
Spoiler A lert (2022) เรื่องราวความสัมพันธ์ของ Michael Ausiello และ Kit Cowan ซึ่งพลิกผันอย่างน่าเศร้าเมื่อ Cowan ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

เรื่องราวความสัมพันธ์ของ ไมเคิล ออสซีลโล และ คิต โคแวน ที่เกิดเรื่องเศร้าสลดเมื่อโคแวนถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
ไมเคิล ออสซีลโล นักข่าว ต้องเผชิญกับการเดินทางบนรถไฟเหาะตีลังกาของอารมณ์ เมื่อคิต โคแวน คู่ชีวิตของเขากว่า 14 ปี ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
แม้ว่าโครงเรื่องของ Spoiler Alert จะไม่มีความใหม่แต่อย่างใด และเราก็รู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่าท้ายที่สุดเรื่องจะจบแบบไหน แต่ความรู้สึกจริงใจที่นักแสดงนำสื่อออกมาทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีค่า เรื่องราวบอกเล่าความสัมพันธ์ 13 ปีของไมเคิล (Jim Parsons) และคิต (Ben Aldridge) ที่ใช้ชีวิตร่วมกันผ่านเหตุการณ์ต่างๆ หนังเริ่มต้นด้วยภาพของไมเคิลที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลข้างคิตที่กำลังใกล้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ก่อนจะย้อนกลับไปตอนที่ทั้งคู่พบกันครั้งแรก และตามดูชีวิตที่เปลี่ยนผ่านจากช่วงหนึ่งไปอีกช่วงหนึ่งของความสัมพันธ์ เมื่อเรื่องดำเนินไป เราจะเห็นว่าความรักของคู่รักค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผ่านเหตุการณ์สำคัญ เช่น การทำความรู้จักกัน ชีวิตประจำวัน ภาวะซึมเศร้าของไมเคิล และการต่อสู้กับมะเร็งของคิต แต่ละสถานการณ์สะท้อนให้เห็นว่าทั้งคู่ต้องปรับตัวอย่างไรให้ความสัมพันธ์อยู่รอดท่ามกลางอุปสรรคชีวิตหนังยังสำรวจเรื่องการสื่อสาร ความไว้ใจ ความซื่อสัตย์ และความมุ่งมั่น บทสนทนาของทั้งคู่มีทั้งมุกตลกและความรู้สึกจริงๆ ที่ทำให้เรื่องดูใกล้ตัว นอกจากนี้ เรายังได้เห็นความยากลำบากของการคบกันยาวและความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์เมื่อชีวิตมีเรื่องไม่คาดคิดการแสดงของ Jim Parsons และ Ben Aldridge นั้นยอดเยี่ยม ทั้งคู่ถ่ายทอดอารมณ์และความลึกของตัวละครได้อย่างสมจริง จนเรารู้สึกเชื่อมโยงกับความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่พวกเขาแสดงออกมาSpoiler Alert (2022) คือหนังที่คิดลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจ พาเราตามดูว่าความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรท่ามกลางบททดสอบของชีวิต ความรู้สึกจริงใจในหนังจะตรงใจคนที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ มาก่อน การแสดงที่แข็งแกร่งของนักแสดงทำให้เรื่องนี้ตราตรึง และเตรียมกระดาษทิชชู่ไว้ให้พร้อม…คุณจะต้องใช้มันแน่ๆ
ฉันชอบหนังเรื่องนี้มากค่ะ ฉันเป็นผู้หญิงตรง ไม่ใช่เกย์ เลยบอกไม่ได้ว่ามันแสดงวิถีชีวิตเกย์ได้ดีแค่ไหนเหมือนคนอื่นๆ ที่รีวิวไว้ แต่รู้สึกว่าการนำเสนอไม่ได้เกินจริงหรืออลังการแบบที่ละครส่วนใหญ่ชอบทำ ประหลาดใจที่สุดคือการแสดงของจิม พาร์สันส์! รู้ว่าเขาเล่นดีใน The Big Bang Theory แต่ไม่คิดว่าเขาจะลุยบทหนักแบบนี้ได้ แต่เขาทำได้ดีมากๆ ทุกคนในเรื่องแสดงดีหมด แล้วทำไมให้แค่ 7 ดาวล่ะ? คิดว่าน่าจะเพราะมันไม่ใช่โรแมนติกดราม่าซึ้งๆ แบบที่คิดไว้ มันมีรักที่แท้จริงขนาดนั้นเหรอ? ฉันเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนต้องมี 3 อย่างคือ รัก ไว้ใจ และเคารพ แต่ในเรื่องมีการนอกใจ (เสียความไว้ใจและเคารพไปแล้ว) แล้วก็ห่างกันจนเลิก (ขาดรักที่จริงจัง) รู้สึกว่าที่กลับมาคบกันเพราะคิตใกล้ตาย ถ้าไม่ใช่แบบนั้นจะกลับมามั้ย? น่าจะไม่ค่ะ เลยทำให้อารมณ์เศร้าจากการเสียคนรักไปไม่เต็มที่ รู้สึกว่าไมเคิลเสียเพื่อนสนิทมากกว่าคนรักซะอีก แม้จะเศร้าแต่ไม่ถึงใจแบบที่หนังตั้งใจ แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดี การแสดงยอดเยี่ยม มีเคมีระหว่างพาร์สันส์กับอัลดริดจ์ การดำเนินเรื่องก็พอดี ดูแล้วคุ้มค่าแน่นอน!
หนัง 'Spoiler Alert' บอกเล่าเรื่องราวของ ไมเคิล (แสดงโดย Jim Parsons) หนุ่มขี้อายและชอบเก็บตัวผู้คลั่งไคล้ป๊อปคัลเจอร์ ที่ไม่กล้าเข้าไปสัมผัสโลกของบาร์เกย์ในแมนฮัตตัน แต่แล้วคืนหนึ่งที่เขาได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนร่วมงานจากนิตยสาร TV Guide เขาก็ได้พบกับ คิต (แสดงโดย Ben Aldridge) ชายผู้กลายเป็นรักแท้ของชีวิต คิตมีความมั่นใจและความเท่ที่ไมเคิลใฝ่ฝัน และทั้งคู่ก็เริ่มความสัมพันธ์ขึ้น ความเคมีระหว่าง Parsons และ Aldridge ในหนังเรื่องนี้ลุ้นระทึก บทพูดคมคายเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดผู้ชม หนังแสดงให้เห็นด้านน่ารักของทั้งคู่จนเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาถึงหลงรักกันขนาดนี้ แต่ก็ไม่ลืมถ่ายทอดความท้าทายในความสัมพันธ์ระยะยาว ทั้งการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไปไปจนถึงปัญหาสุขภาพที่รุนแรง แม้หนังจะจบแบบโศกนาฏกรรมเหมือนภาพยนตร์ LGBTQ+ ทั่วไป แต่ก็ยังเป็นดราม่าคอมเมดี้หวานซึ้งที่ตราตรึงใจ ผู้กำกับ Michael Showalter พยายามใส่องค์ประกอบเหนือจริงบางอย่าง แต่กลับทำงานได้ไม่ดีเท่าลายละเอียดเรียลลิสติกใกล้ตัว สรุปแล้ว 'Spoiler Alert' คือหนังที่การแสดงดีเยี่ยมและเต็มไปด้วยความอบอุ่นหัวใจ ที่น่าจับตามอง
ต้องยอมรับว่าดูหนังเรื่องนี้เพียงเพราะรีวิวดีและคิดว่านี่คือคอมเมดี้ แต่ช่วงแรกๆ ของเรื่องที่เกือบจะเข้าข่ายคลีชเ่ีเกี่ยวกับเกย์ กลับพลิกโฉมเป็นดราม่าที่สะเทือนใจแบบไม่ทันตั้งตัว แม้จะมีสปอยล์เปิดเรื่องมาแล้วก็ตาม ฉากร้องไห้ที่คลินิกแพทย์คือหนึ่งในฉากที่อกหักที่สุดที่เคยดูมานาน เพราะเรียบง่ายและสมจริงมาก นี่คือภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้ดีทั้งการเล่าเรื่องและการแสดง ให้อารมณ์หลากหลายตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนจบผมเกือบร้องไห้แต่กลับไม่ร้อง แต่รู้สึกซึมลึกจนคิดว่าดีกว่าการร้องไห้เสียอีก เบน อัลดริดจ์ และ จิม พาร์สันส์ คือคู่ที่ดูน่ารักและน่าเชื่อถือมาก เบน อัลดริดจ์ โดดเด่นในบทที่ทั้งมั่นใจและอ่อนไหว ส่วนจิม พาร์สันส์ ก็แสดงได้แน่นเหมือนเดิม ส่วนซัลลี ฟิลด์ aka แม่ที่ดีที่สุดในหนังนับตั้งแต่ฟอร์เรสต์ กัมพ์ ก็อบอุ่นและน่าประทับใจจนดูแล้วฟิน แค่เสียดายว่าบางคนอาจมองว่าเป็น 'หนังเศร้าเกี่ยวกับเกย์' แล้วจับจ้องแต่ประเด็นรสนิยมทางเพศ แน่นอนว่ามันเป็นส่วนสำคัญของเรื่อง แต่สุดท้ายหนังเล่าถึงความรัก การสูญเสีย และการยอมรับ ไม่ใช่แค่ในเรื่องเพศ แต่รวมถึงเรื่องไม่คาดฝันในชีวิต... เซ ลา วี!
ภาพยนตร์ LGBTQ ส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยภาพจำเหมารวม เรื่องเพศ และความไม่จริง แต่ Spoiler Alert (2022) กลับแตกต่าง มันแสดงให้เห็นความสัมพันธ์รักร่วมเพศของผู้ใหญ่ที่สมจริง ทั้งช่วงสุขและทุกข์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ยั้งความรู้สึก เตรียมกระดาษทิชชู่ไว้ให้พร้อม เพราะคุณจะต้องใช้มันในตอนจบที่แม้จะเศร้าแต่ไม่ทำลายจิตใจ กลับกัน มันให้ความรู้สึกมีพลัง แม้ช่วงเริ่มเรื่องอาจสับสนเล็กน้อยเพราะดิ่งเข้าเนื้อหาโดยไม่เกริ่น แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ค่อยชอบ Jim Parsons แต่ว่าเขาลงตัวกับบทนี้มาก และเคมีระหว่างเขากับนักแสดงนำอีกคนนั้นสัมผัสได้ชัด แนะนำอย่างยิ่ง เพราะนี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่สะท้อนความสัมพันธ์เกย์ได้ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด! 4.5 เรื่องราวอกหักจากเต็ม 5
สปอยล์เลอร์เตือนแล้ว เป็นเรื่องราวรักและดราม่าที่ซึ้งกินใจและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ดูเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ จุดเด่นของเรื่องคือการที่ชื่อเรื่องบอกใบ้ให้รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ยังอยากดูว่าทุกอย่างจะคลี่คลายอย่างไร นักแสดงทำได้ดีมากในการถ่ายทอดพัฒนาการของความสัมพันธ์และความยากลำบากเมื่อโรคภัยมาเยือน แม้จะมีบางช่วงในเรื่องที่ดูกระโดดหรือสับสน เช่น การที่คิตมีสัมพันธ์นอกสายตา แต่ก็น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าความรักของพวกเขาไม่เคยสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สามารถดึงอารมณ์ผู้ชมได้ดี ให้ทั้งความบันเทิงและความรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร แนะนำว่าไม่ควรพลาด!
ในที่สุดก็มีหนังทุนสร้างใหญ่ที่ไม่ล้อเลียนหรือสร้างภาพจำเดิมๆ ให้กลุ่ม LGBTQ+ นี่คือหนังที่ซาบซึ้งและตราตรึงใจจริงๆ ในที่สุดคนก็เข้าใจแล้วว่าเขียนบทดีๆ แล้วเลือกนักแสดงเก่งๆ มาเล่นโดยไม่ต้องสนใจเพศหรือเพศสภาพของตัวละคร นี่คือการ portray ความสัมพันธ์ของคู่รักที่สมจริงและชาญฉลาด ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นผู้ชาย นี่คือก้าวสำคัญของชุมชน แต่ที่เหนือไปกว่านั้น มันคืองานศิลปะที่สวยงาม น่าเศร้าที่เราใช้เวลานานมากถึงจะเข้าใจว่า 'คู่รัก' จะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ และมีความรักความเข้าใจกัน แต่ในมุมธุรกิจ นี่คือตลาดใหญ่ ทำไมบริษัทถึงไม่ทำเรื่องแบบนี้มาก่อนก็ไม่รู้ ตอนนี้มีหนังอิสระและหนังสั้นพันเรื่องที่คล้ายกัน แต่ก็ดีใจที่มีหนังทุนสร้างใหญ่สุดท้ายก็ลงจอให้เราได้ดู มันสมควรได้การสนับสนุนทั้งเพราะเป็นหนังที่สวยงาม และช่วยสร้างความเท่าเทียมให้ชุมชน LGBTQ+ โดยไม่มองพวกเขาต่ำลง
ผมชอบหนังเรื่องนี้แต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ขาดไป ปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่การคัดเลือกนักแสดง ผมไม่เชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งคู่ Ben Aldridge ในบทคิต ดูหล่อเหลา เป็นกันเอง มีเสน่ห์ และอาจจะสมบูรณ์แบบเกินไป จนยากที่จะเชื่อว่าเขาจะหลงรักไมเคิล (รับบทโดย Jim Parsons) ที่ขี้กังวลและไม่มั่นใจในตัวเอง ส่วน Sally Field ที่ผมตื่นเต้นจะได้เห็น กลับมีบทบาทค่อนข้างน้อย ในบทแม่ของคิต ฉากของเธอดูโอเคแต่ไม่ได้มีบทบาทมากนัก ซึ่งน่าเสียดาย แถมนักแสดงคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ทิ้งรอยประทับใจอะไร รวมถึงประเด็นสำคัญอย่างปัญหาการนอกใจของคิตก็ถูกเล่าแบบผ่านๆ นอกจากหนังจะเล่าเรื่องคู่รักเกย์แล้ว ก็เป็นเพียงเรื่องเศร้าๆ ที่ขาดอารมณ์ขัน ความลึกซึ้ง หรือมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้การดูหนังคุ้มค่า
สุดท้ายก็มีหนังที่แสดงทั้งด้านสว่างและมืดมนของความรักให้ดูแล้ว เรื่องเพศไม่สำคัญเลยสำหรับฉัน น่าประทับใจที่ได้เห็นความรักระหว่างสองคนในแบบที่ดิบจริงและสมจริง ทั้งความหวานช่วงแรกเจอ แรกเดต การพบครอบครัวที่น่าอึดอัดใจ ปัญหาความสัมพันธ์ทั่วไป จนถึงพลังความรักที่สู้ผ่านช่วงวิกฤต คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยสัมผัสความมุ่งมั่นระดับนี้ในชีวิตจริง ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับความรักเพศเดียวกัน นี่คือการเชื่อมโยงอันลึกซึ้งของสองคนที่พร้อมเดินผ่านทุกอุปสรรคด้วยกัน ดูไปรู้สึกครบทุกอารมณ์ ทั้งดีใจ ทั้งเจ็บปวด ทำออกมาได้สมจริงมาก!
จากชื่อหนังที่ดูขำขันอย่าง 'Spoiler Alert' ฉันคาดหวังไว้ไม่มากนัก แต่กลับต้องประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเทคนิคแฟลชแบ็กในกรอบซิทคอมที่ชาญฉลาด ไปจนถึงการแสดงชั้นยอดของนักแสดงฝีมือดี ตัวละครหลักอย่าง Michael และ Kit เป็นชายหนุ่มที่ดูเป็นจริงเป็นจัง แต่ละคนมีปมในอดีตและความยากลำบากในการเปิดเผยตัวตนว่าเป็นเกย์ Jim Parsons รับบท Michael ได้อย่างงดงามและละเอียดอ่อน แถมยังเพิ่มมิติเมื่อรู้ว่าเขาเคยเป็นดาวเด่นของซิทคอมดังมาก่อน สะท้อนความเจ็บปวดในช่วงวัยเด็กผ่านฉากที่จัดวางเหมือนซิทคอมได้อย่างน่าประทับใจ ส่วนฉากที่พ่อแม่ของ Kit (รับบทโดย Sally Field และ Bill Irwin) ยอมรับเขาและความสัมพันธ์กับ Michael ก็ทำออกมาได้ดี เพราะทั้งบทที่เฉียบคมและการแสดงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ นี่คือเรื่องรักที่ทั้งซึ้ง ตลก และให้พลังใจ เขียนดี แสดงดี – รับรองว่าดูแล้วไม่ผิดหวัง!
เมื่อจุดจบของหนังถูกตีแผ่ตั้งแต่แรก (ขนาดชื่อเรื่องก็บอกใบ้แบบไม่ต้องเสียเวลาตีความ) สิ่งที่ทำให้เรื่องน่าสนใจคือการเดินทางสู่จุดจบที่ดึงดูดผู้ชมให้ติดตาม แต่หนังรัก/คอมเมดี้/ดราม่าแนวเล่าเรื่องจริงเรื่องนี้กลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผลงานล่าสุดของ ไมเคิล โชวอลเตอร์ เริ่มต้นแบบเรียบๆ ตามสูตรน้ำตาเช็ดหัวเข่า และใช้เวลานานเกินไปกว่าจะเข้าสู่จุดสำคัญ แม้ผู้ชมจะรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิด แต่ความตื่นเต้นกลับมาช่วงที่เรื่องเปลี่ยนโฟกัสไปสู่ความเจ็บปวดเท่านั้น ช่วงคลายปมสร้างอารมณ์สะเทือนใจได้สำเร็จ แต่เป็นเพียงส่วนเดียวของหนังที่ใช้เวลาเนิบช้าเกินไป ช่วงสุดท้ายที่อัดอั้นอารมณ์จะโดนใจ แต่ส่วนที่เหลือกลับเป็นมิกซ์ระหว่างมุกโรแมนติกเกย์แบบเดิมๆ ที่เห็นกันจนคุ้น และอารมณ์ขันที่ทำได้ไม่เต็มที่ (ทั้งที่ตัวอย่างหนังดูน่าตลกกว่าที่เป็นมาก) น่าเสียดายที่หนังยังทำได้ไม่สุดศักยภาพ แม้จะมีบางช่วงที่ซาบซึ้งและการแสดงอันยอดเยี่ยมของ แซลลี ฟิลด์, บิล เออร์วิน และ จิม พาร์สันส์ ที่พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่แค่นักแสดงทีวี แต่คือดาวจอเงินที่มาถูกทาง 'Spoiler Alert' ไม่ใช่หนังแย่ แต่มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ถ้าเติมเต็มทุกส่วนให้สมดุล
ท่ามกลางความคาดหมายว่าเรื่องราวดราม่าคอมเมดี้ปี 2022 เรื่องนี้จะตกอยู่ในวังวนของคลิชเ่ห์แบบ ‘Love Story’ หรือ ‘Brian’s Song’ ไมเคิล โชวอลเตอร์ ผู้กำกับกลับหยิบความไม่คาดฝันมาใส่ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งการใช้อารมณ์แบบซิทคอมยุค 80s หรือฉากพบรักที่เหมือนหลุดมาจากยุค 80 ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้ารัดรูป ชื่อเรื่องล้อเล่นถึงจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของเรื่องรักนี้ แต่สิ่งที่โดดเด่นคือวิธีการที่แปลกตาของเขาและทีมนักเขียนในการเล่าเนื้อหาที่เศร้าสลด โดยดัดแปลงจากความรักจริงของ ไมเคิล ออซิเอลโล กับ คิต โคแวน ช่างภาพ คู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกัน 14 ปีผ่านการเล่าแบบตอนต่อตอน แต่ไม่เน้นการแสดงที่เกินจริง เลือกพัฒนาตัวละครอย่างละเมียดละแม บางฉากอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่การแสดงนั้นตราตรึง ในบทไมเคิล จิม พาร์สันส์ อาจยังไม่หลุดจากภาพลักษณ์เชลดอน แต่เขาก็เข้าถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนได้ดี แม้บางช่วงอาจดูฝืนเกินไป ส่วนแซลลี่ ฟีลด์ ที่รับบทแม่ของคิต ก็เติมความอบอุ่นและพลังใจได้อย่างประทับใจ รวมถึงฉากเป้าหมายการเป็นไทรแอทลีตที่ทำให้คิดถึงบท ‘วิ่งไปเท็กซัสและกลับมาได้’ แต่ไม่ใช่เชลบี้ใน ‘Steel Magnolias’ อย่างไรก็ตาม ตัวละครที่โดดเด่นที่สุดคือ ‘คิต’ ของเบน อัลดริดจ์ นักแสดงผู้ร่ายมนตร์魅力ด้วยการแสดงทั้งมุกตลกแสนธรรมชาติ และสื่อความเจ็บปวดได้อย่างสะเทือนใจ นี่คือนักแสดงที่ควจับตาดูในอนาคตแน่นอน
ผมไม่ค่อยชอบหนังแนวโรแมนติกหรือโรแมนติกคอมเมดี้เท่าไร แต่จากที่ได้ดูเรื่องนี้มา ถ้าเป็นแนวที่คุณชอบละก็ คุณน่าจะถูกใจแน่นอน ขอพูดตรงๆ ว่าไม่มีฉากเลิฟซีนแบบจัดเต็ม แต่พระเอกทั้งสองคนก็มีโมเมนต์ร้อนแรงกันอยู่สองครั้ง ซึ่งผมรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ เพราะไม่ใช่แนวที่ผมเสิร์ชหาบนเน็ต แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องราวความรักของชายสองคนทำให้การพัฒนาความสัมพันธ์ดูน่าสนใจขึ้นมาก เป็นโครงเรื่องโรแมนติกธรรมดาแต่ถูกเติมเต็มด้วยเคมีของพระเอกทั้งคู่ ประทับใจที่ได้เห็น Jim Parsons เล่นบทบาทต่างจาก Sheldon Cooper แบบสุดๆ เรียกว่าเป็นหนังที่อบอุ่นใจมาก ให้คะแนนสูงทุกพาร์ท!
Island (2022) เกาะปีศาจ
Sky on Fire (2016) ทะลุจุดเดือด