
Rush (2013) อัดเต็มสปีด เรื่องราวเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 70 ยุคทองของการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน มีนักขับเพียงสองคนที่ผลัดกันชนะจนมีคะแนนไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ เจมส์ ฮันท์ (คริส เฮมส์เวิร์ส จาก The Avengers และ Thor) นักขับชาวอังกฤษผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มั่นใจในตัวเอง และไม่กลัวตาย ถ้าผลลัพธ์แลกมาด้วยชัยชนะ และ นิกิ เลาดา (แดเนียล บรูห์ จาก Inglorious Basterds) นักขับชาวออสเตรียผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในการขับ และต้องการความสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ด้วยความแตกต่างในทัศนคติและแนวคิดของ ฮันท์ และ เลาดา ทำให้พวกเขาต้องปะทะกันไม่เพียงแต่ในสนามแข่งรถ แต่ยังรวมถึงชีวิตส่วนตัว ที่ผลักดันพวกเขาไปสู่จุดแตกหักทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ที่นี่ไม่มีเส้นทางลัดสู่ชัยชนะ หรือช่องว่างสำหรับความผิดพลาด และผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงสุดก็มีได้เพียงแค่คนเดียว

เจมส์ ฮันท์ และ นิกิ เลาดา สองนักแข่งรถสูตรหนึ่งผู้มีความสามารถระดับตำนานที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างกัน แต่ศัตรูที่พวกเขาสร้างขึ้นกลับผลักดันให้ทั้งคู่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
เรื่องราวในปี 1976 ของสองนักขับรถสูตรหนึ่งในตำนานที่ต่างช่วงชิงการเป็นเจ้าสนามซึ่งหมายถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทั้งคู่ เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 70 ยุคทองของการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน มีนักขับเพียงสองคนที่ผลัดกันชนะจนมีคะแนนไล่เลี่ยกัน นั่นคือเจมส์ ฮันท์ นักขับชาวอังกฤษผู้เปี่ยมเสน่ห์ มั่นใจในตัวเองและไม่กลัวตายหากผลลัพธ์แลกมาด้วยชัยชนะ กับนิกิ เลาดา นักขับชาวออสเตรียผู้เปี่ยมพรสวรรค์ในการขับและต้องการความสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ความแตกต่างในทัศนคติและแนวคิดของทั้งคู่ทำให้พวกเขาต้องปะทะกันไม่เพียงในสนามแข่งแต่รวมถึงชีวิตส่วนตัว ผลักดันให้ก้าวสู่จุดแตกหักทั้งร่างกายและจิตใจ ที่นี่ไม่มีเส้นทางลัดสู่ชัยชนะหรือช่องว่างสำหรับความผิดพลาด และผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงสุดได้มีเพียงคนเดียว
หนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง แต่เมื่อจบลงรู้สึกเหมือนเพิ่งเข้าห้องมาสัก 30 นาที เรื่องราวเน้นไปที่การชิงแชมป์โลก Formula 1 ปี 1976 และการแข่งขันระหว่าง "ศาสตราจารย์" จากออสเตรียอย่าง Nikki Lauda กับ James Hunt เด็กเล่นชาวอังกฤษ ทั้งคู่ถูกวาดภาพเป็นศัตรูกัน แต่ความจริงแล้วพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีที่ไว้ใจและให้เกียรติกันทั้งในและนอกสนาม การดัดแปลงเล็กน้อยนี้ไม่ได้ทำลายเรื่องราว แต่ช่วยให้การแข่งขันชิงบัลลังก์ F1 ตื่นเต้นยิ่งขึ้น หนังดำเนินเรื่องได้ดี เราได้รู้จักตัวละครทั้งสองผ่านการเล่าเรื่องและฉากที่ทำให้เข้าใจพื้นหลังและแนวคิดชีวิตของพวกเขาโดยไม่ต้องสงสัย การแข่งขันครั้งแรกของทั้งคู่เกิดขึ้นในปี 1970 ที่สนาม Crystal Palace ใน Formula 3 (ซึ่งพวกเขาปะทะกัน) และเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งตลอดเรื่อง ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะแม้ทั้งคู่เคยแข่ง F3 ด้วยกัน แต่ไม่มั่นใจว่าปะทะกันขนาดนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นเรื่องราวก็กระโดดมาที่ปี 1973-1975 เราได้เห็นความอันตรายของ F1 ในยุคนั้นผ่านอุบัติเหตุสยองของ Francois Cevert ที่ Watkins Glen ซึ่งไม่ใช่การใส่รายละเอียดรุนแรงเกินเหตุ แต่เพื่อตอกย้ำว่ากีฬานี้โหดร้ายแค่ไหน (จากนักแข่ง 12 อันดับต้นของปี 1976, F1 คร่าชีวิต 3 คน, 1 คนต้องนั่งวีลแชร์ และอีก 1 อาชีพจบเพราะอุบัติเหตุขาหัก) จากนั้นเราจะได้เห็นการชิงแชมป์โลกปี 1976 ที่ดุเดือด มีจุดนึงที่อาจติดใจคือผล British Grand Prix แต่คิดว่าเป็นเรื่องการตัดทอนเพื่อให้กระชับ การคัดนักแสดงเป๊ะมาก Chris Hemsworth ชาวออสซี้แสดงบท James Hunt ได้สมบท ส่วน Daniel Bruhl ทั้งหน้าตาและน้ำเสียงคล้าย Lauda มากน่ากลัว 可惜配角戲份น้อย Clay Regazzoni เป็นตัวประกอบหลักเท่านั้น ส่วน Peterson, Watson นักแข่งคนอื่นๆ น่าจะมีบท更多หน่อย ฝ่ายสนับสนุนส่วนใหญ่เป็นทีมของ Hunt อย่าง Lord Hesketh, "Bubbles" Horsley และทีม McLaren ส่วนทีม Ferrari โผล่มาน้อยมาก ด้านความรัก Olivia Wilde (ภรรยาคนแรกของ Hunt) และ Alexandra Maria Lara (รับบท Marlene Lauda ในอนาคต) แสดงได้ดีมาก หนังใส่ใจรายละเอียดทุกอย่าง แม้สนามแข่งจะไม่ใช่ของจริง แต่รถ หมวกกันน็อค สปอนเซอร์ทั้งหมดเป็นของจริง ภาพยนตร์รู้สึกเหมือนเกิดขึ้นในยุค 70 ทุกคนที่ชอบเรื่องราวชีวิตสุดตื่นเต้น F1 ยุค 70 รถยนต์ หรือแค่อยากดูหนังดีๆ ต้องไม่พลาด Rush!
แม้ไม่ได้เป็นแฟนการแข่งรถแต่เรื่องราวการแข่งขันระหว่างเจมส์ ฮันท์กับนิกิ เลาดา รวมถึงอุบัติเหตุของเลาดา ก็เป็นที่เล่าขานในยุค 70 หนังเรื่อง 'Rush' จึงดูน่าสนใจ เพราะรอน ฮาวเวิร์ดเคยทำผลงานดีๆ มาแล้ว แถมพี่สาวกับแฟนหนุ่มยังชื่นชอบสุดๆ ส่วนตัวที่ไม่รู้เรื่องรถแข่งและไม่ค่อยชอบกีฬาประเภทนี้มาก่อน ก็เลยกังวลนิดหน่อยว่าจะมีอคติหรือบิดเบือนความจริงหรือเปล่า แต่หลังจากดูจบ ต้องบอกว่าโชคดีที่ให้โอกาสตัวเอง เพราะนี่คือหนังที่ดึงดูดและสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังเป็นผลงานที่ดีที่สุดของฮาวเวิร์ดในรอบหลายปี แม้บางช่วงจะเร่ง节奏เกินไปและบทพูดบางส่วนจะ awkward ฟังแล้วขัดหู ทว่าโดยรวมถือเป็นหนึ่งในหนังดีแห่งปี 2013 ยุค 70 ถูกถ่ายทอดได้มีชีวิตชีวา ทั้งสีสัน การตัดต่อที่เฉียบคม ตื่นเต้นในฉากแข่ง ส่วนภาพถ่ายก็กล้าหาญและสมจริงราวกับทีมงานไปถ่ายทำในสนามแข่งจริง โดยเฉพาะช่วงแข่งที่ญี่ปุ่นตอนคลายเครียด ดนตรีโดยฮันส์ ซิมเมอร์อาจไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของเขา แต่ก็เข้ากับธีมการแข่งได้ดี แถมยังสะท้อนบรรยากาศยุค 70 และความอันตรายของกีฬาชนิดนี้ ส่วนเสียงเอฟเฟกต์ก็สมจริงจนเหมือนนั่งอยู่ในสนามแข่ง สำหรับหนังเกี่ยวกับการแข่งรถ ต้องชมว่าฉากการแข่งทำได้ตื่นเต้นจนลุ้นระทึก โดยเฉพาะฉาก climax ที่ญี่ปุ่น ทั้งเร้าใจและสะเทือนอารมณ์ ฮาวเวิร์ดไม่เพียงถ่ายทอดยุค 70 ได้สมจริง แต่ยังเล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง ทั้งให้ข้อมูลและเร้าอารมณ์ จนผู้ชมอย่างเรารู้สึกเห็นใจเลาดาไปด้วย หนังให้ความสำคัญกับความจริงของเหตุการณ์ การแข่งระหว่างฮันท์กับเลาดาน่าติดตามและมีมิติ ไม่ได้วาดตัวละครให้ขาว-ดำ แม้เลาดาจะน่าสงสารกว่าแต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกฝักใฝ่ฝ่ายใด เรื่องดำเนินอย่างกระชับ ไม่ยืดเยื้อด้วยแบ็กสตอรีหรือละเม็ดละคร ตัวละครสมทบทุกรายทำได้ดี โดยเฉพาะโอลิเวีย ไวลด์กับคริสเตียน แมคเคย์ แต่จุดเด่นที่สุดคือสองนักแสดงนำ แดเนียล บรืล์ สวมบทเลาดาได้สมบูรณ์แบบ ทั้งความเข้มข้นและความเจ็บปวด ส่วนคริส เฮมสเวิร์ธ ก็ปั้นเจมส์ ฮันท์ออกมาประทับใจแบบสุดๆ โดยรวมแล้วเป็นหนังที่ทั้งตื่นเต้นและสนุกสนาน แม้มีจุดบกพร่องบ้างแต่ก็ถูกกลบด้วยจุดแข็งมากมาย 9/10
หนังสุดเจ๋งที่นำเสนอเรื่องราวที่สวยงาม และการแสดงของนักแสดงหลักก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน รับรองว่าดูแล้วติดใจ!
นี่คือหนังที่ยอดเยี่ยมมากๆ แฟน F1 แบบฉันหรือคนชอบกีฬา รวมถึงใครก็ตามที่สนใจเรื่องราวการแข่งขันแบบเข้มข้น (ที่ไม่เหมือนหนังเดิมๆ ซ้ำซากที่ออกมาทุกปี) ต้องห้ามพลาดเลย ทุกคนที่เกี่ยวข้องควรภูมิใจในผลงานนี้ เพราะพวกเขาทำออกมาได้ดีสุดๆ ทั้งการวิเคราะห์ เก็บรายละเอียด และยกย่องนักแข่ง F1 ในตำนานสองคนอย่างสมเกียรติ 'เจมส์ ฮันท์' กับไลฟ์สไตล์ปาร์ตี้หรร่า ทักษะการขับอันดุดัน ถูกนำมาเปรียบกับ 'นิกิ ลาวด้า' ผู้คิดทุกอย่างอย่างเป็นระบบ เก่งเทคนิค และใช้ชีวิตแบบมืออาชีพ สองคาแรคเตอร์ที่แตกต่างสุดขั้วนี้ ทำให้เราเห็นคุณค่าของ 'คู่แข่ง' ในฐานะสิ่งท้าทายให้ต้องก้าวข้าม ฉันเชื่อว่านี่คือการสะท้อนธรรมชาติมนุษย์ ที่เราจะเก่งที่สุดเมื่อมีเป้าหมายให้สู้! อย่ารอช้า ไปดูให้รู้แล้วจะติดใจ!
เรียกได้ว่าสดชื่นจริงๆ... ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมทุกด้าน ฉันโชคดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในการฉายพิเศษ และบอกได้เลยว่ามันดีมาก... ตอนแรกอาจคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแข่งรถ แต่จริงๆ แล้วมันให้มุมมองเกี่ยวกับสภาพความเป็นมนุษย์ได้ลึกซึ้ง... การแข่งขันระหว่าง Hunt และ Lauder ถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยม... ฉากการแข่งทำได้ดีมาก พาเราย้อนกลับไปยุค 70s... ยุคทองของกีฬาชนิดนี้ มันแสดงให้เห็นถึงจุดจบของยุคที่นักขับมือสมัครเล่นเริ่มถูกแทนที่ด้วยนักกีฬามืออาชีพ และการสิ้นสุด (ในความคิดของฉัน) ของความตื่นเต้นในกีฬาชนิดนี้... แสดงให้เห็นว่า F1 ในปัจจุบันเป็นเพียงเงาจางๆ ของกีฬาที่เคยยิ่งใหญ่ และเราได้สูญเสียตัวละครที่น่าจดจำไปมากแค่ไหน... เป็นหนังที่ต้องดูจริงๆ
คุณรอน ฮาวเวิร์ด คือนักเล่าเรื่องชั้นยอด หนังเรื่องนี้พูดถึงธรรมชาติของมนุษย์ ความรัก และน้ำตา การจะสร้างหนังเกี่ยวกับการแข่งรถให้ดีไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1976 ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงทำให้รถ F1 เก่าๆ เหล่านั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง คุณจะรู้สึกเหมือนได้นั่งดูการแข่งจริงๆ แทบไม่น่าเชื่อ! การได้เห็นตัวละครแต่ละคนทำบทบาทได้สมบทบาทอย่างนี้ช่างน่าประทับใจ คริส เฮมส์เวิร์ธ ฝีมือดีมาก เขาคือนักแสดงที่ทั้งมีความสามารถและทุ่มเท แดเนียล บรูล ก็ทำได้เยี่ยมในการรับบทนักแข่ง F1 ในตำนานอย่าง Niki Lauda ที่ดูแปลกแยกและไม่เข้าสังคม หนังที่ดีก็เหมือนมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบ ทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย ซุปหรือสลัด อาหารจานหลัก และของหวาน ที่ทุกอย่างลงตัว Rush คือมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบแบบนั้น ดูแล้วทั้งสนุกสนานและประทับใจ! ต้องบอกว่าดูแล้วมีความสุขจริงๆ ขอบคุณคุณรอน ฮาวเวิร์ดที่สร้างผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้
ฉันชอบภาพยนตร์เรื่อง 'Rush' มาก และคนอีกจำนวนมากก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ตอนนี้หนังติดอันดับที่ 142 บน IMDb และเคยเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้ฉันให้คะแนน 7.0 ซึ่งน้อยกว่า 8.3 ในปัจจุบันนิดหน่อย แต่ก็ดีใจที่ได้ดูเรื่องนี้ สิ่งที่แปลกใจคือคิดไว้ว่าหนังจะคล้ายกับภาพยนตร์แข่งรถคลาสสิกอย่าง 'Le Mans' และ 'Grand Prix' สองเรื่องจากยุค 60 ที่เกี่ยวกับ F1 แต่กลับแตกต่างมาก หนังเก่าๆ พวกนั้นโฟกัสที่การขับแข่งจริงๆ พร้อมงานกล้องสุดเทพ และให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูแข่งจริง (โดยเฉพาะ 'Le Mans') แต่โครงเรื่องค่อนข้างเรียบง่าย ส่วน 'Rush' กลับมีฉากแข่งน้อยกว่าคาดและไม่หวือหวามาก เพราะนี่ไม่ใช่จุดเด่นของเรื่อง แต่เป็นการเจาะลึกบุคลิกของนักขับสองคนอย่าง 'นิกิ ลาวด้า' กับ 'เจมส์ ฮันท์' ที่ทั้งคล้ายและแตกต่างอย่างน่าสนใจ การแสดงดีมาก เรื่องราวก็ดึงดูดไม่เบา อยากเขียนเพิ่มแต่คิดว่าคงไม่จำเป็นเพราะหนังออกมานานแล้วและมีรีวิวกว่า 350 อัน หมายเหตุสำคัญ: ฉากหลัง 'อุบัติเหตุรุนแรง' และช่วงอยู่ในโรงพยาบาลดูได้ยาก โดยเฉพาะคนใจอ่อน รวมถึงการใช้ภาษาตลาดๆ และฉากเปลือยสั้นๆ ทำให้ไม่เหมาะจะให้เด็กดู
เหมือนดังที่ภาพยนตร์สารคดีสุดเข้มข้นและสะเทือนใจของ Asif Kapadia อย่าง 'Senna' (2010) ได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ชมภาพยนตร์ต่างกระหายที่จะเห็นตัวละครสุดยิ่งใหญ่ในสนามแข่ง Formula One แม้ตัวกีฬานี้จะดูน่าเบื่อสำหรับบางคน (แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วย) แต่เหล่านักแข่งที่พร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อความมันส์และถ้วยรางวัลกลับน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่กฎความปลอดภัยยังหละหลวม กีฬานี้ในปัจจุบันอาจเป็นแค่ 'โฆษณาบนล้อรถ' แต่เมื่อครั้งที่ James Hunt และ Niki Lauda แข่งขันกันบนสนาม การแข่งขันอันดุเดือดก็บังเกิด และไม่ว่าพวกเขาจะขับ 'โลงรถติดล้อ' เหล่านี้ได้เก่งกาจแค่ไหน ทุกการแข่งก็อาจหมายถึงความตาย 'Rush' ถ่ายทอดการปะทะของสองบุคลิกที่ตรงข้าม James Hunt (Chris Hemsworth) ชายหนุ่มอังกฤษหล่อเหลาไว้ผมยาว ผู้หลงใหลในความเร้าใจ ปาร์ตี้หลังแข่ง และผู้หญิงมากมาย เขาขับรถแบบบ้าบิ่น ยอมเสี่ยงทั้งชีวิตตัวเองและคนอื่นเพื่อชัยชนะ แต่ในแง่ของพรสวรรค์ล้วนๆ เขาคือนักขับที่เก่งที่สุด ส่วนคู่แข่งอย่าง Niki Lauda (Daniel Brühl) ชายออสเตรียหน้าหนู ดูเย็นชาและเอาจริงเอาจัง เขามุ่งมั่นกับการออกแบบรถที่ตัวเองขับ และเป็นคนประเภทนอนเร็ว ในทุกแง่เขาคือวายร้ายสมบูรณ์แบบ แต่จุดเด่นที่สุดของ 'Rush' คือการท้าทายมุมมองเดิมๆ เกี่ยวกับตัวละครทั้งสอง แม้ Lauda ผ่านการแสดงของ Brühl จะดูน่าเบื่อในตอนแรก แต่เขากลับกลายเป็นดาวเด่นของเรื่อง คนเดียวที่จริงจังกับชีวิตตัวเองและชีวิตคู่แข่ง จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมและฉากสะอึกเมื่อ Lauda ต้องดูดสารพิษออกจากปอด ณ จุดนี้เองที่เราเห็นว่าทั้งคู่มีความหมายต่อกันอย่างไร เมื่อ Lauda ดู Hunt เก็บคะแนนในฤดูกาล 1976 มันชัดเจนว่าทั้งคู่ต้องพึ่งพากันเพื่ออยู่รอด ความเกลียดชังเป็นเชื้อเพลิงให้ Lauda กลับมาขับรถก่อนเวลาอันควร ทั้งที่ยังเต็มไปด้วยแผลเป็นและผ้าพันแผล รถเร็วสวยๆ ผู้หญิงสวย และโลเก็ตเอ็กซ์ซ์ซอติก ดูไม่เข้ากับสไตล์การทำงานของ Ron Howard ผู้กำกับสายชิลล์ หนังเก่าๆ ของเขาประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์แบบไม่ค่อยมีเอกลักษณ์ แต่ในครั้งนี้ เขาสร้างโลกแห่งยุค 70 ที่มีชีวิตชีวาด้วยการตัดต่อกระชับ ซาวด์แทร็กเร้าใจ และการออกแบบเสียงที่ช่วยให้คนรักรถอินไปกับเรื่อง เขาไม่ละเลยการพัฒนาตัวละคร และดึงบรรยากาศการปะทะของยักษ์ใหญ่สองตัวแบบใน 'Frost/Nixon' (2008) 'Rush' คือประสบการณ์สุดเร้าใจที่ทำให้การแข่งแต่ละครั้งแตกต่าง และใช้กล้องดิจิทัลจำลองความรู้สึกของการนั่งในรถแข่ง แม้บางครั้งจะติดสูตรด้วยการเพิ่มตัวละคร 'ภรรยา' (แสดงโดย Olivia Wilde และ Alexandra Maria Lara) แต่ Howard ใช้เรื่องนี้เพื่อเจาะลึกบุคลิกของ Hunt และ Lauda Hemsworth ดีมากในบทแรกหลังเล่น Thor แต่ Brühl คือตัวชูโรง การทำให้เรารำคาญเขาในตอนแรก แล้วกลับเชียร์เขาตอนจบ คือผลงานของนักแสดงระดับเทพ และน่าเสียดายที่ออสการ์ปีนี้มองข้ามเขา หวังว่า 'Rush' จะเป็นแรงบันดาลใจให้มีหนังกีฬาดีๆ ออกมา เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าเราผสมผสานการศึกษาตัวละครและคำถามเชิงปรัชญาเข้ากับความตื่นเต้นของกีฬาได้อย่างลงตัว
หนังเริ่มต้นอาจดูช้าแต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าชั่วโมงแรกของหนังดีกว่านี้ คงได้คะแนน 8 เต็มๆ แน่นอน Daniel Brühl ทำได้ดีมากจริงๆ ในเรื่องนี้!
ในฐานะผู้ถือบัตร Cineworld ฉันได้รับเชิญไปชมการฉายพิเศษของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของรอน ฮาวเวิร์ดอย่าง Rush เมื่อคืนนี้ ก่อนอื่นต้องบอกว่า...ฉันไม่ใช่แฟน F1 แต่ก็รู้ประวัติศาสตร์ของตัวละครหลักพอให้เข้าใจหนัง เนื้อเรื่องหลักเกิดขึ้นในปี 1976 ซึ่งเป็นหนึ่งปีก่อนฉันเกิด ดังนั้นความรู้ส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่พ่อเล่าประกอบ ฉันเคยเห็นเจมส์ ฮันท์ในบทสัมภาษณ์และ最近ดูคลิปนิกกิ เลาด์มากพอจะเข้าใจบุคลิกตัวละคร ภาพยนตร์ถ่ายทอดยุคสมัย รถยนต์ แฟชั่น และบรรยากาศได้อย่างแม่นยำ งานภาพยนตร์สวยงามน่าทึ่ง ส่วนเอฟเฟกต์ก็สอดคล้องกับยุคสมัย ไม่ใช้ CGI เกินจริง การแสดงโดยรวมเรียกได้ว่าเยี่ยมยอด! คริส เฮมส์เวิร์ธ และแดเนียล บรูล แสดงได้สมบทบาท โดยเฉพาะเฮมส์เวิร์ธที่ทำสำเนียง ท่าทาง และการแสดงออกได้น่าประหลาดใจมาก ฉันว่าเขาอาจได้รางวัลจากบทบาทนี้ ส่วนบรูลที่เคยดูงานแสดงมาหลายเรื่องก็ยังคงดีไม่เปลี่ยนแปลง นักแสดงสมทบทุกคนก็ทำได้ดีในบทบาทของตัวเอง เรื่องราวดำเนินได้ดีตลอด 2 ชั่วโมง บางฉากค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะฉากอุบัติเหตุ ส่วนการกำกับของรอน ฮาวเวิร์ด ถือว่าทำได้ดีมาก หลังจากผลงานก่อนหน้านี้ที่อาจไม่โดนใจ เขากลับมาทำงานคุณภาพได้อีกครั้ง แม้จะเล่นปลอดๆ แต่ก็ปล่อยให้เรื่องราวและนักแสดงเป็นจุดเด่นหลัก ถ้าคุณชอบประวัติศาสตร์ F1 ความขัดแย้งระหว่างคู่แข่งที่ถูกบันทึกไว้ดี และหนังที่ถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างมีชีวิตชีวา ต้องดูเรื่องนี้! หนังให้ความรู้สึกคล้ายกับ Control หรือ Moneyball แต่แทรกความรู้สึกอินทรีย์เข้าไปได้ ให้ 8.5/10
'Rush' เป็นภาพยนตร์ดีที่เล่าความขัดแย้งระหว่างนักแข่งฟอร์มูล่าวันสองคนและชีวิตนอกสนามแข่ง กำกับโดย Ron Howard ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นทั้งในด้านการถ่ายทำแอคชั่น การตัดต่อ และเสียง แม้จะเป็นหนังเกี่ยวกับกีฬาแข่งรถ แต่ 'Rush' ก็พัฒนาตัวละคร เนื้อเรื่อง และความตื่นเต้นได้ดี จนนำไปสู่ตอนจบที่สมบูรณ์แบบ การแสดงในหนังน่าประทับใจ โดยเฉพาะ Daniel Brühl ที่รับบท Niki Lauda นักแข่งชาวออสเตรีย เขาสวมบทได้สมจริงทั้งบุคลิก ท่าทาง อารมณ์ และสำเนียงการพูด ทำให้ผู้ชมเชื่อในตัวละครตั้งแต่แรกเห็น ส่วน Chris Hemsworth ที่เคยแสดงใน 'Thor' และ 'The Cabin in the Woods' ก็ทำได้ดีในบท James Hunt แม้ไม่โดดเด่นแต่ก็แสดงได้พอเหมาะไม่ตึงหรือหย่อน แม้ตัวละครอื่นจะมีเวลาออกจำกัด แต่ทุกการแสดงก็ไม่มีจุดให้ตำหนิ แอคชั่นในหนังสนุกเข้มข้นด้วยการตัดต่อที่รวดเร็วแต่ลื่นไหล ช่วยให้เนื้อเรื่องเดินไปพร้อมความตื่นเต้น ไม่ยัดเยียดแอคชั่นจนเกินไป เทคนิคด้านเสียงและการถ่ายทำก็ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเสียงในฉากแข่งที่สมจริงไม่หวือหวาเกินธรรมชาติ ฉากแข่งถูกถ่ายจากทุกมุมมองแต่ไม่สับสน เร้าใจผู้ชมได้ตลอด โดยเฉพาะการแข่งชี้ชะตาในตอนจบ เพลงประกอบโดย Hans Zimmer ยังเพิ่มอรรถรสให้ฉากแข่งด้วยจังหวะเร้าใจแต่ไม่รบกวนเนื้อเรื่อง สิ่งที่ทำให้ 'Rush' ประสบความสำเร็จคือการไม่เป็นแค่หนังแข่งรถระเบิดๆ แต่เป็นเรื่องราวของสองคนที่ก้าวผ่านความแตกต่างสู่เส้นชัย โดยไม่ทิ้งการพัฒนาตัวละครแม้ในฉากแอคชั่นสุดตื่นเต้น
รอน ฮาวเวิร์ด คือผู้กำกับฮอลลีวูดที่หาได้ยากซึ่งไม่มีสไตล์เฉพาะตัว (คนที่เคยสร้าง ‘Frost/Nixon’ กับ ‘How the Grinch Stole Christmas’ ของ Jim Carrey เป็นคนเดียวกันได้ยังไง?!) ในภาพยนตร์ล่าสุดอย่าง ‘Rush’ เราได้เห็นเขาลองเล่นกับสไตล์เร้าใจแบบ Danny Boyle โดยเฉพาะในฉากแข่งรถ แต่น่าเสียดายที่นอกเหนือจากความตื่นเต้นนี้แล้ว หนังกลับไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ชมได้ ทิ้งให้เรานั่งจดจำเพียงความเร็วที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น เรื่องจริงสุดสะเทือนใจเกี่ยวกับการแข่งขันทั้งบนและนอกสนามของ James Hunt (Chris Hemsworth) กับ Niki Lauda (Daniel Brühl) น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับหนังดีๆ เรื่องนี้มีจุดหักมุมไม่คาดคิดซึ่งเพิ่มพลังเพราะมาจากเรื่องจริง รวมถึงการแสดงที่ทรงพลังและช่วงกลางเรื่องในโรงพยาบาลที่ดึงดูด แต่หนังกลับล้มเหลวในหลายจุด บทพูด虽然ไม่แย่แต่ก็ธรรมดา น่าเบื่อ เต็มไปด้วยคลิชชี่และดูฮอลลีวูดเกินไป บวกกับช่วงเวลาโอเว่อร์แบบฮอลลีวูด (เช่น "เราอาจเกลียดกัน แต่ก็เคารพกัน") ที่ทำลายอรรถรสของหนังไปมาก ผู้เขียนไม่ใช่แฟนรถแข่งแต่มั่นใจว่า Howard พยายามดึงดูดคนนอกกลุ่มนี้แต่ไม่สำเร็จ ‘Rush’ ไม่ใช่หนังล้มเหลวเสียทีเดียว แต่เมื่อพ้นจากสนามแข่ง F1 ไปแล้ว มันก็หยุดนิ่งราวกับเครื่องยนต์ดับ—เล่นคำนิดๆ!
ในปี 1976 การแข่งขันระหว่างนักแข่งรถสองคนอย่าง เจมส์ ฮันท์ ชาวอังกฤษ และ นิกกี้ ลาวูดา ชาวออสเตรีย ได้ปะทุขึ้นในศึกแชมป์โลกฟอร์มูล่าวันที่เสี่ยงชีวิตแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างชีวิตและความตาย ผู้กำกับชาวอเมริกัน โรน ฮาวเวิร์ด (ผู้กำกับ Apollo 13, A Beautiful Mind, Frost/Nixon) และนักเขียนบทชาวอังกฤษ ปีเตอร์ มอร์แกน (ทั้งบทละครและบทภาพยนตร์ของ Frost/Nixon) ทำได้เยี่ยมยอดในการนำเรื่องราวการแข่งขันครั้งนี้มาสู่จอใหญ่ พร้อมกับการคัดเลือกนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และงานเสียงกับภาพที่ทรงพลัง ในยุคที่การแข่งรถแต่ละปีมีนักขับหลายคนต้องเสียชีวิต ความเสี่ยงจึงสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ฉากการแข่งรถไม่ได้ครอบงำเรื่องจนเกินไป เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวละคร แต่เมื่อถึงฉากแข่งรถ โดยเฉพาะการแข่งครั้งสุดท้าย ความตื่นเต้นนั้นสัมผัสได้จริง คริส เฮมส์เวิร์ธ (นักแสดงดังจาก Thor) และ แดเนียล บรูล (จาก Inglourious Basterds) รับบทนักขับชาวอังกฤษและออสเตรียได้สมบทบาทจนครูฝึกสำเนียงควรได้รับคำชม บรูล แสดงได้โดดเด่นจนน่าจับตาอนาคตของเขา ข้อดีของเรื่องนี้คือไม่มีตัวร้ายหรือฮีโร่ นักแข่งทั้งสองต่างมีพื้นฐานที่ดีและความสามารถสูง แต่ต่างก็มีข้อบกพร่องในแบบที่ต่างกัน ทั้งวิธีคิด การขับรถ และการเจ้าชู้ (แสดงโดย โอลิเวีย ไวลด์ ในบทนางแบบ ซูซี่ มิลเลอร์ และ อเล็กซานดรา มาเรีย ลารา ในบทสาวสูงศักดิ์ มาร์ลีน นอส) ผมไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Senna (2010) แต่ Rush ทำให้ผมนึกถึง Grand Prix (1966) สิ่งที่ทำให้ Rush น่าตื่นตาคือเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง! การแข่งขันกีฬาเร็วที่สุดในโลกที่ตัดสินด้วยคะแนนเดียวในรอบสุดท้าย - เรื่องแบบนี้แต่งขึ้นเองก็ไม่สนุกเท่า รีบไปดูให้ไว!
8.1

Ford v Ferrari (2019) ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์
8.1

Hacksaw Ridge (2016) วีรบุรุษสมรภูมิปาฏิหาริย์
8.1

Catch Me if You Can (2002) จับให้ได้ ถ้านายแน่จริง
8.2

Top Gun 2 Maverick (2022) ท็อปกัน 2 มาเวอริค
8.2

The Wolf of Wall Street (2013) คนจะรวย ช่วยไม่ได้
8.2

1917 (2019)
8.1

X-Men 9 Logan (2017) เอ็กซ์-เม็น โลแกน เดอะ วูล์ฟเวอรีน
8.4

Batman The Dark Knight Rises (2012) แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด
8.1

Pirates of the Caribbean (2003) คืนชีพกองทัพโจรสลัดสยองโลก
8.2

Green Book (2018) กรีนบุ๊ค
7.2

Dragon Inn (1992) เดชคัมภีร์แดนพยัคฆ์
5.7

Alice (2022)
6.2

Piggy (2022)
5.5

Red Right Hand (2024)
7.1

Free Guy (2021) ขอสักทีพี่จะเป็นฮีโร่
6.8

Shin Godzilla (2016) ก็อดซิลล่า
4.3

Big Dragon The Series (2022) มังกรกินใหญ่
3.7

Shadow Master (2022)
6.2

Hell House LLC Origins The Carmichael Manor (2023)
6.1

The Sorcerer’s Apprentice (2010) ศึกอภินิหารพ่อมดถล่มโลก
7

A Long Shot (2025) กับดักหลบหนี
5.7

Lonely Planet ที่หมายใจโดดเดี่ยว (2024)