
Missing (2023) เสิร์ชหา..แม่หาย!? เป็นเรื่องราวของ จูน ที่ทราบว่าแม่ของเธอหายตัวไปขณะที่ไปพักร้อนที่โคลอมเบียกับแฟนคนใหม่ เธอจึงต้องหาคำตอบโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อที่จะสืบหาร่องรอยแม่ของเธอที่อยู่ห่างออกไปนับพันไมล์ก่อนที่มันจะสายเกินไป แต่เมื่อเธอยิ่งค้นลึกลงไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอคำถามมากขึ้นตามมา และเมื่อจูนรู้ถึงความลับของแม่ เธอก็ได้รู้ว่าเธอไม่เคยรู้จักตัวจริงของแม่มาก่อนเลย

เมื่อแม่ของเธอหายตัวไปขณะไปเที่ยวโคลอมเบียกับแฟนใหม่ การตามหาคำตอบของจูนก็ถูกขัดขวางโดยระบบราชการระหว่างประเทศ แต่เมื่อเธอลงลึกไปเรื่อยๆ การสืบสวนผ่านโลกดิจิทัลของเธอกลับทำให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ
จากทีมงานผู้สร้าง Searching... ภาพยนตร์เรื่อง Missing เสิร์ชหา...แม่หาย!? ปริศนาลุ้นระทึก ที่ทำให้คุณสงสัยว่าคุณรู้จักคนใกล้ชิดที่สุดกับคุณดีแค่ไหน ในระหว่างที่แม่ของเธอ (นีอา ลอง) หายตัวไประหว่างเที่ยวพักผ่อนในโคลอมเบียกับแฟนใหม่ การค้นหาคำตอบและตามหาแม่ของจูน (สตอร์ม รี้ด) นั้นไม่ง่ายเลย ด้วยความที่เธออยู่ในลอสแอนเจลิสที่ห่างไกลจากประเทศที่แม่ไปเที่ยว จูนจึงต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ต่างๆ นาๆ เพื่อพยายามหาตัวแม่ให้พบก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป การสืบเสาะหาร่องรอยบนโลกดิจิตอลของเธอนำไปสู่ ความลับสุดระทึกและเรื่องหลอกลวงที่สุดจะคาดเดา
ฉันชอบภาพยนตร์เรื่อง Searching (2018) มาก จึงรู้สึกประหลาดใจที่ได้เห็นภาคต่อแบบสแตนด์อโลน ส่วนใหญ่แล้วนี่คือภาคต่อที่คู่ควร เพราะยัง保留ความสวยงามของภาพและปริศนาดราม่าจากเรื่องเดิมไว้ Storm Reid รับบทนำและแสดงได้ดีมาก ตัวละครของเธอมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับแม่ และเธอก็ไม่ได้ปฏิบัติตัวดีกับแม่เท่าไร แต่หนังก็ทำให้คุณอยากเชียร์เธอ เพราะเห็นทั้งความสิ้นหวังและความเสียใจเมื่อแม่หายไป ข้อเสียที่ทำให้ส楽しายน้อยกว่า Searching (2018) มีดังนี้ 1. ไม่น่าเชื่อว่าตำรวจจะเข้าถึงอีเมลสำคัญสำหรับสืบสวนไม่ได้ 2. เมื่อถึงจุดเปิดเผย真相 รู้สึกว่าแผนการที่ซับซ้อนเกินไปและไม่น่าเชื่อถือ 3. แถม Javier ได้คะแนนบริการแค่ 2.8/5 ทั้งที่เขาเป็น MVP สุดๆ! เหมือนเดิมที่ปริศนาจะดึงคุณติดตามทุก转折พลิกผัน นี่คือหนัง mistery ที่ดูแล้วคุ้มค่า!
ผมชอบหนังประมาณ 90% ของเรื่องทั้งหมด แนวคิดที่ให้สาวน้อยคนนี้สืบหาความจริงผ่านแอปฯ ในมือถือและแล็ปท็อปนั้นนำเสนอได้ดีมาก จนบางครั้งฉากที่เกิดขึ้นนอกจอคอมฯ กลับดูขาดแรงบันดาลใจและรีบเร่ง เห็นได้ชัดในฉากข่าวโทรทัศน์หรือแถลงการณ์ตำรวจ ส่วนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียนั้นถูกถ่ายทอดได้น่าสนใจและตลกดี (ตอนลังเลว่าแผ่นป้ายกันชนหน้าจะนับเป็นส่วนหนึ่งของรถโรงเรียนสีเหลืองในภาพ CAPTCHA หรือไม่คือช่วงที่ผมชอบที่สุด) แน่นอนว่าเนื้อเรื่องมีช่องโหว่หลายจุด ส่วนใหญ่เพื่อรักษาความลึกลับไว้ (คำถามว่าใคร? อย่างไร? ทำไม? จะตามมาตอนคลายปม) แต่ทั้งหมดนี้มองข้ามได้ เพราะหนังดึงดูดให้ติดตามได้ตลอดทั้งเรื่อง... จนกระทั่งถึงตอนคลายปมที่คาดเดาได้ไม่ยาก แม้ผมจะไม่คัดค้านเหตุผลของปมเรื่องนี้ แต่การที่หนังเปลี่ยนจังหวะกลายเป็นแอคชั่นระทึกขวัญแบบตีพิมพ์ซ้ำนั้นดูไม่สร้างสรรค์ ผมอยากให้มันรักษาอารมณ์เดิมไว้ ไม่ใช่ตกไปสู่ความธรรมดาแบบนี้
ตอนนี้คงทำให้แฟนๆ ผู้หญิงทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นนักสืบส่วนตัวไปซะแล้ว 🙄 โดยปกติฉันไม่ค่อยชอบหนังที่เล่าผ่านหน้าจอสักเท่าไหร่ แต่ Missing ทำได้ดีในการนำเสนอฉากที่ไม่เหมือนงานเดิมๆ จูน เกรซ (สตอร์ม รีด) เด็กสาววัยรุ่นที่พยายามสืบหายนะของแม่ (เนีย ลอง) ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง Ring, FaceTime และ Instagram หนังพัฒนาตัวเรื่องได้ดีขึ้นเรื่อยๆ สร้างความตื่นเต้นพร้อมพล็อตเรื่องที่สดชื่นกับสองจุดพลิกผันที่คาดไม่ถึง หนังใช้การเบี่ยงเบนความสนใจได้อย่างแนบเนียน ฉันชอบมุมมองและเทคนิคการถ่ายผ่านกล้องที่หลากหลาย ซึ่งทำให้ไม่รู้สึกว่ากำลังดูเรื่องราวผ่านหน้าจอแบนๆ เท่านั้น ตัวหนังค่อนข้างมีชีวิตชีวา และแสดงให้เห็นว่าโลกออนไลน์ทิ้งร่องรอยไว้เสมอ สรุป: ถ้าคุณชอบมิสทรีระทึกขวัญ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง มีความสนุกและพลิกผันพอให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป สตอร์ม รีดทำได้ดีมาก! คะแนน: C+ ความตื่นเต้น: B พล็อต: B การดำเนินเรื่อง: C
ตั้งแต่ชื่อหนัง ตัวอย่างหนัง จนถึงช่วงเริ่มเรื่อง ชัดเจนว่า Missing (2023) พยายามต่อยอดความสำเร็จจากหนังภาคก่อนอย่าง Searching แม้ไม่ใช่ภาคต่อและไม่ต้องดูภาคแรกมาก่อนก็ตาม แต่พวกเขาพยายามสร้างบรรยากาศคล้ายเดิมและทำได้สำเร็จในทุกด้าน เหมือนใน Searching ที่เล่าเรื่องผ่านเทคโนโลยีเช่น เว็บแคมและหน้าจอมือถือ ให้เราได้ตามแก้ปริศนาหาตัวผู้ลักพาตัว หนังดึงความสนใจคุณได้ตลอดทั้งเรื่อง แต่ปัญหาคือเรื่องราวคาดเดาได้ง่ายเกินไป ช่วงสามในสี่ส่วนแรกของหนัง คุณรู้เลยว่าพวกเขาจะใส่เบาะแสหลอกมากมาย ซึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาถ้าเบาะแสเหล่านั้นช่วยให้คุณวิเคราะห์หรือคาดเดาผลลัพธ์ได้ แต่ความจริงคือเบาะแสเหล่านั้นแทบไม่เกี่ยวข้องกัน และตอนจบรู้สึกยัดเยียดราวกับตำรวจในชีวิตจริงแก้คดีนี้ได้ภายในพริบตา ตัวร้ายก็แทบไม่มีการพัฒนาตัวละคร ทำให้หนังขาดความลึกที่น่าจดจำ โดยรวมคือสนุกดี ชวนเพื่อนไปดูก็คุยกันออกรส แต่ไม่ใช่หนังที่คุณอยากดูซ้ำหรือจำได้ในอีกหลายปีข้างหน้า ยังเหมาะสำหรับคืนวันเสาร์ที่อยากหาความบันเทิงสบายๆ แต่อย่าคาดหวังความตื่นเต้นสุดขั้ว
หนังเรื่องนี้ดุเด็ดเผ็ดมันส์เกินคาด! แม้ผมจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของหนังแนวนี้เพราะเนื้อเรื่องเกิดบนหน้าจอทั้งหมดและตัวเอกอายุใกล้เคียงกัน แต่ปกติหนังที่เล่นเต็มจอแบบนี้มักน่าเบื่อ แต่ Missing กลับทำได้ดีมาก เกมวางเบาะแสไม่โจ่งแจ้งเกินไป แต่พอถึงเวลาคลี่ปมก็สมเหตุสมผล การแสดงก็เหนือความคาดหมาย ปกติหนังแนวนี้จะถ่ายทำด้วยกล้องไม่คมชัด ทำให้การแสดงสีหน้าเป็นเรื่องยาก แต่ที่นี่ใช้เสียงขับเคล้าบทสนทนาได้เนียนมาก ส่วนภาพก็ใช้ได้ไม่ขัดตา จุดแข็งที่สุดคือแก่นเรื่องที่เข้มข้นกับตัวละคร 'จาวี' เด็กหนุ่มสุดเท่ที่แสดงได้โดนใจมาก เราเอาใจช่วยเขากับจูนตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ!
Missing (2023) เป็นอีกหนัง (ไม่อยากเชื่อเลยว่าพูดคำว่า 'อีกแล้ว' ได้แล้ว) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แบบเต็มรูปแบบ หนังแนวนี้คงถูกใจวัยรุ่นมากกว่าคนรุ่นเก่าอย่างผม ไม่ใช่ว่าไม่สนุกนะ เพราะผมก็ชอบอยู่หรอก ส่วนใหญ่เพราะความลึกลับของเรื่อง แต่ผมเคยเห็นหนังหลายเรื่องที่ใช้สูตรเดียวกันเป๊ะๆ คือมีคนนั่งพิมพ์คีย์บอร์ดปุ๊บปั๊บ แก้ปริศนาต่างๆ ราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วคนทั่วไปอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ผมว่าเด็กยุคใหม่ที่เกิดมาพร้อมสมาร์ทโฟนในมือ คงคล่องแคล่วกับการใช้แอป เว็บไซต์ และแฮ็กกิ้งมากกว่าคนรุ่นเก๋าอย่างเราๆ หนังเรื่องนี้ใช้งบประมาณน้อยทุกด้าน น่าแปลกใจที่เรตติ้งบนนี้สูงนะ เพราะปกตินักวิจารณ์จะดุมากกว่านี้ การแสดงของนักแสดงส่วนใหญ่ก็พอใช้ได้ ส่วน Storm Reid ที่รับบทนำ สำหรับผมแล้วการแสดงยังไม่ดีพอ รู้สึกเหมือนดูละครทีวีมากกว่าเรื่องระดับโรงหนัง แต่พลอตเรื่องน่าติดตาม โดยรวมก็คุ้มค่าดูครับ
เรื่องนี้อยู่ในแนวเดียวกันกับ 'Searching' เป็นเรื่องลึกลับ/ระทึกขวัญแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ที่เกือบทุกฉากจะเป็นคนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้มือถือ ถ้านี่ทำให้คุณกังวล อย่าได้คิดมากไป เพราะเรื่องนี้จัดวางได้ดีมาก มีคำอธิบายบน 'หน้าจอ' เยอะพอให้แม้แต่คนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ก็ตามเรื่องได้ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวที่สูญเสียพ่อผู้เป็นที่รักไป และถูกเลี้ยงดูโดยแม่ที่ต้องเป็นโสดโดยไม่มีครอบครัวอื่น แม่ของเธอหายตัวไปขณะไปเที่ยว度假 และเธอต้องใช้ทักษะคอมพิวเตอร์ตามหาเบาะแส พล็อตเรื่องมี twists และ turns มากมายที่จะทำให้คุณติดตามไม่วาง ไม่แน่ใจว่าการใช้คอมพิวเตอร์ในเรื่องจะสมจริงแค่ไหน แต่มันก็ดูน่าเชื่อถือพอ และแนะนำให้ดูแล้วลุ้นไปด้วยกัน
Missing กลับกลายเป็นหนังที่ทำให้ประหลาดใจในทางที่ดีเกินคาด แม้ตอนแรกฉันจะไม่ค่อยหวังอะไรนัก แต่พอได้ดูก็พบว่าเป็นหนังระทึกขวัญที่สนุกมาก มีโครงเรื่องที่ซับซ้อนและคิดมาอย่างดี สิ่งเดียวที่อาจจะขาดไปหน่อยคือการแสดงคุณภาพสูง แต่ด้วยรูปแบบการถ่ายทำที่เน้นการใช้โซเชียลมีเดียและเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านหน้าจอต่างๆ ทำให้การแสดงไม่สำคัญเท่า และก็ไม่ได้แย่จนสังเกตได้ชัดเจน ส่วนตัวฉันชอบการเดินเรื่องที่ค่อยๆ เผยความลับและมีช่วงพลิกผันที่คาดไม่ถึงอยู่เรื่อยๆ แนะนำว่าไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เลย ส่วน IMDb นี่ควรยกเลิกข้อจำกัดจำนวนตัวอักษรให้รีวิวได้ยาวกว่านี้ได้แล้วนะ
จูนเริ่มกังวลเมื่อแม่ของเธอ 'เกรซ' ไม่กลับบ้านหลังไปเที่ยวโคลอมเบียกับคู่หูใหม่ 'เควิน' เริ่มต้นเลย ถ้าคุณเคยดู 'Searching' คุณจะรู้ว่านี่คือผลงานจากทีมเดิม ฉันชอบเรื่องนั้น และก็รักเรื่องนี้ไม่แพ้กัน! พล็อตสุดเฉียบ เป็นมิสทรีคลาสสิกแต่มีทวิสต์เจ๋งๆ คราวนี้เป็นลูกตามหาแม่ แถมใช้เทคโนโลยีช่วยสืบแทนการออกตามหาเอง - ทำให้เห็นมุมดีๆ ของเทคโนโลยีได้อย่างน่าสนใจ เรียกได้ว่านั่งดูแทบไม่วางใจ เรื่องเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์และพลิกผันที่คาดไม่ถึง ไม่เดินเรื่องตามสูตรเดิมแม้แต่น้อย ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อ สุดยอดบทภาพยนตร์! 'สตอร์ม รีด' รับบทจูนได้สมบทสุดๆ รู้สึกถึงความ desperation และ frustration ของตัวละครได้ชัดเจน 9/10
สตอร์ม รีด (รับบท 'จูน') ตื่นมาพร้อมอาการเมาค้างในเช้าวันหนึ่ง และพบว่าเธอต้องไปรับแม่กับแฟนหนุ่มที่สนามบิน ซึ่งกำลังกลับจากโคลอมเบียเข้าสหรัฐฯ แต่ทั้งคู่กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้จูนต้องสวมบทนักสืบสาวสู้กับปริศนาลักพาตัวที่อาจเกี่ยวพันกับเอฟบีไอ! เรื่องราวต่อจากนี้คือการแสดงความน่ากลัวของโลกอินเทอร์เน็ต เมื่อวัยรุ่นคนหนึ่งใช้ทักษะค้นหาข้อมูลพื้นฐานและสามัญสำนึกตามติดรอยคู่รักหายตัวไปได้อย่างน่าทึ่ง ข้อเสียคือหลายช่วงติดตามยากเพราะเกิดบนหน้าจอสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปที่วุ่นวาย ส่วนเนื้อเรื่องก็มีช่องโหว่邏輯บางจุดที่เห็นชัดและดูไม่สมจริงเมื่อ情节发展到后期 อย่างไรก็ตาม นี่คือผลงานที่ยอมรับได้ของรีด ด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่กระชับ ดึงความสนใจผู้ชมได้ตลอด 2 ชั่วโมง ก่อนปิดฉากด้วยตอนจบที่ซับซ้อนและเหลือเชื่ออย่างที่สุด!
ตอนแรกฉันไม่คิดจะดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะแนวการเล่าเรื่องผ่านแชทหรือแอปต่าง ๆ เริ่มเชยแล้ว... แต่พอเห็นเรตติ้งสูงปรี๊ดเลยลองดู ต้องยอมรับว่าหนังแบบนี้ทำมาเป็นพันครั้งแล้ว ช่อง Lifetime เคยสร้างทั้งเครือข่ายจากเรื่องแบบนี้ซ้ำๆ ไม่มีอะไรใหม่หรือโดดเด่น ส่วนการแสดงก็บางช่วงก็ดูลำบากใจ โครงเรื่องเดินไปตามสูตรที่เดาได้ แม้ทีมเขียนบทจะคิดว่ามีทริสต์แทรกอยู่ก็ตาม ดูในโรงราคาตั๋วรอบเช้าก็พอไหว แต่ถ้าจ่ายมากกว่านั้นถือว่าเสียเงินฟรี!
เราไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่กับตัวละครของ Storm Reid ที่ถูกเขียนให้เป็นนักสืบออนไลน์ multitasking ได้คล่องแคล่ว แถมยังสามารถเลี่ยงมาตรฐานความปลอดภัยออนไลน์ต่างๆ ได้ง่ายดายเกินไป ส่วนเนื้อเรื่อง แม้จะมีรูปแบบการเล่าผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ดูไม่ซ้ำใคร (แต่ไม่ได้แปลกใหม่สุดโต่ง) ก็ยังมีจุดพลาดทั้งในเนื้อเรื่องและรายละเอียดเทคนิคเพียบ อาจเป็นเพราะทีมผู้สร้างอาจยังขาดประสบการณ์ในการกำกับนักแสดง ทำให้มีเพียง Joaquim de Almeida ในบท Javi ที่ดูน่าเชื่อถือที่สุด ตามด้วย Nia Long ในบท Grace ที่ตามห่างออกมา แม้การดำเนินเรื่องจะเร็วจนรู้สึกว่า 111 นาทีผ่านไปไม่ทัน แต่หลายๆ ฉากบนหน้าจอก็เกิดเร็วเกินไปจนตามไม่ทันว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ดี นี่ก็ยังเป็นหนังที่เล่าเรื่องในรูปแบบแปลกใหม่ และสร้างความตื่นเต้นไว้ได้พอสมควร
ผมเห็นตัวอย่างและ预告片 มานานแล้ว แล้วก็คิดในใจว่า หนังเรื่องนี้ต้องดีมากหรือไม่ก็แย่มาก ต้องบอกก่อนว่าคนทำเป็นคนเดียวที่ทำแต่หนังแนวนี้ ทำไมถึงสำคัญ? ก็ไม่หรอก แต่เอาไว้บอกต่อกันพอดีๆ แล้วมันจะเป็นยังไง? ดีหรือแย่? ตอบเลยว่าทั้งคู่ไม่ใช่ มันตกอยู่ในโซนสีเทา ซึ่งแม้แต่ผมเองยังแปลกใจ ฉันไม่ชอบมัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นเกลียด ดูได้เรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วมันคือหนังทีวีของไลฟ์ไทม์ที่พยายามทำตัวยิ่งใหญ่ แต่ทำไม่สำเร็จ มันพยายามสร้างความสับสนจนเกินไป และต้องยอมรับว่ามันทำให้ผมตกหลุมพรางจริงๆ บางอย่างคาดไม่ถึงเลย แต่วิธีที่ใช้คือโยนคลิชเ่ทุกอย่างเข้าไป โดยเฉพาะตอนจบ มีวิธีทำที่ดีกว่านี้ได้นะ ไม่ต้องถึงขั้นเติมอะไรแบบสุ่มๆ แค่ให้มี"ตวัด" มันดูฝืนๆ จำเจ และรีบร้อนเกิน เรียกว่าหนังเฉดสีเทาเลยทีเดียว แต่ต้องให้เครดิตตรงที่มันพยายามทำให้ดูสมจริง ไม่มีเพื่อนแฮ็กเกอร์มั่วนิ่มๆ ที่แฮ็กเข้า"โก้กเกิลเมนเฟรม" แบบในหนังอื่นๆ เขาพยาย์นแสดงสิ่งที่คนทั่วไปทำได้จริง และมันก็ออกมาดี ผมไม่ว่าอะไรเลย ส่วนรายละเอียดพวกเข้าเมล XYZ เพื่อสร้างความตื่นเต้นก็ใช้ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนตัวละคร... จดจำยากมาก รู้สึกเฉยๆ กับทุกตัว FBI ก็ทำหน้าที่ไปตามสคริปต์ ตัวที่เด่นจริงๆ มีแค่คนส่งของชาวโคลอมเบีย คนนี้ผมจำได้แน่ เขาขโมยซีนไปหมดเลย อย่างน้อยก็มีซักคนให้ประทับใจ ส่วนอย่างอื่น... มันพยายาม แต่ทำไม่ได้ มันเป็นหนังทีวีไลฟ์ไทม์มากเกินไป ไม่รู้จะบรรยายยังไง แต่นี่คือคำอธิบายที่ดีที่สุดแล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือน ดูเหมือน และเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมหวังไว้เลยว่ามันจะเป็นหนังดาร์กๆ เกี่ยวกับแก๊งลักพาตัวในโคลอมเบีย แบบหนังเรื่อง TAKEN เพราะตัวอย่างทำออกแนวนั้น แต่ความผิดหวังคือเครื่องปรุงหลักของหนัง Lifetime Special และนั่นคือสิ่งที่เราได้ที่นี่ ดูได้ไหม? ได้ครับ แต่จะจำได้ไหม? แทบจะลืมเกลี้ยงเลย ผมดูเมื่อคืนและตอนนี้ก็ลืมไปแล้ว ดังนั้นรีบเขียนรีวิวก่อนจะจำอะไรไม่ได้เลย
5.8

The Village (2023) หมู่บ้าน
6.1

The Teacher s Diary (2014) คิดถึงวิทยา
6.9

Desert Legend (2020) ตำนานทะเลทราย
7.1

Leave No Trace (2018) ปรารถนาไร้ตัวตน

Wild Ghost (2023) ป่ามรณะ
6.7

Suncoast (2024)
5.5

Elena Knows (2023) แม่รู้ดี
6.4

Incident in a Ghostland (2018) บ้านตุ๊กตาดุ
6.2

I Came By (2022) แวะมาในเงามืด
6.7

Hell Dogs (2022) ในบ้านไม้ไผ่
5.7

Island of Fire (1990) ใหญ่ฟัดใหญ่
5.9

ToDay We’ll Talk About Today (2023) ณ วันนี้ เราจะรำลึก ถึงวันนั้น