
The Bridge Curse Ritual (2023) โรงเรียนผีเฮี้ยน สถาปนิกคนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงเรียนและเปลี่ยนให้มันกลายมาเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หนึ่งปีต่อมา เกมแห่งพิธีกรรมแห่งความมืดก็เกิดขึ้น เมื่อมีนักเรียนบางคนปลดปล่อยฝูงวิญญาณปีศาจออกมายังโลกใบนี้

สถาปนิกคนหนึ่งรบกวนการก่อสร้างโรงเรียนและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หลายปีต่อมา เกมลึกลับที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมืดเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มนักเรียนปลดปล่อยฝูงวิญญาณชั่วร้ายออกสู่โลก
สถาปนิกคนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงเรียนและเปลี่ยนให้มันกลายมาเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หนึ่งปีต่อมา เกมแห่งพิธีกรรมแห่งความมืดก็เกิดขึ้น เมื่อมีนักเรียนบางคนปลดปล่อยฝูงวิญญาณปีศาจออกมายังโลกใบนี้
ภาพยนตร์สยองขวัญจากไต้หวันเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยมุมมองน่าสนใจ: นักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังพัฒนาเกม现实เสริม (AR) เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยผีสิง นักศึกษากลุ่มนี้ (ซึ่งขาดสติปัญญาเหมือนตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องแนวนี้) ลงมือทดสอบเกมในสถานที่จริง (ทำไมต้องทดสอบเกมใกล้เสร็จแทนที่จะทำตอนเริ่มพัฒนาก็ไม่ชัดเจน) ไม่นานผีจริงๆ ก็เริ่มปรากฏควบคู่กับเกม AR ซึ่งเป็นแนวทางที่แปลกใหม่และน่าสนใจพอสมควร (อะไรจริงอะไรหลอน??) เราได้เห็นมุมมองจากกล้อง CCTV และอุปกรณ์ของเกมเมอร์ที่เมื่อถ่ายทำได้ดีก็ช่วยดึงผู้ชมลงไปสัมผัสความสยองได้เต็มที่ แต่น่าเสียดายที่หนังกลับทิ้งแนวคิดนี้ไปโฟกัสที่ผีจริงๆ ทำให้เรื่องกลายเป็นแบบฉบับสามัญทันที โชคดีที่ความน่าตื่นตาตื่นใจทางภาพถูกแทนที่ด้วยพล็อตแยบยลเมื่อตอนคลายปมช่วยให้หนังกลับมาน่าดู... จนกระทั่งบทเปิดเผยตอนจบที่เร่งรีบเกินไปและไม่สร้างอิมแพคเท่าที่ควร (อาจเพราะผู้เขียนยังไม่เคยดูภาคแรกด้วย) สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้ก็ดูได้พอใช้ แต่เห็นชัดว่ามีศักยภาพที่จะทำได้ดีกว่ากว่านี้
ภาพยนตร์สยองขวัญไต้หวันเรื่อง The Bridge Curse: Ritual ตั้งอยู่ในปี 2019 เป็นภาคปูพื้นมากกว่าการรีเมค สะพานและวิญญาณอาฆาตยังมีบทบาท แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตัวละครหนึ่งตัว เหตุการณ์集中在ตึกมหาวิทยาลัยและใช้เทคนิค Found Footage เป็นหลัก ในปี 2016 นักศึกษาคนหนึ่งทดสอบเกม RPG ที่เขาสร้างขึ้น เพื่อดูว่ามันจะดึงดูดความสนใจของผีที่มีชื่อเสียงหรือไม่ แต่ทุกอย่างพังทลายเมื่อเขาถูกโจมตีโดยพลังลึกลับและตกอยู่ในภาวะโคม่า ปี 2019 น้องสาวและเพื่อนนักศึกษาพยายามสร้างเกมต่อ เธอทดสอบเกมในตึกเดิม แม้ถูกผีโจมตีสองครั้ง แต่ยังยืนกรานจะทำต่อ พวกเขาไม่เคยดูหนังสยองขวัญเลยเหรอ? มีฉากกระตุ้นความกลัวฉับพลันและผีที่น่าเชื่อ พร้อมมิติระหว่างโลกที่ต้องฝ่าไป การย้อนเวลาเพิ่มความสับสนเมื่อเรื่องราวกระโดดไปมาระหว่างไทม์ไลน์ มีทั้งผีโกรธและฮวงจุ้ยแปลกๆ อยู่เบื้องหลัง อาจตัดเวลารันเรื่องสั้นลง 10 นาทีจะดีขึ้น แต่ก็น่าดู กำกับโดย เลสเตอร์ ซี, เขียนบทโดย แชง เค็ง-หมิง, เฮา โป๋-เสียง และลู่ ชื่อ-หยวน ฉายบน Netflix คะแนน 6/10
หลังจากดูภาคแรกแล้วฉันถึงกับช็อคที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกโปรโมตว่าเป็นการรีเมคไม่ใช่ภาคต่อ พอได้ดูภาคแรกที่ชอบก็คิดว่าจะลองนั่งดูรีเมคนี้ดู สุดท้ายเมื่อคืนนั่งดูจบ...เสียดายจริงๆ ที่ดูเลย! ประการแรก เนื้อหาแทบไม่เกี่ยวข้องกับสะพานในภาคเดิม แล้วทำไมถึงใช้ชื่อเดียวกัน? 29 นาทีแรกดำเนินเรื่องได้ดี ช่วงไปห้องสมุดเล่นเกมสี่มุมนี่แหละที่ทำหนังพังทลาย มีเอฟเฟกต์มากเกินไปจนทำลายความตึงเครียดของเรื่อง ถ้าทำแค่เอฟเฟกต์พื้นฐานแล้วรักษาอารมณ์เครียดไว้ได้ หนังคงดีมาก แต่ดันเลือกเน้นรูปแบบมากกว่าเนื้อหา สุดท้ายก็พังไม่เป็นท่า หลังจากนั้นเรื่องก็แย่ลงทุกๆ นาที จบแบบหวานซ่าน ชวนให้คิดถึงภาคต่อ...ถ้ามีภาคต่อ ฉันหวังว่าพวกเขาจะกลับไปใช้สไตล์ของภาคแรกแทนที่จะเป็นแบบรีเมคนี้ โดยรวมน่าผิดหวังมาก แนะนำให้ดูแค่ภาคแรกพอ
ตั้งแต่เริ่มต้นก็เห็นชัดเจนแล้วว่าหนังเรื่องนี้คือการทดสอบความอดทนของผู้ชม แทนที่จะมีพล็อตที่ซับซ้อนและน่าติดตาม กลับกลายเป็นความวุ่นวายที่ไม่สามารถเข้าใจได้ เหมือนถูกมัดติดกับรถไฟเหาะที่หมุนไม่หยุดและคุณหนีไม่พ้นไม่ว่าจะอยากลงมากแค่ไหน ทุกครั้งที่คิดว่าหนังอาจจะเริ่มดีขึ้น กลับตีลังกาหนักเข้าไปอีกจนผู้ชมสับสนยิ่งกว่าเดิมปัญหาหลักของหนังคือการขาดทิศทาง เนื้อเรื่องไม่ต่อเนื่องจนตามไม่ทัน ตัวละครถูกนำเข้ามาและหายไปแบบไม่มีคำอธิบาย ซับพล็อตถูกเปิดแล้วทิ้งไว้ไม่จบ จังหวะการเล่าเรื่องก็รวนเรื่อยจนไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นหรือควรสนใจทำไม ราวกับผู้สร้างหนังโยนทุกไอเดียลงเครื่องปั่นแล้วเสิร์ฟออกมาแบบไม่คิดถึง logic หรือโครงสร้างใดๆหนังยังสับสนในตัวเองว่าอยากเป็นประเภทไหน สายลับ? ดราม่า? สยองขวัญจิตวิทยา? มันพยายามเป็นทุกอย่างแต่ล้มเหลวทุกด้าน การเปลี่ยนโทนเรื่องทำได้แย่และไม่ต่อเนื่อง จนไม่รู้จะเข้าข้างตัวละครหรือเนื้อหาตอนไหนดี บางช่วงพยายามทำมืดมนน่าตื่นเต้น แต่บางฉากก็แทรกมุกตลกที่ฟังดูฝืนๆ ผลลัพธ์คือความวุ่นวายที่สื่อสารไม่ชัดเจนตัวละครก็เป็นปัญหาหนัก บทเขียนแย่ แบนเรียบ และไม่น่าสนใจ ไม่มีใครให้นึกถึงหรือเอาใจช่วย แม้แต่แรงจูงใจของพวกเขาก็คลุมเครือหรือไร้เหตุผล การดูพวกเขาตะเกียกตะกายในเรื่องเหมือนดูหุ่นเชิดที่เชือกพันกัน เป็นประสบการณ์ที่น่าอึดอัดและน่าอายแทน ส่วนนักแสดงนั้นทำเต็มที่แต่บทบาทก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยด้านภาพ หนังดูน่ากลัวมาก งานกล้องธรรมดาไม่มีจุดเด่น บางฉากมืดเกินไปจนมองไม่เห็น บางฉากสว่างจ้าจนแสบตา เอฟเฟกต์พิเศษเท่าที่มีก็ตลกเหมือนหนังนักเรียนทุนต่ำ ส่วนการตัดต่อก็กระจัดกระจาย เพิ่มความรู้สึกสับสนให้ผู้ชมไปอีก ราวกับทุกองค์ประกอบในหนังถูกออกแบบมาให้ไม่น่าดูและน่าหงุดหงิดโดยเจตนา
หลังจากเคยดูหนังสยองขวัญเรื่อง ‘The Bridge Curse’ (2020) ที่ให้ความรู้สึกเฉยๆ มาแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะตื่นเต้นมากเมื่อมาเจอกับภาคต่ออย่าง ‘The Bridge Curse: Ritual’ (2023) ในปี 2024 นี้ แต่ไหนๆ ก็เป็นหนังสยองขวัญที่ยังไม่เคยดู ก็เลยตัดสินใจลองดูเผื่ออาจดีกว่าภาคแรก ผู้กำกับ Lester Hsi พยายามนำเสนอเรื่องราวผ่านบทหนังที่เขียนโดย Keng-Ming Chang, Po-Hsiang Hao และ Shih-Yuan Lu แต่รู้สึกว่าบทภาพยนตร์ถูกต่อกันแบบสะเปะสะปะ เหมือนถ่ายทำแต่ละฉากแยกกันแล้วค่อยเอามาประกอบเข้าหลังจากนั้น ทำให้เนื้อเรื่องขาดความเชื่อมโยงและน่าติดตามาก เพราะไม่เห็น ‘เส้นแดง’ ที่จะดึงดูดผู้ชมให้ติดตามได้เลย ต้องยอมรับว่าทีมนักแสดงแสดงได้ดีพอสมควร แต่พอเจอเนื้อเรื่องที่กระจัดกระจายและชื่อเรื่อง ‘The Bridge Curse: Ritual’ ที่ไม่เข้ากับเนื้อหาสักนิด ก็ทำเอาคะแนนร่วงเลยจ้า! ให้ไป 3 เต็ม 10 ดาวพอเป็นกำลังใจ!
ฉันไม่รู้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคต่อจนกระทั่งเห็นเครดิตตอนจบ ไม่คิดว่าพลาดอะไรจากภาคแรกมากนัก และก็ไม่คิดว่าใครจะพลาดอะไรถ้าไม่ดูภาคนี้ด้วย เป็นหนังผีปีศาจซอมบี้ทั่วไปที่มาขู่ไล่หลอกวัยรุ่น เนื้อเรื่องที่ขาดจินตนาการ การผลิตที่ลอกเลียนแบบ ดนตรีและเสียงที่จำไม่ได้ แย่สุดคือนักแสดงที่ดูไม่สนใจเลย การแสดงก็ใช้ได้แต่ตัวละครน่าเบื่อ ส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องคือนิยาย 'เกม' แต่มีแค่ 2 เกมและส่วนที่เหลือเป็นส่วนเกินเต็มไปหมด ไม่คุ้มค่ากับการดู แย่ขนาดที่ว่าดูเพื่อความสนุกก็ยังไม่คุ้ม
เรื่องราวเกดขึ้น 1 ปีกอนเหตุกาณในภาคแรก ทมีตานางเอกทีพยายามชวยนองชายทตกเปนโคมาหลังลองเลนเกมสยองในลิฟตเพอปรบปรุงเกมของเขา เธอและกลุมเพื่อนยอนกลับไปทีตึกอาถรรพ์เพอตามหาความจริง แตกลับเจอฝูงผีทีรัวกระโดดจากเกมมาสู่โลกความจรงแบบไม่รอวันอธิกสุรทิน ด้วยความชวยเหลือของเพือนเก่า เธอจะชวยนองและสะสางคำสาปไดทันเวลาหรือไม่ คืวมุขตอไป ปัญหาของหนังเรืองนีก็คลายภาคก่อน คืวเรืองราวทน่าเบือและพยายามยัดทุกอยางเขามาแบบเชตชีตตามสูตรหนังสยองขวัญ ทําให้ง่วงเร็วเพราะฉากผีพึ依赖 CGI หนักหน่วง แถมเทคนิคยังหยาบๆ สุดทายตังแต่ตัวละครทีพัฒนาไม่เต็มที่ จนไมมีใครใหลุ้น รวมถึงการทีภาคแรกมีไทม์ไลน์ป 2020 ทําให้เดาเกนวาเหตุกาณป 2019 จะเปนแบบไหนไดแบบไม่ตองรอถึงคลายมหรรศจรรย์ ถามีภาคสามต่อไป ถาพยายามสคริปตให้น่าสนใจขึ้นแม้นิดเดียว ก็คงเปนปาฏิหารย์แล้วล่ะ

The Rope Curse (2018) เชือกอาถรรพ์
Ex Machina (2015) พิศวาสจักรกลอันตราย