
เรื่องย่อ The Choice (2016) ถ้าเลือกได้ คือรักเธอเมื่อ แก๊บบี้ (เทเรซ่า พาล์มเมอร์) นักเรียนแพทย์ได้ย้ายที่อยู่มาอาศัยข้างบ้านกับ ทราวิส (เบนจามิน วอล์คเกอร์) หนุ่มเจ้าสำราญผู้เพียบพร้อมแต่ไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตคู่กับใคร ทั้งสองก็ได้แบ่งประสบการณ์ชีวิตและสานสัมพันธ์จนก่อให้เกิดความผูกพันที่หักห้ามใจไม่ได้ และแล้วทราวิสก็เจอคนที่ใช่ในชีวิตแม้แก๊บบี้จะคู่หมั้นอยู่แล้วก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและทราวิสจึงถูกท้าทายด้วยโชคชะตาและถูกทดสอบด้วยระยะเวลาว่าพวกเขาจะรักกันจะได้นานแค่ไหน

เทรวิสและแก๊บบี้พบกันครั้งแรกในฐานะเพื่อนบ้านในเมืองชายฝั่งเล็กๆแห่งหนึ่ง และกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิต
เทรวิสและแก๊บบี้พบกันครั้งแรกในฐานะเพื่อนบ้านในเมืองชายฝั่งเล็กๆแห่งหนึ่ง และกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิต
"ทุกเส้นทางที่คุณเลือก ย่อมนำไปสู่การตัดสินใจอีกครั้ง บางครั้งการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวก็เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้" แทรวิส (วอล์คเกอร์) คือหนุ่มโสดผู้รักอิสระที่คิดว่าจะไม่มีอะไรมาผูกมัดเขาได้ จนกระทั่งแก๊บบี้ (พาลเมอร์) เพื่อนบ้านสาวสวยย้ายมา เขาทั้งคู่ก็ดึงดูดกันเหมือนแม่เหล็ก แทรวิสพยายามทุกทางเพื่อชนะใจเธอ และเมื่อความสัมพันธ์กำลังไปได้สวย อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งคู่ตลอดกาล ตอนแรกที่ดูก็ไม่ค่อยฮึดสักเท่าไหร่ รู้ดีว่าผู้หญิง 99% คอหนังแนวโรแมนติกของนิโคลาส สปาร์คส์ แต่สำหรับผู้ชายอย่างเรามันดูเวอร์เกินเหตุ! อย่างใน The Notebook พระเอกสร้างบ้านทั้งหลังให้คนรัก ส่วนใน The Lucky One แค่เจอเธอได้สัปดาห์เดียวก็ซ่อมรถ+เรือ+สอนลูกชายเธอเล่นเบสบอลซะแล้ว - มันเกินจริงจนดูไม่ติด แต่ต้องยอมรับว่า The Choice (2016) นี้คือหนังดัดแปลงจากหนังสือของเขาที่ดีที่สุดในดวงใจผม! ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากกว่า ไม่ได้สมบูรณ์แบบแบบเทพบุตร ฉากต่างๆ ก็ไม่โอเว่อร์ จนผมเองก็ดูได้สนุกเกินคาด แม้ตอนจบจะดราม่าและน้ำเน่ามากไปหน่อย (ซึ่งก็เป็นสไตล์หนังโรแมนติกอยู่แล้ว) โดยรวมถือว่าดีต่อความคาดหมาย หนังเหมาะสำหรับคู่เดท ผู้หญิงจะชอบ ส่วนผู้ชายก็ทนดูได้ไม่บ่น แม้จะไม่ใช่งานโปรดแต่ก็ให้คะแนน A- แบบเซอร์ไพรส์สุดๆ!
ปกติฉันไม่ค่อยเขียนรีวิว แต่หนังเรื่องนี้ดีมากจริงๆ หนังดึงดูดใจคุณตลอดทั้งเรื่อง มีทั้งความฮา เซ็กซี่ และความเศร้า ที่ผสมผสานกับชีวิตจริงได้อย่างลงตัว ตัวละครนั้นยอดเยี่ยม และบรรยากาศฉากหลังริมทะเลก็สวยงามมาก คุณเคยมีความรักแท้ในชีวิต และรู้สึกว่ามันกำลังเลือนหายไปไหม? หนังเรื่องนี้คือคำตอบ! คุณจะทำอย่างไรเพื่อกู้คืนความรักนั้น? จะยอมเดินจากหรือสู้เพื่อมัน? ให้เต็มที่หรือเปล่า? ลองดูหนังเรื่องนี้แล้วพบกับคำตอบ คุณจะไม่เสียใจที่ได้ดู เตรียมใจให้พร้อมกับความรู้สึกที่ขึ้นลงทางอารมณ์แบบสุดๆ และในที่สุด...คุณจะกล้าเลือกทางเดินของตัวเองไหม?
ผมพบว่าการเดินทางครั้งนี้น่าประทับใจ และต้องยอมรับว่า การเลือกระหว่างซูเปอร์แมนกับเทรวิสไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามสำคัญคือเสน่ห์และอารมณ์ขันแบบคนใต้ของเขาจะชนะใจในตอนสุดท้ายหรือไม่? แน่นอนว่าการเดินทางนี้ไม่ราบรื่น และคุณควรเตรียมทิชชู่ไว้ให้พร้อมสำหรับช่วง 20 นาทีสุดท้าย ตัวละครหลักน่ารัก แต่ตัวละครสมทบก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยรวมคือหนังโรแมนติกที่เหมาะมากสำหรับวันวาเลนไทน์
ในฉากเปิดเรื่อง เราเห็นเทรวิส (เบนjamin วอล์คเกอร์) ครุ่นคิดถึงการตัดสินใจสำคัญที่ต้องทำ ขณะเดินทางไปโรงพยาบาลพร้อมช่อดอกไม้ในมือ เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังเล่าถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่จุดนี้ ผมเจอหนังเรื่องนี้โดยบังเอิญตอนตั้งอัดรายการไว้ในเครื่อง PVR โดยไม่รู้เรื่องราวใดๆมาก่อน พอได้ดูจริงๆก็ต้องบอกว่าปกติถ้าทำแบบนี้ มีแค่ 50:50 ที่จะดูจนจบ แต่หนังหลายเรื่องก็โดนลบทิ้งไปเฉยๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังโรแมนติกสูตรสำเร็จคุณภาพปานกลาง แต่เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบกลับทำออกมาได้ดี ทั้งภาพถ่ายสวยงามและเพลงประกอบเหมาะเหม็ง จะว่าโดนใจสุดๆก็ไม่เชิง แต่ก็ดึงดูดให้ดูต่อจนจบ และก็ต้องยอมรับว่าซาบซึ้งไม่น้อย คำแนะนำของผมคือควรเริ่มดูหนังเรื่องนี้แบบไม่รู้ข้อมูลมาก่อนและไม่ตั้งความคาดหวังใดๆ แต่อาจสายไปแล้วถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ บางคนอาจถูกสปอยล์แล้วว่าเนื้อเรื่องเป็นสูตรเดิมๆ เบื่อๆ แต่อย่าลืมว่าการดูหนังคือการปล่อยใจไปกับเรื่องราว หนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ถ้าเริ่มดูแบบจิตใจโล่งๆ ไม่มีอคติ อาจพบว่าเป็นเรื่องอบอุ่นหัวใจที่เล่าได้ดี รับได้ถ้ามีความคาดหวังบ้าง เช่น ภาพชายฝั่งนอร์ทแคโรไลนาที่สวยงามหรือเพลงประกอบที่ไม่ตีกรานเกินไป หนังทุกเรื่องมักสร้างโลกในแบบของตัวเอง เรื่องนี้ก็เช่นกัน อย่างฉากชายหาดที่เลือกถ่ายเฉพาะช่วงน้ำลงน้อยเพื่อความสวยงาม ถ้าคุณเป็นผู้ชายที่กำลังหาหนังดีๆดูกับคนสำคัญสักเรื่อง นี่อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถ้าไม่คิดมากกับสูตรเดิมๆ และเปิดใจรับบ้าง จะพบว่าเป็นเรื่องราวน่าประทับใจที่ทำให้เชื่อในพลังของความรัก ส่วนตัวถ้าอ่านรีวิวก่อนดูอาจไม่ยอมดูเลย แต่เพราะดูแบบไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยให้คะแนน 7/10 ได้อย่างไม่ลังเล
ในเมืองชายทะเลเล็กๆ แทรวิส ชอว์ (เบนจามิน วอล์คเกอร์) สัตวแพทย์ผู้ทำงานร่วมกับพ่อของเขาเชป (ทอม วิลคินสัน) และสนิทกับสเตฟ น้องสาวสุดที่รัก (แม็กกี้ เกรซ) เขาเป็นผู้ชายที่สาวๆ หลงใหล และคบหากับโมนิกา (อะเล็กซานดรา แดดดาริโอ) เป็นครั้งคราว เมื่อแกบบี้ ฮอลแลนด์ (เทเรซา พาลเมอร์) ย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ เธอคิดว่าเขาเป็นผู้ชายที่หลงตัวเอง แต่เมื่อไรอัน แม็กคาร์ธี (ทอม เวลลิง) แฟนหนุ่มของเธอซึ่งเป็นหมอที่โรงพยาบาลเดียวกันต้องเดินทางไปต่างเมือง แกบบี้กับแทรวิสก็ค่อยๆ สนิทกันและตกหลุมรัก ทันใดนั้น ไรอันกลับมาและขอแต่งงาน ทำให้แกบบี้ต้องเลือกระหว่างสองคน ‘The Choice’ เป็นเรื่องรักชวนฝันที่แบ่งเป็นสองส่วน เริ่มจากความโรแมนติกสดใสและจบด้วยดราม่าที่สะเทือนใจ โดยเทเรซา พาลเมอร์คือจุดเด่นที่สุดของเรื่อง ส่วนทอม เวลลิง ที่เปลี่ยนโฉมมาอ้วนท้วนก็ทำแฟนๆ ซีรีส์ ‘สมอลวิลล์’ ตกใจ ขณะที่เบนจามิน วอล์คเกอร์ นักแสดงหน้าใหม่ก็แสดงได้ดี โดยเฉพาะการสารภาพรักของเขาต่อครอบครัวของแกบบี้ถือเป็นช่วงที่ประทับใจที่สุด ฉันให้คะแนน 7/10
สัตวแพทย์ แทรวิส ชอว์ (เบนจามิน วอล์คเกอร์) ตกหลุมรักเพื่อนบ้านใหม่สาวนักศึกษาแพทย์ แก๊บบี้ (เทเรซา พาลเมอร์) ทั้งคู่แต่งงาน มีลูก และเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้หนึ่งในพวกเขาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างชีวิตและความตาย ใช่แล้ว! ชื่อเรื่องก็บอกไว้ชัดเจนอยู่แล้วเนอะ? บางครั้งคุณก็แค่อยากทานชีสเบอร์เกอร์อร่อยๆ และบางครั้งคุณก็แค่อยากดูเรื่องรักดีๆ ที่เตือนใจว่า ชีวิตไม่ได้มีแค่ชีสเบอร์เกอร์อร่อยๆ นั่นหรอก (พอได้แล้ว หิวอยู่เดี๋ยวนี้) การใช้นักแสดงหน้าใหม่ช่วยให้เรื่องดูสมจริงมากกว่าการใช้ดาราประจำ เพราะเราคาดเดาไม่ออกว่าพวกเขาจะแสดงออกมาแบบไหนต่อไป เรื่องดำเนินไปด้วยจังหวะที่ดี มีบทพูดเกี้ยวพาราสีและบทสนทนาที่จริงจังเมื่อเรื่องพัฒนาขึ้น ซึ่งบทพูดจริงจังนี่แหละที่ชนะใจคนดู นอกจากนี้ แววตาที่เข้มข้นของแทรวิสเมื่อมองแก๊บบี้ ยังทำให้นึกถึงแววตาอันมุ่งมั่นของบับบา วัตสัน (นักกอล์ฟอาชีพ) ตอนเขาคิดวางแผนตีลูกต่อไป ซึ่งทำให้เราเห็นความจริงจังที่มากกว่าที่คาดไว้ และแน่นอน เพราะแก๊bbiสวยมาก เคมีระหว่างคู่พระนางจึงเข้ากันเป๊ะเวอร์! (ตกหลุมรักอีกแล้วใช่ไหม?) จุดเด่น: น่าดีใจที่ได้เห็น ทอม เวลลิ่ง รับบท ไรอัน แฟนเก่าของแก๊บบี้ ฉันแทบจำเขาไม่ได้เพราะเขาฟิตหุ่นจนเหมือนพร้อมจะรับบทซูเปอร์แมนอีกครั้ง (เขาเคยรับบทคลาร์ก เคนต์วัยหนุ่มในซีรีส์ Smallville) และ ทอม วิลคินสัน รับบท เชพ พ่อของแทรวิส เรื่องนี้สนุกแต่เราก็รู้ดีว่าวันหนึ่งอุบัติเหตุจะเกิดขึ้น และใครบางคนต้องตัดสินใจเลือก ทำให้ทุกอย่างตึงเครียดขึ้น เตรียมกระดาษทิชชู่ไว้ให้พร้อมเพราะคุณต้องใช้มันแน่! หนังเรื่องนี้อยู่ในระดับเดียวกับ THE BEST OF ME จากนักเขียนคนเดียวกัน นิโคลัส สปาร์คส์ (9/10) ความรุนแรง: มีฉากอุบัติเหตุ และไรอันต่อยแทรวิส เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเซ็กซ์: มีแต่ไม่โป๊ ฉากรัก: ไม่มี ภาษาพูด: ไม่มี
อีกหนึ่งนิยายของ 'นิโคลาส สปาร์คส์' (ผู้เขียน The Notebook) ที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ แบบมีทั้งความรัก ความเศร้า ความสุข และความลึกลับเล็กน้อย ผสมกันแบบพอเป็นพิธี The Notebook คือตัวอย่างเรื่องรักสุดประทับใจที่ทำให้ผลงานของสปาร์คส์กลายเป็นมาตรฐานของโรแมนติกดราม่าไปโดยปริยาย แต่เรื่องต่อๆ มาที่ดูเฉื่อยชากลับพิสูจน์ว่าไม่ใช่ทุกเรื่องจะเวิร์ก! บางทีปัญหาอาจอยู่ที่การปรับตัวบทหรือทักษะการเล่าเรื่องของคนทำหนังมากกว่า? ตัวอย่างเช่น The Last Song ที่สปาร์คส์ลงมือเขียนบทเอง กลับกลายเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในบรรดางานดัดแปลงทั้งหมดเลยทีเดียว เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความรักระหว่าง 'เทรวิส' สัตวแพทย์หนุ่มอารมณ์ดีกับ 'แกบบี้' นักศึกษาแพทย์เพื่อนบ้านผู้รักสันติ ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกด้วยเรื่องบ้าบอของเสียงดังรบกวน ก่อนความขัดแย้งจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความสนใจและตกหลุมรักแบบเด็กม.ปลาย เธอมาจากครอบครัวรวย ส่วนเขาเป็นหนุ่มบ้านนอกสำเนียงใต้จ๋า แม้แต่พี่สาวและพ่อของเขากลับไม่มีสำเนียงนั้นเลย—แปลกดีไหม? นี่เป็นฝีมือการแสดงสำเนียงของ 'เบนจามิน วอล์คเกอร์' หรือเพราะว่าไม่มีใครอยากได้ยิน 'ทอม วิลคินสัน' แสดงสำเนียงใต้? แล้วถ้าต้องตัดสินใจระหว่างลบเสน่ห์บ้านใต้หรือลบทอม วิลคินสันออกจากเรื่อง คำตอบคือไม่ต้องลบอะไรเลย แค่ทำเป็นว่าไม่มีใครสน—แล้วมันก็เวิร์กนะ เพราะคนต่างชาติอย่างผมยังแทบไม่สังเกตเลยว่าครอบครัวนี้พูดไม่เหมือนกัน! ความรักของหมอสาวตัวดีกับหนุ่มสัตวแพทย์สุดเพี้ยน (ใช่แล้ว ‘สัตวแพทย์สุดเพี้ยน’ แบบที่หาได้ทั่วไปตามคลินิกสัตว์!) พัฒนาจากการจีบกันผ่านลูกหมาคอกหนึ่ง และการหว่านแซวแบบเนียนๆ จนทั้งคู่หลงใหลกันได้ปลื้ม ทุกอย่างดูโรแมนติกดีจนกระทั่ง... มันเริ่มน่าเบื่อ! ระดับน่าเบื่ออาจมากหรือน้อยแล้วแต่คนดู แต่ความน่าเบื่อมีอยู่จริง จะทนดูต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนของคุณ ส่วนตัวผมว่าถ้าตัดฉากเนิบๆ ออกซัก 15% แล้วเพิ่มฉากร้อนแรงแทน น่าจะดูตื่นเต้นกว่า แต่ดูเหมือนผู้กำกับจะเชื่อว่า ‘ความอึดอัดใจ’ นั้นโรแมนติกกว่า ‘การเริ่มต้นสุดเร่าร้อน’ เสียอีก สรุปแล้ว The Choice อาจไม่ซึ้งกินใจเท่า The Notebook หรือเร้าใจเท่า The Longest Ride แต่มันก็ไม่แย่ระดับสมองตายแบบ The Last Song — เก็บคำวิจารณ์นี้ไว้พิจารณากันเอง!
ฉันรักทุกอย่างเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้!!!!! ไม่อยากเชื่อเลยว่าใช้เวลานานมากกว่าจะได้ดู!
ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าบทวิจารณ์จะออกมาในเชิงลบ!! คุณรู้ตั้งแต่ยังไม่ดูแล้วว่านี่คือเรื่องราวรักสุดโรแมนติก ถ้าไม่ชอบแนวนี้ก็ไม่ต้องดู!!! ส่วนตัวฉันนั้นอยากเห็นอีกหนึ่งเรื่องจากนิโคลัส สปาร์คส์ ผู้คร่ำหวอดในวงการ แม้ตอนแรกจะลังเลนิดหน่อยเพราะไม่รู้จักนักแสดงหลัก แต่สุดท้ายก็ได้พบกับเรื่องราวแสนซาบซึ้งและสะเทือนใจที่ทำให้ฉันหลงรักไปเลย บรรยากาศในเรื่องสมบูรณ์แบบ การถ่ายทำที่ยอดเยี่ยมช่วยเสริมให้ทุกอย่างโดดเด่น ส่วนการแสดงก็ดีเยี่ยม ไม่ขอเล่าเรื่องราวให้ฟัง แต่รับรองว่ามันน่าติดตามไม่แพ้ ‘The Notebook’ แน่นอน ทั้งสนุก ทั้งอบอุ่น เศร้าเล็กน้อย และเต็มไปด้วยความน่าหลงใหลที่คุณต้องติดใจ!
ขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ฉันเป็นคนชอบดูหนังรักมากๆ รู้จักนิโคลาส สปาร์คส์ตั้งแต่หนังเรื่องแรกของเขาอย่าง 'Message in a Bottle' เมื่อ 17 ปีก่อน และติดตามมาถึง 'A Walk to Remember' ที่ทำให้ฉันหลงรักผลงานของเขาเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ตอนนี้เขามีหนังสือ 18 เล่ม และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้ว 11 เรื่อง ล่าสุดคือ 'The Choice' ที่แม้เราจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องจะจบยังไง เพราะพล็อตแบบสปาร์คส์มักคาดเดาได้ แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังน่าดูเพราะเคมีของสองนักแสดงนำ เทเรซา พาลเมอร์ (จาก 'Warm Bodies') ส่องแสงในบทแก๊บบี้ ฮอลแลนด์ นางพยาบาลสาวที่ย้ายมาอยู่ติดบ้านเทรวิส ชอว์ (เบนจามิน วอล์คเกอร์) สัตวแพทย์หนุ่มสุดป่วน ทั้งคู่เริ่มต้นจากศัตรูเพราะหมาของแก๊บบี้ท้องโดยไม่ตั้งใจ แต่ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรัก ท่ามกลางอุปสรรคเช่นแฟนหนุ่มของเธอ (ทอม เวลลิ่ง) และอดีตคนรักของเขา (อะเล็กซานดรา แดดดาริโอ) ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะทำให้ทั้งคู่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ แม้ตอนจบจะดูตรงไปตรงมา แต่การแสดงของสองนักแสดงหลักช่วยให้หนังน่าประทับใจ โดยเฉพาะเบนจามิน วอล์คเกอร์ ที่แสดงอารมณ์ได้ลึกซึ้ง ส่วนแม็กกี้ เกรซ และทอม วิลคินสัน ก็ช่วยเสริมเรื่องได้ดี ข้อเสียคือนิโคลาส สปาร์คส์น่าจะลองพลิกโฉมสักหน่อย แม้ความโรแมนติกแบบเขา จะยังดึงดูดคนรักหนังรักได้เสมอ
ตอนแรกก็สงสัยอยู่นะว่าหนังเรื่องนี้จะดีมั้ย แต่พอดูจบแล้วต้องประทับใจไปกับความสนุกและเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบจริงๆ เรียกว่าเป็นหนังดีที่แนะนำให้ลองดูกันดูแล้วคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน
หนังดีมาก! ฉันได้รู้สึกถึงความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานานจริงๆ
สรุปเรื่อง The Choice (2016): แทรวิส วอล์คเกอร์ คือหนุ่มเจ้าสำราญที่ใช้ชีวิตในเมืองเล็กๆ โดยมีหน้าที่ดูแลสุนัขกับงานที่เขารักเท่านั้น เขาชื่นชอบผู้หญิงแต่ไม่ใช่คนประเภทที่อยากลงหลักปักฐาน ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อแกบบี้ พาล์เมอร์ สาวสวยจอมพลังผู้รักสัตว์ย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ ความประทับใจแรกที่ย่ำแย่ทำให้แทรวิสต้องพยายามทุกทางเพื่อเอาชนะใจเธอ แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มไปได้สวย เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นบังคับให้เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต การตัดสินใจนี้ไม่เพียงส่งผลต่อตัวเขาแต่ยังกระทบคนรอบข้าง หนังสอนบทเรียนชีวิตผ่านการเลือกและรับมือกับผลลัพธ์ ตัวละคร: 8/10 นักแสดงส่วนใหญ่ทำได้ดี มีประสบการณ์และรู้บทบาทตัวเอง แม้จะมีนักแสดง 1-2 คนที่ดูฝืนบทเกินไป เช่น แกบบี้ที่บางครั้งแสดงออกแรงเกินไปจนรู้สึกไม่ธรรมชาติ แต่โดยรวมยังถือว่าดีจึงให้คะแนน 8 เนื้อเรื่อง: 9/10 ไล่เรียงง่าย ไม่สับสน ยกเว้นบางช่วงที่ตัวละครสับสนเรื่องความรักเอง เรื่องราวความรักที่เจอวิกฤตและฝ่าฟันไปจนจบให้แง่คิดชีวิตดี แม้จะเป็นโรแมนติกแต่ไม่ใช่แค่หนังผู้หญิง ความคาดเดาได้: 4/10 จบ predictable ตามสไตล์นิโคลาส สปาร์คส์ แต่ยังสนุกได้ แม้จะเดาทางได้แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดบ้าง คะแนนรวม: 7/10 เป็นหนังโรแมนติกที่สอนแง่คิดชีวิตดี ดูได้ทุกคน ไม่ควรตัดสินว่าเป็นแค่หนังผู้หญิง แม้จบ predictable แต่ก็ยังสนุกและน่าติดตาม ดูรีวิวแบบมีภาพประกอบที่: http://thechoicereview.weebly.com/review.html

If I Stay (2014) ถ้าฉันอยู่
7.2

The Science of Sleep (2006) ศาสตร์แห่งฝัน