
The Paradise of Thorns (2024) วิมานหนาม ทองคำ และ เสก เป็นคู่รักต่างเพศที่ทุ่มเทสร้างชีวิตขึ้นมาด้วยกัน โดยทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านและสวนทุเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่เรื่องเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อ เสก จากไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุ และความจริงที่ว่าทั้งสองไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกกฏหมายของประเทศไทยกลายมาเป็นปัญหาที่ทำให้ ทองคำ ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ร่วมสร้างขึ้นมาด้วยกัน ในตอนนี้บ้านและสวนทุเรียนจึงตกเป็นของแม่ของ เสก ผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยพร้อมกับลูกสาวบุญธรรมและคนสวนอีกคนหนึ่ง ทำให้ ทองคำ ต้องต่อสู้เพื่อทวงคืนสิ่งที่เป็นนํ้าพักนํ้าแรงที่เขาและอดีตคนรักร่วมสร้างขึ้นมาด้วยกัน

คู่รักเกย์ที่ไม่เคยแต่งงานกันสร้างบ้านและสวนทุเรียนร่วมกัน หลังคู่หนึ่งเสียชีวิตกะทันหัน ครอบครัวของเขายึดทรัพย์สินเพราะกฎหมายไม่รับรองการแต่งงาน คู่ที่เหลือต้องสู้เพื่อทวงคืนทรัพย์สินและสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิต
ทองคำ และ เสก เป็นคู่รักต่างเพศที่ทุ่มเทสร้างชีวิตขึ้นมาด้วยกัน โดยทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านและสวนทุเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่เรื่องเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อ เสก จากไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุ และความจริงที่ว่าทั้งสองไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกกฏหมายของประเทศไทยกลายมาเป็นปัญหาที่ทำให้ ทองคำ ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ร่วมสร้างขึ้นมาด้วยกัน ในตอนนี้บ้านและสวนทุเรียนจึงตกเป็นของแม่ของ เสก ผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยพร้อมกับลูกสาวบุญธรรมและคนสวนอีกคนหนึ่ง ทำให้ ทองคำ ต้องต่อสู้เพื่อทวงคืนสิ่งที่เป็นนํ้าพักนํ้าแรงที่เขาและอดีตคนรักร่วมสร้างขึ้นมาด้วยกัน
ท่ามกลางสวนทุเรียนห่างไกลที่เขียวชอุ่ม เรื่องราวของ 'อาณาจักรหนาม' ค่อยๆ เผยให้เห็นเหมือนผลทุเรียนรสขมหวาน ที่ซ่อนความซับซ้อนของชีวิตไว้ภายใต้เงาแห่งความรัก ภาพยนตร์ไทยสะท้อนสังคมเรื่องนี้ถักทอเรื่องราวของ 'ทองคำ' และ 'เซ็ก' คู่รักเกย์ที่ชีวิตพังทลายจากโศกนาฏกรรมทันทีที่ฝ่ายหนึ่งจากไปสวนทุเรียนที่เคยเป็นสรวงสวรรค์ของรัก กลับกลายเป็นสนามรบแห่งการต่อสู้ระหว่างความอาลัยและกรรมสิทธิ์ ทองคำต้องฝ่าดงหนามทางกฎหมายเพื่อเรียกราความยุติธรรม ในขณะที่กฎหมายไม่เคยรับมืองความรักของพวกเขาแม้แต่น้อยความโดดเด่นของเรื่องอยู่ที่การเจาะลึกจิตใจตัวละคร 5 บทบาทหลัก ที่สะท้อนแง่มุมต่าง ๆ ของความรักผ่านปริซึมแห่งความเสียหาย:'ทองคำ' (รับบทโดย เจฟฟ์ สตูร์) คือหัวใจของเรื่อง ผู้ทนฝ่าความทุกข์ได้ดั่งต้นทุเรียนที่ยืนต้นผ่านสายฝน ความรักต่อเซ็กหยั่งรากลึกในดินแห่งความฝันร่วม'โม' (เอ่งฟ้า วราหา) ปรากฏตัวดุจเปลือกทุเรียนที่เต็มไปด้วยหนาม แต่ภายใต้ความหยาบกระด้างคือผู้หญิงที่บาดเจ็บจากรัก ความซื่อสัตย์ต่อแสงคือข้อพิสูจน์ว่ารักมีหลายรูปแบบ'เซ็ก' (เต้ย พงศกร) คือตัวแทนความขัดแย้งระหว่างใจกับหน้าที่ เปิดเผยทั้งความหวานและความขมดั่งทุเรียนสุก ที่ต้องเลือกระหว่างตัวตนกับกรอบสังคม'แสง' (ซีดา ผ้าปิ๊ม) คือรากฐานที่มองไม่เห็นแต่สำคัญยิ่ง วิวัฒนาการจากคนเห็นแก่ตัวสู่การเปิดเผยความอ่อนแอ ช้าไปเสียหน่อย แต่รักของเธอเข้มข้นไม่แพ้กัน'จิงหน่า' (เก่ง หฤทัย) คือเสียงแห่งสติที่มองเห็นภาพรวม เหมือนนกที่บินเหนือสวนทุเรียน ตระหนักดีว่าความยึดติดอาจทำลายทุกอย่าง'อาณาจักรหนาม' ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่คือกระจกสะท้อนความรักทุกรูปแบบ ที่เตือนเราว่าในการต่อสู้เรียกร้องสิ่งที่คิดว่าคู่ควร...เราอาจลืมสิ่งที่สำคัญจริงๆฉากหลังความงามของแม่ฮ่องสอนกระซิบว่าเรื่องรักและร้าวนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ตั้งแต่กรุงเทพฯ จนถึงสวนทุเรียนเหนือสุด สุดท้ายภาพยนตร์สอนเราว่า บางครั้งผลที่คิดว่าหวานอาจกลับขมปนเฝื่อน แต่การยอมรับในความขมหวานนี้ต่างหาก คือรสชาติแท้จริงของชีวิต
หนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะช่วงใกล้จบ ทำให้ฉันแทบอยากตะโกนออกมาบนหน้าจอ ซึ่งน่าจะหมายความว่ามันทำได้ดีมากที่ทำให้ฉันสนใจจนลืมไม่ลง งานถ่ายภาพสวยงามน่าประทับใจ และยังหยิบยกประเด็นสำคัญมาเล่าได้อย่างแนบเนียน นี่คือหนังไทยที่แตกต่างและหายากมากในยุคนี้... แต่ในอีกมุม บทภาพยนตร์อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกหงุดหงิด บางทีอาจตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่ก็เหนื่อยใจที่ไม่ได้เห็นตัวเอก 'ชนะ' แม้แต่นิดเดียว มีหลายช่วงที่รู้สึกว่าเคยเห็นมาแล้ว และการดำเนินเรื่องค่อนข้างซับซ้อนเกินไป ส่วนตัวร้ายหญิงนั้นพัฒนาได้ไม่ดี เธอดูร้ายและโลภแบบเรียบๆ แม้จะพยายามอธิบายแรงจูงใจบ้าง แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าเธอแค่ร้ายเพราะต้องการให้ร้าย คนแบบนี้มีจริงในชีวิต แต่ก็เหนื่อยใจไม่ต่างกันทั้งในหน้าจอและชีวิตจริง
ในฐานะคนไทยที่identifyเป็น LGBTQIA+ นี่คือรีวิวของฉันต่อ 'The Paradise of Thorns': หนังเรื่องนี้ดึงดูดและน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ บทภาพยนตร์เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม ฉันสนุกและรักหนังเรื่องนี้จริงๆ การแสดงของเจฟ อิงฟ้า และเก่งนั้นสุดยอด ราวกับละครเวทีที่เต็มไปด้วยพลัง ทั้งสนุกและกินใจ นักแสดงทั้งสามถ่ายทอดอารมณ์ได้ลึกซึ้ง ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง หนังเสียดสีปัญหาสังคมได้อย่างเจ็บแสบ ทั้งความยากจน สวัสดิการ และกฎหมายสมรสเท่าเทียม ชื่นชอบที่หนังเข้าใจสังคมไทยและค้นคว้ามาอย่างดี ให้ความหมายลึกซึ้ง สะท้อนปัญหาจริงๆ แต่ถึงหนังจะเข้มข้นและบันเทิงตลอดเรื่อง ตอนจบกลับทำให้รู้สึกผิดหวังและเหมือนเสียเวลาเปล่า ตอนจบสรุปไม่สมเหตุสมผล (แม้หนังจะบอกให้ผู้ชมตีความเพิ่ม แต่ฉันมองว่ามันไม่จบเลย) จุดเด่นที่สุดคืองานมิกซ์เสียงและเพลงประกอบที่ทำได้สมบูรณ์แบบ ไพเราะ และลงตัวอย่างน่าทึ่ง เชื่อว่าหนังเรื่องนี้มีศักยภาพไปได้ไกลกว่าที่คิด เพราะสามารถกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกหลากหลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน
“The Paradise of Thorns” เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดปัญหาลึกๆ ในสังคมไทยได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะประเด็นความไม่เท่าเทียมในการสมรส เรื่องราวถูกเล่าออกมาได้ยอดเยี่ยม ผสมผสานดราม่าดุเด็ดเผ็ดร้อนกับคำวิจารณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน การแสดงสุดยอด ช่วยให้เห็นการต่อสู้และอารมณ์ของตัวละครที่สมจริงและกินใจ แถมยังมาพร้อมงานภาพที่สวยระดับตำนาน จนเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ไทยที่การถ่ายทำดีที่สุดในช่วงนี้ สร้างประสบการณ์ที่ทั้งสวยงามตระการตาและกระตุ้นให้ขบคิดไปพร้อมกัน เป็นผลงานภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมและตราตรึงในหลายมิติ สำหรับผมคือหนังไทยที่ดีที่สุดแล้ว ส่วนเพลงประกอบก็ติดหูมาก ฟังแล้วหยุดไม่ได้เลย!
ในฉากหลังของสวนทุเรียนห่างไกล 'พาราไดซ์ ออฟ ธอร์นส์' นำเสนอเรื่องราวสะเทือนใจที่เต็มไปด้วยความรัก การสูญเสีย และการต่อสู้ทางกฎหมาย เรื่องราวติดตามทองคำและเสก คู่รักเกย์ที่ชีวิตพังทลายจากโศกนาฏกรรมเมื่อเสกเสียชีวิต ทิ้งให้ทองคำต้องเผชิญความโศกเศร้าและการต่อสู้เพื่อรักษาสถานที่ที่พวกเขาเคยสร้างมาด้วยกัน ท่ามกลางปัญหาการไม่รับรองความสัมพันธ์ทางกฎหมาย หนังสำรวจตัวละครซับซ้อนได้อย่างงดงาม ประกอบด้วย: **ทองคำ** (เจฟฟ์ สตั๊ดเธอร์) หัวใจที่เข้มแข็งของเรื่อง รักแท้ของเขาที่มีต่อเสกสะท้อนความยืนยงของต้นทุเรียนที่เขาดูแล **มอ** (เองฟ้า วรหาญ) หญิงแกร่งที่ซ่อนรอยแผลไว้ใต้เปลือกแข็ง แต่แอบแสดงความรักมั่นคงต่อแซงคู่ชีวิต **เสก** (โต๋ย พงศกร เมตริกานนท์) ตัวแทนการดิ้นรนระหว่างความปรารถนาและกรอบสังคม เผยทั้งความหวานและขมขื่น **แซง** (ซีดา เป้าพิมล) ผู้เก็บซ่อนความอ่อนแอไว้จนสายเกินแก้ **จิงหนา** (เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย) เข็มทิศทางศีลธรรมของเรื่อง ให้มุมมองอันชาญฉลาดเกี่ยวกับราคาของการไขว่คว้า 'พาราไดซ์ ออฟ ธอร์นส์' ไม่เพียงพูดถึงสิทธิ LGBTQ แต่สะท้อนความรัก-การสูญเสียในมุมสากล ผ่านฉากหลังแม่ฮ่องสอนที่แสดงว่าอารมณ์เหล่านี้สะท้อนข้ามวัฒนธรรมได้อย่างไร สุดท้าย หนังสอนว่าในชีวิต เรามักพบประสบการณ์ที่ซับซ้อนเกินคาด เตือนให้เรายอมรับทั้งความสุขและความเจ็บปวดในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์
เรื่องราวถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต บทประพันธ์ที่ถักทอองค์ประกอบมากมายให้สะท้อนความรู้สึกและกระตุ้นอารมณ์ได้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการแสดงประสบการณ์จริงของผู้คน โดยเฉพาะคู่รักเกย์ นอกจากนี้ยังให้มุมมองเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายและสะท้อนความไม่ครอบคลุมทางสังคมที่ยังคงมีอยู่ เป็นที่เข้าใจว่าบางคนอาจไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหา โดยเฉพาะหากไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่สำหรับฉัน มันปลุกความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง ฉันแนะนำให้ทุกคนได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้สักครั้งในชีวิต มันเปิดโอกาสให้เราได้ดื่มด่ำกับความเป็นจริงผ่านการเล่าเรื่อง ทุกฉากทุกการกระทำล้วนมีเหตุผลของตัวเอง และมันก็อันตรายหากจะตัดสินถูกผิดจากมุมมองเพียงด้านเดียว สรุปแล้ว ฉันเชื่อว่านี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซในหลายแง่มุม
เจฟและอิงฟ้าส่งมอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ในบทบาทของพวกเขา การถ่ายทอดตัวละครลึกซึ้ง เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวา การแสดงของพวกเขาสมบูรณ์แบบราวกับหยิบมาจากชีวิตจริง ขณะดูหนังคุณจะหลุดเข้าไปในโลกของตัวละครเหล่านี้ พวกเขาดูเป็นคนจริงๆ เหมือนมีตัวตนในหมู่บ้านชนบทที่ต่อสู้ดิ้นรน เด็กหญิงในเรื่องต้องเผชิญความโหดร้ายของการไม่มีสัญชาติ ส่วนคู่รักเพศเดียวกันก็ไม่มีสิทธิทางกฎหมายใดๆ เลย ในมุมมองของกฎหมาย คู่รักเพศเดียวกันคือแค่เพื่อนกัน ไร้ซึ่งสิทธิพื้นฐาน แม้แต่สิทธิในการรักษาพยาบาล ความจริงอันโหดหินนี้เพิ่มความสะเทือนใจให้เรื่องราว ฉากหลังของเรื่องอยู่ในพื้นที่ที่จนที่สุดของประเทศ ซึ่งขัดแย้งอย่างน่าประหลาดกับทุเรียนหรูหรา สินค้าส่งออกราคาแพงสุดของชาติ ความขัดแย้งนี้สร้างความตลกร้ายทรงพลัง ชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมในสังคมและช่องว่างทางเศรษฐกิจ ตอนจบทำได้สมบูรณ์แบบทั้งเวลาและอารมณ์ กระทบใจผู้ชมจนยากจะลืมเลือน ภาพยนตร์เรื่องนี้จะติดตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคุณนานนับสัปดาห์ หรืออาจตลอดไป
หนังเรื่องนี้มีความเข้มข้นสูงกับเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างหนัก สำหรับคนไทยที่เข้าใจความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในบางพื้นที่แล้ว ยิ่งสร้างความสะเทือนใจ การแสดงน่าประทับใจแม้จะมีนักแสดงเพียง 4-5 คน พล็อตเรื่องซับซ้อนชวนติดตามขณะที่ภาพประกอบงดงามตระการตา การใช้แสงและเสียงในหนังทำให้นึกถึง *Parasite* แต่ที่นี่กำกับโดย Yorgos Lanthimos ผู้กำกับ *Poor Things* เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อแต่สร้างความรู้สึกอึดอัดได้ตลอดเวลา บางฉากและบทพูดเขียนได้ดีจนทำให้ผู้ชมมีปฏิกิริยาตอบโต้ได้ยินเสียงชมเชย ขอบคุณ GDH ที่ผลิตงานแนวนี้ออกมา
เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ช่างดุเด็ดเผ็ดมันส์จนคุณจะละสายตาไม่ได้เลย การถ่ายทำที่สวยงามและลึกซึ้ง สะท้อนศิลปะการสร้างภาพยนตร์อย่างแท้จริง ไม่ได้พูดแค่ความไม่เท่าเทียม แต่คือความเป็นจริงของชีวิต ทั้งความรักที่ขมปนหวาน ความสูญเสีย ความเจ็บปวด และความผิดหวัง พร้อมกับความสุขเมื่อชนะสิ่งที่เชื่อมั่น การตัดต่อก็สุดยอด พัฒนาเรื่องอย่างเข้มข้น เต็มไปด้วยช่วงเวลาประหลาดใจ ทุกฉากถูกทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย ที่สำคัญนักแสดงแสดงได้ทรงพลังมาก บอกตามตรงว่ายากที่จะเชื่อว่านี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเจฟและอิงฟ้า ชื่นชมทีมงานทั้งหมดจริงๆ 👍🏼
แม้เนื้อเรื่องจะมีคุณค่าทางการเมือง/สังคมที่สำคัญ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่ให้ความบันเทิงแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ผมและแฟนกลับรู้สึกหดหู่เมื่อเดินออกจากโรง เนื้อเรื่องพาเราจากภัยพิบัติสู่ภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดก็ไม่สามารถเข้าถึงตัวละครได้ และเหตุการณ์ต่างๆ ก็ดูไม่น่าเชื่อถือ แน่นอนว่าการแสดงให้เห็นว่าระบบนั้นไม่ยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่การแสดงให้เห็นว่าหลังจาก 'ความเลวร้าย' ยังมีความหวังและทางเลือกอื่นๆ ก็คงดีกว่า ส่วนตอนจบของเรื่องก็เหมือนกับประสบการณ์ทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้...น่าหดหู่ ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครเกย์ในแง่ลบ
หนังเรื่องนี้น่าทึ่งมาก โครงเรื่องเรียบง่ายแต่การแสดงและวิธีการเล่าเรื่องต่างหากที่ทำให้คุณหลุดเข้าไปในโลกของเรื่องราว ฉันรู้สึกกดดันและโกรธเกรี้ยวตลอด 90% ของหนัง พวกเขาแสดงให้เห็นความไม่ยุติธรรม ความไร้ทางช่วย และความเจ็บปภัยแบบต่างๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกจมดิ่งจนเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง ฉากสุดท้ายเข้มข้นและน่าตกใจจนฉันแทบไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ชื่นชมนักแสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ทุกอย่างได้ละเอียดลออราวกับให้เราได้สัมผัสความรู้สึกนั้นผ่านผิวหนัง ทีมผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่ใส่รายละเอียด層層ให้โครงเรื่อง ชี้ให้เห็นความอยุติธรรมต่างรูปแบบที่คนหลากหลายต้องเผชิญ หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ฉันเคยดูในสองสามปีมานี้
ภาพยนตร์เรื่อง 'The Paradise of Thorns' ตั้งอยู่ในสวนทุเรียนได้อย่างเหมาะเจาะ ความทุกข์ยากและความเจ็บปวดของตัวละครแต่ละคนเปรียบเสมือนทุเรียนที่หากเติบโตมาอย่างสมบูรณ์ก็จะให้ผลอันแสนอร่อย ตัวละครทั้งสี่ต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมและการตัดสินในรูปแบบต่าง ๆ ขณะพวกเขาพยายามควบคุมชะตากรรมของสวนทุเรียนและซึ่งกันและกัน คำถามเกี่ยวกับความไว้วางใจ ความรัก ความยุติธรรม และนิยามของ 'ครอบครัว' ที่แตกต่างกันถูกหยิบยกขึ้นมาในประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างรวดเร็ว ดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต ละครที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และตัวละครเรื่องนี้ทำให้ประเทศไทยมีชีวิตชีวาผ่านเสื้อผ้าสีสันสดใส รถกระบะที่เห็นได้ทั่วไป ทุเรียนหอมกรุ่น งานเทศกาล ภาษาพูดแบบไทย ๆ ('สบาย สบาย' คือทุกอย่างดี) ความปรารถนา และชื่อเล่น (ผู้กำกับมีชื่อเล่นว่า 'บอส') บอส คูโน่ มาปรากฎตัวในงานเปิดตัวระดับโลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต เขาตั้งคำถามกับผู้ชมผ่านหนังเรื่องนี้ว่า 'จะเป็นเสียงให้ผู้ที่ไม่มีใครได้ยิน ช่วยเหลือกัน และทำให้โลกนี้เป็นพื้นที่ที่ดีสำหรับทุกคนได้อย่างไร' แม้บางช่วงจะรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ฉันก็หลงรักหนังเรื่องนี้เพราะอารมณ์ดิบเถื่อนของมัน มุมมองที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความอ่อนโยนต่อตัวละครแต่ละตัว ความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และการย้ำเตือนถึงความสวยงาม ความสนุก และความน่าหลงใหลของคนไทยและชนบทไทย
7.3

Predator Badlands (2025) พรีเดเตอร์ แดนเถื่อน
6.2

In the Shadow of the Moon (2019) ย้อนรอยจันทรฆาต
6.8

Tove (2020) ตูเว กำเนิดมูมิน
2

American Poltergeist (2015) บ้านเช่าวิญญาณหลอน
7.2

The Patriot (2000) เดอะ แพ็ทริออท ชาติบุรุษดับแค้นฝังแผ่นดิน
7.6

All of Us Strangers (2023)
7.6

Ghostlight (2024)
4.9

The Ghost Station (2022) อ๊กซู สถานีผีดุ
5.5

How i Caught My Killer (2023)
4.8

Choose or Die (2022) เลือกหรือตาย
4.4

Best Christmas Ever! (2023) คริสต์มาสนี้… ดีที่สุด
5.8

The Visitor from the Future (2022)