
Edge of Tomorrow (2014) ซูเปอร์นักรบดับทัพอสูร ถ่ายทอดเรื่องราวของอนาคตอันใกล้ที่มีฝูงเอเลี่ยนบุกโจมตีโลกอย่างต่อเนื่อง แม้แต่กองกำลังทหารของโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ พันตรีวิลเลียม เคจ (ครูซ) เป็นนายทหารผู้ไม่เคยพบเห็นการต่อสู้วันใด ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อความหายนะ การเข่นฆ่าภายในไม่กี่นาทีทำให้เคจพบว่าตัวเองถูกโยนเข้าสู่ห้วงแห่งเวลากดดันให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการรบครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องต่อสู้และล้มตายซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก แต่ด้วยการต่อสู้แต่ละครั้ง ทำให้เคจสามารถรับมือกับศัตรูที่มีความสามารถมากขึ้นร่วมกับนักรบกองกำลังพิเศษ ริต้า วาทาสกี้ (บลันท์) ยิ่งเมื่อเคจ และริต้าต้องต่อสู้กับเหล่าเอเลี่ยนแต่ละครั้ง ทำให้พวกเขายิ่งใกล้จะเอาชนะศัตรูได้มากขึ้นทุกที!!!

ทหารผู้ต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวต้องใช้ชีวิตวนวันเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยวันจะเริ่มใหม่ทุกครั้งที่เขาตาย
“Edge of Tomorrow” ถ่ายทอดเรื่องราวของอนาคตอันใกล้ที่มีฝูงเอเลี่ยนบุกโจมตีโลกอย่างต่อเนื่อง แม้แต่กองกำลังทหารของโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ พันตรีวิลเลียม เคจ (ครูซ) เป็นนายทหารผู้ไม่เคยพบเห็นการต่อสู้วันใด ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อความหายนะ การเข่นฆ่าภายในไม่กี่นาทีทำให้เคจพบว่าตัวเองถูกโยนเข้าสู่ห้วงแห่งเวลา กดดันให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการรบครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องต่อสู้และล้มตายซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก แต่ด้วยการต่อสู้แต่ละครั้ง ทำให้เคจสามารถรับมือกับศัตรูที่มีความสามารถมากขึ้นร่วมกับนักรบกองกำลังพิเศษ ริต้า วาทาสกี้ (บลันท์) ยิ่งเมื่อเคจ และริต้าต้องต่อสู้กับเหล่าเอเลี่ยนแต่ละครั้ง ทำให้พวกเขายิ่งใกล้จะเอาชนะศัตรูได้มากขึ้นทุกที!!!
ว้าว! นี่คือเซอร์ไพรส์ที่คาดไม่ถึง! จากตัวอย่างหนังที่ทำให้คิดว่านี่จะเป็นแอคชั่นไซไฟหม่นๆ แนวรบ外星บุกโลก แบบ 'Battle L.A.' หรือ 'Oblivion' แต่จริงๆ แล้ว 'Edge of Tomorrow' กลับมีอารมณ์ขันปนอยู่เต็มเปี่ยม ไม่ต่างจาก 'Groundhog Day' เลย! แน่นอนว่าโครงเรื่องเวลาวน loop ย่อมทำให้คนนึกถึงหนังคลาสสิกของ Harold Ramis กับ Bill Murray แต่ไม่คิดว่าจะทำได้ใกล้เคียงขนาดนี้! จุดเด่นที่ทำให้มุกฮาตลอดครึ่งแรกของเรื่องอยู่ที่ 'ทอม ครูส' ในบท Major William Cage นี่อาจเป็นบททอม ครูส ที่สดใหม่ที่สุดตั้งแต่ 'Magnolia'! ลืมภาพฮีโร่หน้าตี๋ๆ ของเขาไปได้เลย เพราะคราวนี้เราจะได้เห็นอีกด้านที่ขำขันไม่คาดคิดของดาวคนนี้!แต่ถึงจะมีมุขฮาแทรก 'Edge of Tomorrow' ก็ยังเป็นหนังแอคชั่นระทึกขั้นสุดเกี่ยวกับศึก外星พันธุ์ร้าย (แบบที่ตัวอย่างบอกไว้ถูกต้อง!) เพียงแต่เพิ่มมิติตัวละครและอารมณ์ขันเข้าไป นอกจากทอม ครูส แล้ว เอมิลี่ บลันท์ ก็เจิดไม่แพ้กัน ในบททหารสาวแกร่งที่ได้ฉายา "ฟูล เมทัล บิทช์" (ใช่แล้ว ไม่ได้ล้อเล่น!) แต่ยังคงความเปราะบางให้เห็นอย่างสมจริง ส่วน Bill Paxton กับ Brendan Gleeson ก็ทำได้ดีตามสไตล์ แม้จะไม่ค่อยมีอะไรใหม่สำหรับพวกเขาในบทนี้ด้านภาพยนตร์แอคชั่นนั้นจัดเต็มสมคำร่ำลือ! ฉากต่อสู้ถูกออกแบบมาอย่างปราณีต ไม่ใช่แค่เบลอๆ แบบ 'Transformer' บางช่วงถึงกับสะท้อนภาพการบุกโอมาฮาบีชใน 'Saving Private Ryan' (แบบไร้เลือดสาด) ส่วนดีไซน์外星นั้นสวยงามสมจริง แม้จะไม่ถึงขั้นพลิกโฉมวงการเหมือน 'The Matrix' ครั้งแรกสรุปแล้ว 'Edge of Tomorrow' คือต้นแบบหนังซัมเมอร์ที่สมบูรณ์แบบ! บทหนังสุดสร้างสรรค์ + ทอม ครูส ในฟอร์มสุดๆ + ทั้งฮาและมันส์จนลืมไม่ลง ได้คะแนน 9/10!
ฉันมีอะไรติดหน้ารึเปล่า! ระหว่างการแสดงที่กล้าหาญของเอมิลี่และคำประชดที่ฮาแตกของแพ็กซ์ตัน (GRHS) ทำให้หนังเรื่องนี้ดูได้หลายรอบไม่เบื่อ ทั้งตลกในจุดที่ควรตลก น่ากลัวในจุดที่ควรน่ากลัว และดึงดูดให้คุณติดตามจนจบแบบไม่กระพริบตา รักหนังเรื่องนี้ที่สุด!
หลังจากดูตัวอย่างหนังแล้วผมตื่นเต้นมากเพราะธีมของหนังดูมีอนาคตและน่าจะเป็นหนังที่ดีได้ แต่ในใจก็รู้ว่าหนังหลายเรื่องที่ดูมีศักยภาพแต่สุดท้ายกลับจบไม่สวย ผมกลัวว่าหนังเรื่องนี้จะทำพลาดเหมือนออบลิเวียน (Oblivion) หรืออีลิเซียม (Elysium) ที่เต็มไปด้วย CGI แต่ว่าเรื่องราวและตัวละครไม่น่าสนใจ เลยชวนแฟนไปดูด้วยความรู้สึกกึ่งกังวล แต่พอหนังเริ่มต้นไม่กี่นาที ผมก็รู้ทันทีว่านี่คือหนังสุดเจ๋ง! ฉากเปิดเรื่องทำให้ผมติดงอมแงม ทั้งตลก แอคชั่นจัดเต็ม และเนื้อเรื่องฉลาดๆ คุณจะรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และร่วมลุ้นไปกับทอม ครูซตั้งแต่ต้นจนจบ แม้ผมไม่ค่อยชอบทอม ครูซนัก แต่บทนี้เหมาะกับเขามาก ใครดูก็ต้องยอมรับ ทุกนาทีผ่านไป ผมยิ่งหลงใหลในเรื่องราวและไม่อยากให้หนังจบเลย สุดท้ายเมื่อเครดิตขึ้น ผมพอใจกับทุกอย่าง ทั้งตัวละครหลักที่เล่นได้สมบทบาท เนื้อเรื่องที่ทั้งลึกลับและเร้าใจ แถมแอคชั่นเร็วสวยงาม นี่คือหนังที่ดีที่สุดที่ผมดูมาสักพัก (ทั้งที่ผมดูหนังบ่อยมาก) แม้ปกติผมไม่ชอบแนะนำหนังเพราะคนชอบไม่เหมือนกัน แต่คราวนี้ต้องยกเว้น เนื้อเรื่องดำเนินอย่างชาญฉลาด ไม่มีส่วนไหนน่าเบื่อซ้ำๆ แม้แต่แฟนผมที่ปกติไม่ค่อยชอบแอคชั่นมากๆ ยังชอบจนบอกว่าเอมิลี่ บลันท์ กลายเป็นนักแสดงหญิงคนโปรดของเธอเลยล่ะ เอาจริงๆ 10 เต็ม 10!
สุดยอด! ไม่บ่อยนักที่ฉันจะได้ไปดูหนังกับลูกชายคนโตหลังจากที่มีน้องๆ เข้ามา แต่เราก็จัดการไปดูเรื่องนี้ที่โรงได้ ไม่เพียงแค่ดีใจที่เลือกเรื่องนี้ แต่สองปีผ่านไป เรายังจำความรู้สึกตื่นเต้นที่หนังเรื่องนี้มอบให้ทั้งคู่ได้ดี เรื่องราวไซไฟเรื่องนี้ตอบโจทย์สุดๆ หนังให้เกียรติผู้ชมว่าเรามีสมอง แถมยังไม่เหมือนไซไฟทั่วไปที่ออกมาทุกปีแบบน้ำเน่า ตัวอย่างเช่น Independence Day 2 ที่เป็นภาคต่อใช้งบสูงแต่เนื้อหาตื้นๆ แถมดูจบแล้วลืมได้ง่ายมาก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ Edge of Tomorrow ที่ตราตรึงใจฉันมานาน จนวันนี้ต้องมาเขียนรีวิวบน IMDb หลังจากดูมาแล้วสองปี! หนังเรื่องนี้คือต้องดู! ขอบคุณที่อ่านมาจนจบ
เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องคล้ายกับ 'Groundhog Day' จะกลายเป็นภาพยนตร์แอคชั่นที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร แต่เหมือนเหตุการณ์ในเรื่องนี้ คุณต้องดูเองถึงจะเชื่อ 'Edge of Tomorrow' นับเป็นภาพยนตร์ของทอม ครูซ ที่ฉันชอบที่สุด และเมื่อพูดถึงประวัติการแสดงอันยอดเยี่ยมของเขา นี่คือคำชมที่หมายความจริง ทุกอย่างในเรื่องสมบูรณ์แบบ แม้จะมีโครงสร้างคล้าย 'Groundhog Day' แต่ก็มีวิธีนำเสนอธีมที่แตกต่าง ทอม ครูซ และเอมิลี่ บลันท์ คู่หูที่ลงตัวในหนังไซ-ไฟ/แอคชั่นเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวโดดเด่นไม่แพ้เอฟเฟกต์ตระการตาและโลกสมมติที่ออกแบบมาอย่างปราณีต ฉันหลงรักการพัฒนาตัวละครและโลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาว แม้ผิวเผินอาจดูไม่ใหม่ แต่ทุกอย่างรู้สึกสดใสและเป็นเอกลักษณ์ สรุปแล้ว 'Edge of Tomorrow' คือหนังแอคชั่นห้ามพลาด ที่จะทำให้คุณติดเก้าอี้ และเป็นต้องดูสำหรับแฟนไซ-ไฟหรือแฟนทอม ครูซ โดยส่วนตัวให้คะแนน 10 เต็ม 10
คุณอาจเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นส่วนผสมสุดเข้มข้นของ 'Groundhog Day', 'Starship Troopers', 'Source Code' และ 'The Butterfly Effect' แม้แนวคิดบางส่วนอาจไม่ใหม่ แต่การผสมผสานโดยผู้กำกับ Doug Liman ทำให้ 'ล่าข้ามเวลาอันตราย' เต็มไปด้วยเอกลักษณ์! เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อมนุษย์ต่างดาวบุกโลก และ Bill Cage (ทอม ครูซ) เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ขี้ขลาด ถูกโยนเข้าไปในสมรภูมิรบโดยไม่มีความสามารถสู้รบ มีเพียง 'จุดเซฟเกม' ลึกลับที่ทำให้เขารอดชีวิตวนลูป! ไม่บอกสปอยล์มาก แต่รับรองว่าตื่นเต้นจนลืมหายใจ! ทอม ครูซ ฟิตสุดตัวในบททหารขี้ขลาดที่ต้องพัฒนาตัวเอง ทั้งตลก ทั้งดราม่า และแอ็คชั่นจัดเต็ม นับเป็นผลงานเด่นสุดนับตั้งแต่ 'Collateral' ส่วน Emily Blunt ก็เฉิดฉายในบทสาวเหล็ก Rita Vrataski แม้เป็นหนังแอ็คชั่นเรื่องแรกแต่ทำได้เปรี๊ยะ! คู่เคมีระหว่างสองดาวดังร้อนแรง ส่วนนักแสดงสมทนอย่าง Bill Paxton และ Brendan Gleeson ก็เติมเต็มเรื่องราวได้ดีแม้มีเวลาจำกัด โลกในหนังถูกสร้างอย่างสมจริงด้วย CGI ลื่นไหล ฉากแอ็คชั่นกับชุดเอ็กโซสเกเลตันสู้กับมนุษย์ต่างดาวสะท้านจอ! บทหนังชาญฉลาด ใส่มุกตลกได้เหมาะเจาะ โดยเฉพาะช่วงฝึกซ้ำวนลูปที่ตัดต่อโดย James Herbert ได้อย่างคลื่นกระแทก เรียกว่าไม่มีช่วงน่าเบื่อแม้แต่เฟรมเดียว! แม้เป็นหนังบุกเบิดโลกแต่ยังมีพื้นที่พัฒนาตัวละคร ทั้งความสัมพันธ์และปมภายในของตัวเอก เรียกว่าทั้งสนุกทั้งกินใจ! ถ้าเทียบกับหนังซัมเมอร์อื่นอย่าง 'Godzilla' หรือ 'X-Men' ต้องยอมรับว่า 'ล่าข้ามเวลาอันตราย' อยู่ในลีกสูงกว่า ทั้งความบันเทิงและความคิดสร้างสรรค์ ดูจบแล้วยิ้มกว้างแบบอิ่มใจ!
หนึ่งในแนวคิดภาพยนตร์ที่ชาญฉลาดที่สุดที่เคยมีมา 'Edge of Tomorrow' ผสมผสานระหว่าง 'Saving Private Ryan' และ 'Groundhog Day' อัดแน่นด้วยแอ็คชั่นเข้มข้นเร็วแรง การกำกับที่ดึงดูดใจ และเป็นหนังไซไฟบล็อกบัสเตอร์ที่ทั้งสนุกและเฉียบคม ทอม ครูซ และ เอมิลี่ บลันท์ สร้างเคมีที่ลงตัว นำผู้ชมจากสนามฝึกสู่สนามรบ จนถึงจุดระเบิดแอ็คชั่นสุดพีคในปารีส แม้โครงเรื่องวนเวลาจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หนังเรื่องนี้ใช้เอฟเฟกต์ตระการตาและเทคนิคการเล่าเรื่องพลวัต จนทำให้ได้หนังแอ็คชั่นสไตล์ sci-fi ที่ทั้งตื่นเต้น มีมุขฮาแบบคาดไม่ถึง และพลิกแพลงได้อย่างเหนือความคาดหมาย ถือเป็นตัวอย่างงานฝีมือระดับมาสเตอร์พีซที่ออกแบบมาอย่างปราณีต!
ดั๊ก ลีแมน ผู้กำกับหนังระทึกใจแอ็กชันสุดโปรดของผมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาคแรกของซีรีส์ดัง 'Bourne' ที่ทำให้แมตต์ เดมอน โด่งดัง หนังรักระทึกใจ 'Mr. & Mrs. Smith' ที่เป็นจุดเริ่มต้นของคู่จิ้นแบรด พิตต์-แองเจลินา โจลี หรือแม้แต่ซีรีส์ 'Cover Affairs' ที่ดีกว่าทั่วไป ทอม ครูซ ตัวตั้งตัวดีขอให้เขามากำกับ 'Edge of Tomorrow' เพราะตัวละครของทอมในเรื่องนี้ไม่เก่งเลยในตำแหน่งทหาร (ที่เป็นแค่ตำแหน่งเชิงพิธีการ) ผลลัพธ์คือหนังที่ดีเกินคาด ทั้งคู่ยังชวน เอมิลี่ บลันท์ นักแสดงฝีมือดีที่ไม่มีประสบการณ์หนังแอ็กชันมาก่อน มาร่วมแสดง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ช่วยให้หนังดีขึ้นอีกขั้น ตัวละคร 'ริต้า' ของเธอเก่งกาจในฐานะทหารผ่านศึกผู้ช่ำชอง เนื้อเรื่องไซไฟสุดเพี้ยนเกี่ยวกับการรุกรานโลกของมนุษย์ต่างดาวที่สามารถ 'ย้อนเวลา' ได้ ทำให้ทั้งคู่ต้องต่อสู้และตายในวันเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก นับร้อยครั้ง! ประเด็นสำคัญเหมือนสงครามจริงๆ คือการที่ทหารสองคนเริ่มรู้จักและห่วงใยกัน จนเมื่อถึงเวลาต้องสยบศึกและเสียชีวิตไปตลอดกาล พวกเขากลับไม่อยากจากกันเลย ให้คะแนน 7.5/10 ดาว มีข่าวลือว่ากำลังเตรียมทำภาคต่อ...คิดดูนะ!
ผมเคยเห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ แต่คิดว่าน่าจะเป็นหนังไซไฟตลกเกินเหตุแบบ 'Independence Day' หรือเครียดเกินไปแบบ 'War of the Worlds' หรือไม่ก็เล่นเอฟเฟกต์เก่งแต่เนื้อหาห่วยแบบ 'District 9' ถ้าไม่ใช่แฟนผมขอผ่าน! แต่พอแฟนบอกว่าลูกสาวเธอดูแล้วชอบมาก เลยตัดสินใจลองดู...ปรากฏว่าเฮือก! ตัวละครคือจุดเด่นสุดๆ 'ทอม ครูซ' รับบท 'เคจ' นายท่างุ่มง่ามแต่ไม่ยอมแพ้ ดูไปลุ้นไป ส่วน 'เอมิลี บลันท์' ที่เล่นบท 'ริต้า' นางเอกแกร่งดุดันก็เข้ากันได้ดี เอฟเฟกต์พิเศษสวยเนียน ไม่ตีหน้าหน่อยาแถมช่วยให้โลกสมมติดูเป็นจริงที่สุด ตอนจบถือเป็นเรื่องรักสุดล้ำในวงการไซไฟที่ผมดูมา ดีใจที่ฮอลลีวูดยังทำหนังไม่ซ้ำสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ ขอบคุณ Warner Brothers ที่กล้าเสี่ยงทุ่มงบ 178 ล้านดอลลาร์สร้างเรื่องนี้!
ความคล้ายคลึงกับหนังเรื่อง Groundhog Day ชัดเจนมากสำหรับคนที่เคยดูมาก่อน ในมุมมองของคนที่คลุกคลีกับเกม หนังเรื่องนี้เหมือนการเลเวลอัพตัวละครไปเรื่อยๆ เพื่อสะสมทักษะใหม่ๆ สำรวจความเป็นไปได้ในสภาพแวดล้อมรอบตัว และถ้าทำพลาดเมื่อไหร่ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทันที แถมเอมิลี่ บลันท์ ยังออกแนวตัวละครในเกมสุดๆ เธอสู้กับศัตรูด้วยดาบซะด้วย! ภาพเธอโผล่บนรถบัสพร้อมท่าแทงดาบนี่แทบมองเป็นตัวละครจาก Tekken ได้เลย หนังโฟกัสที่เคมีระหว่างพระเอก-นางเอกเป็นหลัก ซึ่งสัมพันธ์กันได้น่าประทับใจ ความใกล้ชิดที่ค่อยๆ เติบโตระหว่างพวกเขาทำให้รู้สึกซึ้ง แม้จะเป็นหนังไซไฟแต่ให้อารมณ์ใหม่และแตกต่างชัดเจน
ผมกำลังสนุกกับเย็นวันอาทิตย์ชมการแข่งขัน World Test Championship Final ระหว่างอินเดียกับนิวซีแลนด์ ทันใดนั้นเมฆดำครึ้มก็ปกคลุมท้องฟ้าที่เซาแทมป์ตัน ทำให้เกมหยุดชะงัก ผมเลยเปลี่ยนไปเปิด Netflix หาหนังดู แล้วก็เลือกเรื่องนี้ พอจบหนังก็คิดว่าจะกลับไปเชียร์คริกเก็ตต่อ แต่猜猜看? ผมกลับติดหนึบกับหนังจนลืมดูสกอร์ไปเลย ทั้งที่เลือดคริกเก็ตไหลเวียนในตัว และสองทีมโปรดกำลังสู้กันบนสนามเพื่อชิงแชมป์โลก! Edge of Tomorrow ทำให้ผมติดเก้าอี้จนลืมตัว ถึงขั้นปล่อยลมไม่รู้ตัวไปเกือบร้อยรอบ (ถ้าคิดจะดูหนังด้วยกันต้องคิดดีๆ นะ!) หนังดึงความสนใจได้อย่างเหลือเชื่อ แทบไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย แม้ตอนเริ่มเรื่องอาจงงๆ ว่าทำไมกองทัพสหรัฐมาปนกับอังกฤษ แต่หนังเรื่องนี้มีทุกอย่างครบ! ทั้งแอคชั่นดุเดือด ไซไฟล้ำยุค ผจญภัยระทึกใจ แถมมีมุกฮาแทรกได้恰到好处 นักแสดงนำอย่าง Tom Cruise และ Emily Blunt เตะฝุ่นไม่มีที่ติ ส่วนนักแสดงอื่นแม้มีบทน้อยแต่ก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน ข้อเสียเล็กน้อยคือเอฟเฟกต์บางส่วนน่าทำได้ดีกว่านี้สำหรับหนังงบสูง ส่วนตัววายร้ายก็ควรมี背景故事更多หน่อย เพราะมนุษย์เราช่างสงสัยอยากรู้จักพวกเขามากขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือหนังที่ดูได้หลายรอบไม่เบื่อ ผ่านกี่ยุคสมัยก็ยังเร้าใจเหมือนเดิม!
ผมไม่ชอบทอม ครูซ แต่ก็ไม่ได้เกลียดเขา แค่ไม่สนใจเท่านั้นแหละ เพราะไม่ว่าเขาจะแสดงหนังเรื่องไหน เขาก็ยังเป็นทอม ครูซ แบบเดิมๆ แต่ผมชอบเอมิลี่ บลันท์ ตัวละคร 'ฟูล เมทัล บิทช์' (ที่เขียนบนรถบัส) เธอเท่สุดๆ ในเรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครในสตาร์ชิปทรูปเปอร์ส ผสมกับสไตล์การแสดงของ อาร์. ลี เออร์มี หนังสนุกอยู่ 2 ใน 3 ส่วนแรก เมื่อเคจ (ทอม) นายทหารเก้าอี้ขี้ขลาดถูกส่งไปฆ่าแมลงประหลาด ซึ่งงานไม่ค่อยสวย แต่เขาก็ตายด้วยมือบักมอนสเตอร์ตัวสำคัญ ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตแบบบิล เมอร์เรย์ (ในหนัง Groundhog Day) คือตายแล้วตายอีกหลายรอบ ส่วนนี้คือจุดเด่นของหนัง! จุดด้อยคือตอนที่เคจกับเอมิลี่ร่วมมือกันฆ่าแมลง (เพราะเคจจำทุกเหตุการณ์ได้) ทำให้ส่วนสุดท้ายของหนังกลายเป็นเกม Fallout ผสม Independence Day แบบ 'เรามีโอกาสเดียว' ฯลฯ แต่ถึงตอนจบจะ平平 ก็สนุกที่ได้เห็นทอม ครูซ ตายแบบฮาๆ เรียกได้ว่าเป็นความฝันที่เป็นจริงของผมเลย!
ถ้าคุณเคยดูตัวอย่างหนังเรื่อง 'Edge of Tomorrow' คุณคงรู้แนวคิดพื้นฐานอยู่แล้ว ตัวละครของทอม ครูซ ถูกส่งไปรบกับมนุษย์ต่างดาวและได้พลังในการใช้ชีวิตวนวันเดิมทุกครั้งที่ตาย คำอธิบายสั้นๆ นี้ครอบคลุมเกือบ 90% ของสิ่งที่คุณจะเห็นในหนังเรื่องนี้ ในฐานะตัวแทนเกณฑ์ทหาร กองทัพตัดสินใจส่งทอมไปแนวหน้าด้วยเหตุผลที่...เอ่อ ไม่มีใครอธิบาย (หรือนี่อาจเป็นสาเหตุที่มนุษย์กำลังแพ้?) หลายอย่างในหนังไม่มีการอธิบาย แต่ช่างมันก่อน มาโฟกัสที่สิ่งสำคัญที่สุด...ระเบิด! เราได้เห็นทอมวิ่งผ่านสนามรบกับทหารสาวผมบลอนด์ ผู้เป็นทั้งความรักและครูฝึกของเขา พวกเขาสู้กับเอเลี่ยน เขาตาย แล้วก็สู้ใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระเบิด ยิงปืน ทอมตาย บางครั้งก็ตายแบบฮาๆ แต่โดยรวมแล้วมันน่าเบื่อและยืดเยื้อเกินไป พอถึงจุดหนึ่ง หนังก็บอกวิธีปราบเอเลี่ยน ซึ่งคุณคงเดาได้...ด้วยระเบิด ยิงปืน และการตายนั่นแหละ รวมถึงการใช้ 'ปาฏิหาริย์สุดมั่ว' ที่พวกเขาใช้จบเรื่อง ซึ่งทำเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะหนังต้องจบสักที ไม่รู้จะพูดอะไรเพิ่มเติม ตัวละครทุกคนถูกเขียนแค่ 'ทหาร' 'ผู้หญิง' 'จ่าสอนเหี้ย' 'นักวิทยาศาสตร์' การต่อสู้ก็ซ้ำๆ น่าเบื่อตั้งแต่กลางเรื่อง ต้องชมว่าเอเลี่ยน ชุดเกราะ และฉากต่อสู้ทำออกมาได้สวยมาก แต่เมื่อไม่มีพื้นหลังของเหตุการณ์หรือตัวละครใดๆ เลย ทำให้ไม่อินกับเรื่องนี้เลย แนวคิด 'วันซ้ำวน' ไม่ใช่ปัญหา เพราะหนังอย่าง 'Source Code' ก็ทำได้ดี มีทั้งแอคชั่น เวลาซ้ำ และการพัฒนาตัวละคร แต่ 'Edge of Tomorrow' ตกหลุมพรางของฮอลลีวูดที่โยน CGI เต็มจอแล้วหวังว่ามันจะพอ ทั้งที่จริงไม่ใช่! ผู้ชามีสมองและสมควรได้ดูหนังที่ดีกว่านี้
7

Oblivion (2013) อุบัติการณ์โลกลืม
7.9

Arrival (2016) ผู้มาเยือน
8

The Martian (2015) เดอะ มาร์เชียน กู้ตาย 140 ล้านไมล์
7.6

Minority Report (2002) ไมนอริตี้ รีพอร์ต หน่วยสกัดอาชญากรรม ล่าอนาคต
7

World War Z (2013) มหาวิบัติสงคราม Z
7.4

Ready Player One (2018) สงครามเกมคนอัจฉริยะ
7.6

300 (2006) ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก
7.2

I Am Legend (2007) ไอ แอม เลเจนด์ ข้าคือตำนานพิฆาตมหากาฬ
7.9

Avatar (2009) อวตาร
7.5

John Wick (2014) จอห์นวิค แรงกว่านรก
7.8

The Last Samurai (2003) มหาบุรุษซามูไร
6.7

Guess If I Am A Hero (2023) เดาว่าฉันเป็นฮีโร่
6.7

Sweeter Than Chocolate (2023)
7.4

Blue Gate Crossing (2002) สาวหน้าใสกับนายไบค์ซิเคิล
7.2

Tom Papa What A Day (2022) ทอมปาปา วันอะไรเนี้ย
8.4

Weak Hero Class (2022)
3.2

Wolf Garden (2023)
7.5

Daughters (2024)
5.4

Papi Sitter (2020)
5.5

Adventures in Christmasing (2021)
6.1

JugJugg Jeeyo (2022)
7

Bad Ass Maid (2023) 5 แม่บ้านถล่มมาเฟีย
7.8

Out of Order (2025) เอาท์ ออฟ ออร์เดอร์