทธิ์ ขณะพวกเขาวิ่งเล่นระหว่างโรงแรมนักท่องเที่ยว ร้านไอศกรีม และห้องต้องห้าม ท่ามกลางผู้ใหญ่ที่ดิ้นรนเอาตัวรอดวันต่อวัน แม้บางคนอาจนึกถึงบทเพลงของ Cat Stevens ว่า 'ในวันที่คนบาปทำบาป เด็กๆ ก็เล่นไป' แต่เบเกอร์ไม่ตัดสิน任何人 แฮลลีย์ (Bria Vinaite) แม่ของมูนี เพิ่งถูกไล่ออกจากงาน 'นักเต้น' และกำลังหาทางหาเงินจ่ายค่าโมเทลรายสัปดาห์ เธอรักลูกแต่ก็หยิ่งและโกรธเกรี้ยวเกินไป แถมไม่รู้วิธีพาตัวเองออกจากวงจรความจนนี้ ไม่มีฝันลมๆ แล้งๆ แบบในหนังฮอลลีวูดที่แมจิกคาสเซิล ที่นี่มีแค่คำถามว่าจะหาอาหารมื้อต่อไปและมีหลังคาคลุมหัวได้อย่างไร อย่าไปมองหาพล็อตเรื่อง เพราะบางครั้งมันรู้สึกเหมือนสารคดีติดตามชีวิตมูนี หรือการสำรวจ 'DNA แห่งความสนุก' ในตัวเด็กทุกคน การที่เราตามดูเด็กคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติคือข้อพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของ Brooklyn Kimberly Prince ที่โดดเด่นจน затми ทุกฉาก แม้จะมีนักแสดงระดับเทพอย่าง Willem Dafoe มาร่วมวง Dafoe รับบทบ็อบบี้ ผู้จัดการโมเทล ที่นี่คือบท 'คนปกติ' หายากของเขา บ็อบบี้ทำได้สมบทบาท ทั้งพ่อหลวง คนไกล่เกลี่ย พนักงานเก็บเงิน และผู้ปกป้องจิตใจอันเปราะบางของคนที่นี่ โดยไม่มี糖衣แบบหนังน้ำเน่าฮอลลีวูด ความผูกพันของเขากับผู้พักไม่ใช่เพราะเขาอ่อนไหวง่าย แต่เพราะเขาเป็น 'มนุษย์' ที่เห็นความเปราะบางของชีวิตทุกวัน เบเกอร์ мастер ในการใช้สีและผสมภาพสไตล์ documentary กับ镜头 handheld ในห้องโมเทลแคบๆ เรื่องราวที่เขาเขียนร่วมกับ Chris Bergoch (คู่หูจาก TANGERINE และ STARLET) ไม่ได้สอนmoral โรแมนติกซึ้ง หรือตัดสินใคร มันคือชีวิตจริงของคนที่ดิ้นรนในกรอบของตัวเอง ตำรวจและหน่วยคุ้มครองเด็กคอยเป็นเงาเตือนว่า 'หนึ่งความผิดพลาดอาจเปลี่ยนชีวิตทั้งหมด' หนังเรื่องนี้ทั้งตลกร้ายและสะเทือนใจในคราวเดียว อาจเทียบกับ MOONLIGHT ของปีก่อน หรือมองเป็น prequel ของ American HONEY ก็ได้ แต่ที่แน่ๆ มันคือหน้าต่างสู่ชีวิตที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น และการันตีว่า ฌอน เบเกอร์ คือผู้กำมะโนสำคัญของยุค ส่วนฉากจบที่ถกเถียงกันมาก...จริงๆ มันสำคัญขนาดนั้นเหรอ? สำหรับเด็ก สถานที่ 'หลบหนีจากความเป็นจริง' ที่ดีที่สุดอาจมีแค่ในจินตนาการ และบางครั้งนั่นก็เป็นทางรอดเดียวที่พวกเขามี
หลายปีก่อนผมเคยเห็นในร้านแห่งหนึ่ง แม่ที่ดูหยาบกระด้างมากพาลูกสาววัย 5-6 ขวบมาด้วย เด็กน้อยพูดจาน่ารักและเป็นมิตรจนแทบไม่เชื่อว่าเป็นแม่ลูกกัน ตอนนั้นรู้สึกสงสารเด็กแบบหลงตัวเองนิดๆ คิดว่าเธอคงถูกกำหนดชะตาชีวิตไว้แล้ว แต่ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้น การตัดสินแม่ของผมตอนนั้นก็ไม่ยุติธรรมนัก แต่นั่นคือความทรงจำที่ผุดขึ้นตอนดูหนังเรื่องนี้ 'The Florida Project' พาเราเข้าสู่โมเต็ลที่เต็มไปด้วยคนเคราะห์ร้าย ผ่านมุมมองของ 'มูนี' เด็กน้อยที่วิ่งเล่นกับเพื่อน ในขณะที่แม่ของเธอ 'แฮลลี่' นอนสูบบุหรี่และหาช่องทางหาเงิน ทั้งจากการถอดเสื้อผ้าและขายของปลอมให้นักท่องเที่ยว แต่สำหรับมูนี นี่คือโลกสีสันแสนวิเศษต้องบอกว่าหนังดำเนินเรื่องช้ามาก บางช่วงยืดเยื้อเกินไปจนคนชอบหนังแนวพุ่งเป้าอาจรู้สึกไม่ถูกจริต แต่ถ้าปรับคลื่นความชอบได้ ก็จะซึมซับกับสิ่งที่หนังนำเสนอได้ไม่ยาก หนังให้ความสำคัญกับความสนุกสดใสของเด็กๆ โดยไม่ยัดเยียดความเศร้าของชีวิต แม้ความยากจนและความสิ้นหวังจะถูกเล่าผมมุมมองเด็กๆ ที่ไม่เข้าใจเต็มๆ แต่เรื่องราวก็ค่อยๆ เผยโฉมความจริงอันโหดร้าย สุดท้ายแล้วหนังก็ทิ้งความหดหู่ไว้กับความเป็นไปได้ที่มูนีอาจไม่มีอนาคตสดใสดังที่เธอสมควรได้ ไม่ใช่ว่าคนจะหลุดพ้นความจนไม่ได้ แต่ที่นี่...แทบไม่มีอะไรช่วยพวกเขาเลยด้านการแสดงต้องชมเชย โดยเฉพาะ 'บรูกลิน คิมบริน โปรซ์' ที่รับบทมูนีได้สมจริงจนน่าทึ่ง 'วิลเลม เดโฟ' ดาราชื่อดัง唯一ในเรื่องก็ทำได้ดีไม่น้อย ส่วน 'บริวานา ไวนาไอท์' ที่รับบทแฮลลี่นั้นแสดงได้ลึกซึ้งสมจริง ถ้าเป็นนักแสดงชื่อดังคงติดโผออสการ์เลยทีเดียว การที่เธอมีรอยสักและลุคสุดเท่อาจทำให้คนคิดว่าเธอแค่แสดง本色出镜 แต่จริงๆ แล้วเธอสื่ออารมณ์ได้ละเอียดลึกซึ้ง ทั้งเฉยชา แต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์ หนังไม่试图美化或ตัดสินตัวละคร'The Florida Project' อาจไม่ใช่หนังที่ดูง่ายสำหรับทุกคน ดำเนินเรื่องช้าบ้าง แต่ความจริงใจและมิตรภาพระหว่างตัวละคร就是这部电影的魅力所在 การแสดงที่เป็นธรรมชาติและโลกของเด็กที่ยังคงสดใส ท่ามกลางความจริงอันโหดร้าย ทำให้หนังเรื่องนี้ตราตรึงใจไม่รู้ลืม
เรื่องราวเกิดขึ้นในออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ตามติดชีวิตของฮัลลีย์ (Bria Vinaite) แม่เลี้ยงเดี่ยวและมูนี (Brooklynn Kimberly Prince) ลูกสาววัยเด็กที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทั้งคู่ใช้ชีวิตแบบวันต่อวันในโรงแรมนักท่องเที่ยวเก่าๆ ที่บริหารโดยบ็อบบี้ (Willem Dafoe) ผู้จัดการใจดีที่คอยช่วยเหลือผู้คนหลากหลายที่พักอาศัยที่นี่ ฮัลลีย์กำลังเผชิญช่วงเวลาย่ำแย่หลังถูกไล่ออกจากงานสตริปเปอร์และทางเลือกในชีวิตก็ยิ่งลดน้อยลง ส่วนมูนีที่มักถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังก็สร้างปัญหาไม่รู้จบ ผมเชื่อว่าผู้กำกับ Baker ต้องการให้เราสัมผัสถึงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้คนที่ต้องดิ้นรนใกล้ๆ กับดินแดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยว ชวนให้คิดถึงความขัดแย้งระหว่างสถาปัตยกรรมสีสันฉูดฉาดเหมือนในความฝันของเด็กที่กลายเป็นฉากหลังของความยากจน โดยเฉพาะผลกระทบต่อชีวิตเด็กๆ แต่อีกมุมหนึ่ง หนังก็เหมือนภาพสะท้อนการล่มสลายของสังคมตะวันตกสมัยใหม่ ที่เราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบ พฤติกรรมเกเรของมูนีไม่น่าแปลกใจเมื่อแม่ของเธอเองก็คือ‘ความพัง’ เดินได้ ฮัลลีย์ทำลายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วน Willem Dafoe ที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบมาหลายที่ แม้แรกๆ จะดูแน่นอนสำหรับรางวัลออสการ์ แต่ตัวผมกลับไม่ค่อยเห็นว่าบทบาทนี้โดดเด่นจน值得ได้รับการเสนอชื่อ เขาทำได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นที่ควรได้เสียงชื่นชมมากขนาดนั้น
ผมตั้งตารอหนังเรื่องใหม่ของฌอน เบเกอร์ ตั้งแต่เห็นคำวิจารณ์ดีจากเทศกาลคานส์และโทรอนโต แม้หนังจะถ่ายทำสวยและนักแสดงเล่นดี แต่ก็ยังไม่โดนใจเท่าที่ควร เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวยากจนที่แม่เลี้ยงเดี่ยวและเพื่อนๆ ในโรงแรมราคาถูกที่ทรุดโทรมใกล้ดิสนีย์เวิลด์ รัฐฟลอริดา เบเกอร์ใช้สไตล์เรียบง่ายแต่ได้ภาพยนตร์ที่สวยงาม ช่วงสีจัดจ้านช่วยเสริมเอกลักษณ์ การแสดงส่วนใหญ่ดีมาก โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ทำได้น่าเชื่อถือ ส่วนวิลเลม เดโฟ่ ก็ดีในบทผู้จัดการโรงแรม แต่ควรได้แสดงอารมณ์หลากหลายกว่านี้ หนังมีจุดอ่อนชัดเจน เช่น โทนเรื่องกระโดดไปมา ระหว่างความสนุกของเด็กกับธีมมืดหม่นที่ตัดกันอย่าง突兀 บางคนอาจไม่ชอบที่หนังดาร์กกว่าที่预告片 นำเสนอ แต่ผมโอเค ส่วนมุกตลกหยาบๆ ของเด็กที่ปนกับเนื้อหาลึกๆ ก็ดูไม่ลงตัว สุดท้ายฉากจบรู้สึกเหมือนแก้ขัด ไม่รู้ว่าถ่ายเพราะขาดงบหรือคิดไม่ตก ถึงผมอยากชอบ ‘The Florida Project’ และมันไม่ใช่หนังแย่ แต่ก็เสียดายที่มันน่าจะดีกว่านี้ 6.5/10
ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก แม้จะไม่เหมือนหนังทั่วไป ชั่วโมงแรกสนุกเฮฮาแบบสุดเหวี่ยง ก่อนจะค่อยๆ ดำดิ่งสู่การสำรวจชีวิตคนอเมริกันกลุ่มล่างที่ต้องดิ้นรนวันต่อวัน หนังเล็กๆ เรื่องนี้ทำได้สดใหม่และน่าตกใจ เพราะมีภาพยนตร์น้อยนักที่เล่าเรื่องชนชั้นนี้ ชัดเจนตรงข้ามกับสังคมคนรวยที่เราเห็นจนชิน การแสดงเด็ดมาก! บรี วินายต์ ในบทแม่วัยเด็กรันอย่างฮาเลย์ นี่เธอซ่อนตัวอยู่ไหนมาทั้งชีวิต? ส่วนลูกสาวและเด็กๆ คนอื่นๆ ก็เล่นได้ธรรมชาติ ทั้งบทสนทนาและพฤติกรรมตลกจนน้ำตาเล็ด ตอนหลังเรื่องเริ่มจริงจังมากขึ้น แต่ยังเชื่อถือได้และกินใจ วิลเลม เดโฟ่ ยังแน่นเหมือนเดิม ในบทผู้ชายใจดีแต่ขรึม แนะนำให้ดู! แต่อาจไม่เหมาะกับทุกคน มีคนเดินออกกลางเรื่องบ้าง ผมว่าเพราะบางคนอาจทนดูเด็กๆ แบบไม่ตัดต่อไม่ไหว หรือไม่อยาก承認ว่าชนชั้นนี้มีจริงอยู่ ท้ายสุด นี่คือเรื่องที่ต้องบอกต่อ และมันถูกเล่าอย่างยอดเยี่ยม ขอบคุณทีมผู้สร้างที่ทำให้เราได้เห็นอีกด้านของสังคม!
ภาพยนตร์เรื่อง 'The Florida Project' ช่วยให้เรารู้สึกทั้งสุขใจและเจ็บปวดไปพร้อมกัน การเล่าเรื่องชีวิตของผู้ใหญ่ที่ดิ้นรนกับความยากจนท่ามกลางเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ถึงความโหดร้ายของโลก ทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัดไม่น้อย แต่เพราะส่วนใหญ่ของเรื่องโฟกัสไปที่มุมมองของเด็ก จึงมีเสน่ห์ของความไร้เดียงสาและความสงสัยใคร่รู้แบบเด็กๆ ที่ดูแล้วน่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ที่ตระหนักถึงสภาพอันน่าหวาดหวั่นของเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ล้มเหลวรอบตัวพวกเขา ต้องยอมรับว่าการดูหนังเรื่องนี้ทำให้เครียดอยู่ไม่น้อย 'The Florida Project' สะท้อนความโหดร้ายของชีวิตผู้ใหญ่ผ่านสายตาเด็กที่ยังไม่เข้าใจความเลวร้ายของสภาพแวดล้อมรอบตัว บรู๊คลินน์ พรินซ์ รับบทเป็นมูนี่ เด็กหญิงที่ใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูงและแม่ของเธอ (ฮัลลีย์ แสดงโดย บรียา วินาไทท์) การแสดงของทั้งคู่สมจริงจนเหมือนดูสารคดี ช่วงเวลาที่มูนี่ซุกซนกับเพื่อนๆ กินไอศกรีมหรือแกล้งคนแปลกหน้า รวมถึงเล่นหยอกล้อกับแม่ใต้สายฝน ช่วยให้เรารู้สึกสนุกไปกับความไร้กังวลแบบเด็กๆ ราวกับทุกอย่างในชีวิตเธอสดใสสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สบายใจนักคือ เด็กทุกคนในเรื่องถูกล้อมรอบด้วยผู้ใหญ่ที่ล้มเหลว แม่ของมูนี่ปล่อยให้เธอเล่นไกลที่พักตามลำพังจนเสี่ยงอันตราย แถมผู้ใหญ่เกือบทุกคนในเรื่องก็ไม่เหมาะจะเป็นพ่อแม่ แม้รู้ว่าแม่รักลูก แต่เธอกลับทำสิ่งเสี่ยงๆ ต่อหน้าลูก เช่น ใช้กัญจา แช่งด่า หรือพาคนแปลกหน้ามาบ้านขณะลูกอาบน้ำ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ชมกังวลใจตลอดเรื่อง ราวกับรอให้เกิดเรื่องร้ายขึ้น ด้านภาพยนตร์นั้นสวยงามด้วยสีสันสดใส งานกำกับและภาพถ่ายทำได้ดี มีบางซีนที่ประทับใจ เช่น ฉากวิลเลม ดาโฟสูบบุหรี่นอกโรงแรมหรือมูนี่กับเพื่อนดูดอกไม้ไฟ ทำให้สภาพแวดล้อมที่ยากจนดูไม่โหดร้ายเกินไป และยังช่วยให้เรื่องน่าติดตามขึ้น แม้บางช่วงอาจยืดเยื้อด้วยซีนซ้ำๆ ที่ตัดทิ้งได้ แต่ตอนจบ 30 วินาทีสุดท้ายกลับทำลายอารมณ์ผู้ชมแบบไม่ทันตั้งตัว จากความรู้สึกสะเทือนใจกลายเป็นความงุนงงจนน่าตกใจ แม้เข้าใจเจตนาผู้สร้าง แต่การจบแบบหักมุมฉับพลันกลับทำให้รู้สึกไม่พอใจ สรุปแล้วให้คะแนน 6/10 แม้ 'The Florida Project' จะมีภาพสวยและการแสดงสุดยอด แต่การได้เห็นชีวิตเด็กในสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายกับผู้ใหญ่ที่ล้มเหลว ทำให้ดูไม่สนุกเท่าที่ควร รวมถึงตอนจบที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกตัดจบกลางคัน
ผมกับภรรยาดูหนังเรื่องนี้ที่บ้านผ่านดีวีดีที่ยืมมาจากห้องสมุด ผู้เขียนและผู้กำดั๋งได้พูดไว้ในส่วนพิเศษของดีวีดีว่าเขาชื่นชอบภาพยนตร์ชุด 'Little Rascal' เก่าๆ มานาน และต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กๆ ที่ใช้ชีวิตในหน้าร้อนโดยไร้การดูแลแบบเดียวกัน ย้อนกลับไปปี 1992 ผู้กำกับ Robert Rodriguez เคยสร้างหนังเรื่อง 'El Mariachi' ด้วยงบเพียง 7,000 ดอลลาร์ หนังเรื่องนี้ก็มีลักษณะคล้ายกัน บางซีนถ่ายด้วยมือถือ ผู้กำกับเขียนบทใหม่ระหว่างถ่ายทำ และยังรับหน้าที่ตัดต่อเองทั้งหมด ถือเป็นความพยายามที่น่าชื่นชม เพื่อสะท้อนปัญหาของครอบครัวใกล้ไร้บ้านในฟลอริดาที่ต้องอาศัยในโมเต็ลใกล้ดิสนีย์เวิลด์ สำหรับผม ดาราตัวจริงคือ Bria Vinaite นักแสดงหน้าใหม่ในบท Halley แม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกสาวอายุ 6-7 ขวบ ผู้กำกับเล่าว่าเธอมีลูกตอนอายุเพียง 15 และต้องดิ้นรนหาเงินค่าเช่าที่พักทุกสัปดาห์ ทั้งวิธีถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย พฤติกรรมและคำพูดของเธอสะท้อนชีวิตในโหมดเอาชีวิตรอดอย่างชัดเจน Willem Dafoe รับบท Bobby ผู้จัดการโมเต็ลได้อย่างลงตัว เขาทนความซนของเด็กๆ และต้องตามเก็บค่าเช่าจาก Halley อยู่เรื่อยๆ แต่ในใจก็สงสารพวกเขา全て บางทีเขาอาจเป็นพ่อคนเดียวที่ Halley เคยมี มีซีนหนึ่งที่เด็กๆ กำลังเล่นกัน แล้วมีชายแปลกหน้ามายุ่งด้วย Bobby ที่กำลังปีนบันไดสูงทาสีอยู่รีบลงมาขับไล่ชายคนนั้นทันที แม้หนังส่วนใหญ่ดูหนักใจเพราะสะท้อน現實สังคมได้อย่างเจ็บจี๊ด เรื่องนี้เล่าเกี่ยวกับฟลอริดา แต่จริงๆ แล้วชุมชนใหญ่ทุกแห่ง รวมทั้งที่เท็กซัสที่ผมอยู่ ก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้
ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนรอบทั่วไป พร้อมร่วมถาม-ตอบกับผู้เขียนบท/ผู้กำกับ/ผู้ตัดแต่ง ฌอน เบเกอร์ หลายคนรู้จักเขาจากผลงานดังอย่าง Tangerine (2015) ส่วนตัวผมหลงรักโลกของเขาตั้งแต่เรื่อง Starlet (2012) สิ่งที่เขาสื่อเสมอคือความจริงอันบิดเบี้ยวที่ซ่อนอยู่ในสังคม และ The Florida Project ก็สะท้อนสิ่งนี้ออกมาอย่างหมดจดและสวยงามด้วยสีสันสดใส เรื่องราวติดตามมูนี เด็กหญิง 6 ขวขี้เกียจผู้ซนสุดเหวี่ยง ที่พาเพื่อนๆ สำรวจ ก่อกวน และยึดครองโรงแรมธรรมดาๆ แห่งหนึ่งใกล้ดิสนีย์เวิลด์ เธออาศัยกับแม่วัยเยาว์ที่มีรอยสักเต็มตัว ซึ่งดูมีความสุขและพอใจกับชีวิต แม้บางสัปดาห์จะจ่ายค่าเช่าล่าช้าไปบ้าง ในฤดูร้อนนี้ เด็กๆ มีอิสระทำอะไรตามใจ เพราะพ่อแม่ไม่เข้มงวดนัก ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่จ่ายดิสนีย์รีสอร์ทไม่ไหว พวกเขาสร้างความสนุกได้ไม่รู้จบ ตั้งแต่ขอเงินคนแปลกหน้าเพื่อซื้อไอศกรีม ไปจนถึงปิดไฟทั้งโรงแรม สิ่งที่น่าประทับใจคือการถ่ายทอดอิสรภาพของเด็กๆ และการทดลองขีดจำกัดในชีวิตอย่างเนียนธรรมชาติ ฉันเกือบลืมว่ากำลังดูหนังอยู่ เพราะทุกฉากดึงดูดได้หมดจด แม้กังวลว่าเด็กๆ อาจแสดงเกินจริง แต่ทุกการกระทำกลับสมจริงจนเชื่อได้ โดยเฉพาะ ‘แฮลลีย์’ แม่ของมูนี ที่แสดงได้สมบทบาทซับซ้อนของแม่วัยรุ่นผู้ดิ้นรนกับชีวิต งานกล้องก็เป็นจุดเด่น โดยใช้มุมกว้างและสีสันเปรี้ยวจัดเพื่อสื่อมุมมองเด็กๆ สไตล์การถ่ายแบบกอริลล่าทำให้รู้สึกถึงความเร่งรีบและเรื่องเล็กน้อยในชีวิต ส่วนฉากเฮลิคอปเตอร์บินหนีนั้น อาจตีความได้หลายแบบ แต่สำหรับฉันมันคือสัญลักษณ์ของ‘อิสรภาพ’ ที่พรากไปได้ในพริบตา The Florida Project ไม่ใช่หนังที่คุณจะพบเจอบ่อยๆ มันให้รสชาติของความจริงดิบในศิลปะที่หาได้ยากยุคนี้ รับรองว่าดูแล้วต้องอยากกลับมาซ้ำอีกครั้ง!
ฉันอยากจะรักเรื่อง The Florida Project มากจริงๆ หนังเรื่องนี้มีจุดแข็งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นคือภาพลักษณ์สีสันสดใสเหมือนลูกอมที่ดึงดูดให้เราหลงเข้าไปในโลกข้างทางของสังคม การแสดงก็เด่นชัด โดยเฉพาะจากน้องบรู๊คลินน์ พรินซ์ และ วิลเลม ดาโฟ น้องบรู๊คลินน์ถ่ายทอดความซนและอิสระของเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนดาโฟก็เติมความหนักแน่นท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัวเขาได้ดี แต่ถึงจะมีข้อดีเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกว่า The Florida Project ยังทำได้ไม่เต็มศักยภาพ หนังดูเหมือนพยายามสื่อสารบางอย่างเกี่ยวกับความยากจนและความไร้เดียงสาของเด็ก แต่สารที่ได้กลับคลุมเครือ เรื่องราวเร่าร่อนผ่านเหตุการณ์ย่อยๆ ในโมเต็ลเก่าๆ แต่ไม่เคยรวมตัวเป็นโครงเรื่องที่ชัดเจน แม้ความตั้งใจอาจจะสะท้อนชีวิตที่ไร้จุดหมายของตัวละคร แต่คนดูอย่างฉันกลับอยากได้ความลึกซึ้งและทิศทางที่มากกว่านี้ ส่วนตอนจบที่ไม่อยากสปอยล์นั้น กลับทำให้ฉันรู้สึกเฉยๆ ถึงจะเข้าใจว่าหนังต้องการสร้างความตกใจด้วยการเปลี่ยนโทนจากความสมจริงที่ผ่านมา แต่มันกลับดูเหมือนเทคนิคมากกว่าการจบที่สมบูรณ์แบบ ฉันอยากถูกกระตุ้นอารมณ์ แต่กลับรู้สึกเฉยเมยแทน
บอกเลยว่าก่อนหน้านี้ได้ยินคำชมมากมายจากเทศกาลหนังและนักวิจารณ์ที่ติดตามในโซเชียล มีเดีย ตัวทริเลอร์อาจไม่ได้ดึงดูดเท่าไร แต่รู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องมีอะไรพิเศษ แม้ยังไม่เคยดูผลงานก่อนหน้าของ ฌอน เบเกอร์ อย่าง 'Tangerine' เลยไม่รู้ว่าควรตั้งความหวังไว้แค่ไหน แต่พอได้ดูแล้วบอกเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้ดีมาก! การแสดงเปี่ยมพลัง บทหนังชวนประทับใจและสะเทือนอารมณ์ สร้างประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน เรื่องราวติดตามชีวิตของเด็กหญิงชื่อมูนี (Brooklynn Kimberly Prince ตัวเล็กที่เล่นได้ดีมาก) กับแม่ที่อาศัยในโมเต็ลรายสัปดาห์ภายใต้การดูแลของบ็อบบี้ (Willem Dafoe) แม่ของมูนีอย่างแฮลลีย์ต้องต่อสู้หารายได้เลี้ยงลูก แต่ความหยาบกระด้างและไลฟ์สไตล์ของเธอกลับสร้างปัญหาในโมเต็ล บ็อบบี้พยายามดูแลทั้งคู่แต่ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ไม่อยากสปอยล์มาก แต่ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ทั้งสนุกและประทับใจ เด็กๆ ในเรื่องส่งเสียงกรี๊ด วิ่งเล่นซนแบบที่เด็กๆ เป็นกัน ซึ่งทำออกมาได้น่ารักและเป็นธรรมชาติมาก รู้สึกว่าเบเกอร์อาจให้เด็กๆ อิมโพรไวส์บทเองเลย เพราะทุกอย่างดูจริงสุดๆ ส่วน Bria Vinaite นักแสดงใหม่ไฟแรง รับบทได้เปรี้ยวซ่า ทั้งน่ารักและน่าหงุดหงิดในตัวละคร แถมยังแสดงออกมาได้ดิบเถื่อนอย่างสมบทบาท ส่วน Willem Dafoe ก็ดีแบบที่คาดไว้ รับบทบ็อบบี้ได้เห็นใจมาก เบเกอร์ใช้เลนส์หนังสำรวจชีวิตคนตัวเล็กในอเมริกาที่ไม่ค่อยมีใครเล่า เราไม่ค่อยได้เห็นหนังเกี่ยวกับครอบครัวยากจนที่ต้องดิ้นรนแบบนี้ในฮอลลีวูด โดยเฉพาะตอนจบที่ทั้งสวยและสะเทือนใจ สะท้อนความไร้เดียงสาของเด็กๆ ได้อย่างเหน็บหน่วง นี่อาจเป็นตัวเต็ง Oscar จริงๆ ให้ 8/10
6.8

The Chronicles of Evil (2015) โหด ฆาตกรรม
6.6

Stealer The Treasure Keeper (2023)
5.9

Dr.Lamb (1992) ฝนตก ฟ้าร้อง คนหอน…เฉือนไม่จำกัด
5

Fireball (2009) ท้าชน
6.6

8MM (1999) ฟิล์มมรณะ
7

A Useful Ghost (2025) ผีใช้ได้ค่ะ
6.2

Wonderland (2024) วันเดอร์แลนด์
6.6

Detention (2019) กักสยอง โรงเรียนหลอน
7.1

Seven Years in Tibet (1997) เจ็ดปีโลกไม่มีวันลืม
6.2

I Spit on Your Grave (2010) เดนนรก ต้องตาย
6.8

Athena (2022) อเธน่า
6.6

Fancy Dance (2023)