
Lonely Castle in the Mirror (2022) หมาป่าโดดเดี่ยว ปราสาทเดียวดายในกระจก หนุ่มสาวเจ็ดคนค้นพบว่าในห้องนอนของตนเองมีกระจกที่เป็นประตูข้ามมิติ และพวกเขาและเธอก็ถูกดึงออกมาจากชีวิตอันโดดเดี่ยวมายังปราสาทแสนอัศจรรย์ ก่อนที่จะมีเด็ดสาวในหน้ากากหมาป่ามาเชิญชวนให้ทุกคนเล่นเกมปริศนาบางอย่าง

วัยรุ่น 7 คน ค้นพบว่ากระจกในห้องนอนของพวกเขาคือประตูมิติ ถูกดึงออกจากชีวิตที่โดดเดี่ยวมาสู่ปราสาทอันน่าอัศจรรย์ เต็มไปด้วยทางเดินขั้นบันไดวกวนและภาพวาดที่เหมือนมีสายตาจับจ้อง ก่อนมีเด็กสาวในหน้ากากหมาป่ามาเชื้อเชิญพวกเขาให้เล่นเกมลึกลับ
หนุ่มสาวเจ็ดคนค้นพบว่าในห้องนอนของตนเองมีกระจกที่เป็นประตูข้ามมิติ และพวกเขาและเธอก็ถูกดึงออกมาจากชีวิตอันโดดเดี่ยวมายังปราสาทแสนอัศจรรย์ ก่อนที่จะมีเด็ดสาวในหน้ากากหมาป่ามาเชิญชวนให้ทุกคนเล่นเกมปริศนาบางอย่าง
ต้องบอกว่าผมรู้สึกประหลาดใจ เพราะเคยดูหนังหลายเรื่องที่เลือกใช้โทนนุ่มลึก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่เรื่องนี้กลับอ่อนโยนจนแทบไม่เหลือร่องรอยของอารมณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นการกำกับของฮาระ เคอิจิ เพลงประกอบโดยฟูกิ ฮารุมิ หรือแม้แต่แอนิเมชันที่การเคลื่อนไหวของตัวละครดูพื้นฐานเกินไป ส่วนตัวผมดูแบบพากย์ภาษาอังกฤษ (ไม่มีเสียงต้นฉบับญี่ปุ่นพร้อมซับไตเติ้ลให้เลือก) จึงไม่รู้ว่าสคริปต์พากย์ตรงกับบทดัดแปลงจากมังงะของมารุโอะ มิโฮะ แค่ไหน แต่ที่แน่ๆ การพากย์ก็เรียบเฉยเกินไป ราวกับผู้กำกับเสียงสั่งให้นักพากย์เก็บอารมณ์ทั้งหมดไว้ จนบางครั้งดูแบนๆ ทั้งที่เนื้อหาพูดถึงการกลั่นแกล้งรุนแรงในโรงเรียน การค้นพบมิตรภาพและความมั่นใจในกลุ่มเพื่อนใหม่ รวมถึงความเสี่ยงอันตรายที่คุกคามตัวละคร ผมคิดว่าอาจมีจุดเปลี่ยนเมื่อเรื่องดำเนินไป แต่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงช่วง climax เท่านั้น ที่ทั้งดนตรีและอารมณ์เริ่มเข้มข้นขึ้น นี่ไม่ใช่ข้อเสียที่ทำให้ดูไม่สนุก แต่ลดทอนพลังของเรื่องลงอย่างน่าเสียดาย ช่วง climax ที่ดนตรีเร้าใจ ตัวละครเผยเบื้องลึกของชีวิต และความ драмаถึงจุดเดือด คือช่วงที่หนังแสดงศักยภาพที่ควรมีมาตั้งแต่ต้น แม้จะน่ารักน่าดูตลอดทั้งเรื่อง ด้วยพล็อตที่น่าสนใจ แอนิเมชันสวยได้มาตรฐานสตูดิโอญี่ปุ่น แม้บางครั้งการเคลื่อนไหวจะดูฝืดๆ แต่ดีไซน์ตัวละครสวยงาม ฉากหลังละเอียดลออ การผสม 3D ในสไตล์ 2D ก็ทำได้เนียน หลัง climax เรื่องก็กลับสู่โทนเรียบเฉยอีกครั้ง ให้ทุกอย่างคลี่คลายแบบ passive เหมือนตอนเริ่ม จนสรุปได้ว่า ‘Lonely Castle in the Mirror’ เป็นหนังดีที่ดูเพลิน แต่ไม่เคยทรงพลังหรือมีความหมายลึกซึ้งเท่าที่ควร ผมชอบและคิดว่าคุ้มค่าดู แต่มันยังไม่ถึงศักยภาพเต็มที่ และไม่กล้าแนะนำสุดใจ ในทุกๆ ด้าน หนังควรโฟกัสที่น้ำหนักอารมณ์ของเรื่องมากกว่านี้ ถ้ามีโอกาสก็ลองดูได้ แต่ไม่ต้องคาดหวังสูงนัก บางทีการดูแบบไม่ตั้งหน้าตั้งตารอ อาจทำให้คุณสนุกกับ ‘Lonely Castle in the Mirror’ ได้มากที่สุด
เด็กมัธยมชายขอบ 7 คนค้นพบประตูสู่ปราสาทวิเศษในกระจกเงา พวกเขาได้รับคำบอกเล่าว่าในปราสาทนี้มีกุญแจลับที่ซ่อนอยู่ในห้องๆ หนึ่ง ถ้าใครหาเจอจะได้อธิษฐานขออะไรก็ได้! เอาล่ะ... เรื่องนี้มีจุดให้จับผิดเพียบ! เริ่มจากเด็กๆ ได้รู้เรื่องเวทมนตร์แล้ว แต่กลับไม่สนใจตามหากุญแจซักเท่าไหร่ เกือบทั้งเรื่องพวกเขาแค่ใช้ปราสาทเป็นที่สังสรรค์ ไม่ได้ไปผจญภัยอะไร แค่กินขนมและเล่นบอร์ดเกมเป็นบางครั้ง ตัวละครเด็กทั้ง 7 ดูเหมือนตามไม่ทันผู้ชม บางครั้งพยายามไขความลับที่แก้ได้ง่ายๆ แค่คุยกัน 5 นาที ก็เข้าใจแล้วว่าเป็นเด็กมัธยมที่เขินอาย การตัดสินใจไม่สมเหตุสมผลก็พอเข้าใจได้ แต่มันก็ทำให้คนดูหงุดหงิดไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องก็ให้เบาะแสพอให้ผู้ชมลองแก้ปริศนาด้วยตัวเอง แถมยังซ่อนข้อมูลบางส่วนที่ทำให้เราไม่สามารถเดาตำแหน่งกุญแจได้เลย แล้วทำไมถึงชอบหนังเรื่องนี้ล่ะ? ถ้าคุณอดทนผ่านช่วงชีวิตประจำวันของตัวละครมาได้ และรอให้เรื่องดีขึ้น... คุณจะไม่ผิดหวัง! หนังจบด้วยความรู้สึกปลดปล่อยที่ทำให้การรอคอยคุ้มค่า ในมุมของครูคนหนึ่ง ฉันเห็นว่าฉากการกลั่นแกล้งในโรงเรียนมัธยมถูกถ่ายทอดออกมาได้สมจริงมาก และในฐานะคนที่เคยเป็นเด็กมัธยมสุดเขิน ฉันยังเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้ดี ปัญหาเหล่านี้ยังมีอยู่ในโรงเรียนทุกวัน และจะคงอยู่ตราบใดที่เด็กๆ ยังต้องมาเจอกันทุกวัน แม้ตรรกะบางตอนของหนังจะไม่เข้ากัน แต่ความรู้สึกที่สื่อออกมากลับสั่นสะเทือนใจฉันอย่างลึกซึ้ง
เมื่อปีที่แล้วตอนผมรีวิว 'Drifting Home' ผมเคยบอกว่าภาพยนตร์อนิเมะแนวแฟนตาซีนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่หนังเรื่องนั้นยังทำได้ไม่เต็มที่ ต่างจาก 'ปราสาทลับในกระจก (2022)' เรื่องนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด! หนังลึกลับเรื่องนี้ใช้เวลา 90 นาทีแรกเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น แม้จะดำเนินเรื่องช้าแต่ก็ยังพอทำให้เราอยากติดตามอยู่ แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปใน 30 นาทีสุดท้าย! ข้อมูลหลายอย่างถูกเปิดเผยแบบพลิกความคาดหมาย จนเราต้องร้องอ๋อเมื่อภาพรวมชัดเจนขึ้น รู้สึกสนุกเหมือนตอนดู 'Astra: Lost in Space' เลยล่ะ นานมากแล้วที่ผมไม่เจอนิยายลึกลับแนวนี้ แม้การเล่าเรื่องแบบนี้จะเสี่ยงเพราะถ้าดำเนินเรื่องนานเกิน ตอนจบอาจไม่ทันใจ แต่หนังเรื่องนี้จัดการได้ดี ส่วนที่ดูช้าใน 90 นาทีแรกกลับสำคัญต่อการปิดจุดคลายทุกปม และที่น่าประทับใจคือตอนจบไม่เพียงตอบทุกคำถาม แต่ยังทำให้เราห่วงใยตัวละครทุกคนจนรู้สึกอิ่มเอมไปกับตอนจบ ส่วนอนิเมชันโดย A1 Pictures นั้นสวยงาม โดยเฉพาะช่วงท้ายที่อลังการงานสร้างมาก! เสียงประกอบก็เข้ากับบรรยากาศสุดๆ อาจมีตัวละครบางตัวที่รวมกันได้เพื่อไม่ให้เยอะเกิน แต่ทั้งหมดก็ถูกกลบด้วยตอนจบที่สมบูรณ์แบบ แม้ผมอาจยังสงสัยบางจุดที่ต้องดูซ้ำ สรุปแล้วนี่คือหนังที่ผมหลงรัก 'When Marnie Was There' ยังเป็นหนังลึกลับอนิเมะในดวงใจ แต่เรื่องนี้ก็ดีไม่แพ้กัน หากมีโอกาสเข้าฉายใกล้บ้าน อย่าพลาดไปดู! คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ทั้งสวยงามและตราตรึงใจ
ไม่ต้องเล่นคำให้เยิ่นเย้อ เพราะจริงๆ แล้วเวลาเป็นเรื่องสำคัญเสมอ แต่ดูเหมือนเวลาที่ใช้ไปหลังโลกกระจกเงาจะไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ขาดไปคืออะไร? คำตอบอาจตรงไปตรงมาเลยก็ได้ พูดถึงการเล่นคำพอแล้ว หนังเรื่องนี้สะท้อนประเด็นหนักหน่วงเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรือเรียนจบเมื่อไหร่ ประสบการณ์นี้ก็อาจไม่เคยห่างไกล หวังว่าคุณไม่เคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้ แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นหรือสัมผัสมาไม่มากก็น้อย หนังนำเสนอเรื่องราวผ่านโลกเทพนิยายที่แฝงความอบอุ่นจากแม่ผู้เข้าใจลูก ซึ่งหาได้ยากทั้งในชีวิตจริงและบนจอใหญ่ ขอชื่นชมส่วนนี้จริงๆ แอนิเมชันสวยงาม เนื้อเรื่อง紧凑 และปิดท้ายด้วยตอนจบที่ทำให้คุณอาจสะอึก! บางทีคุณอาจเดาทางเรื่องได้บ้าง โดยเฉพาะตัวละครหรือรายละเอียดสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม...และด้วยการเล่นคำสุดท้ายนี้ ขอส่งคุณไปสู่อนาคตที่ดีกว่า (หวังว่าแบบนั้น!)
Bubble (2022) บับเบิ้ล
Dragon Ball Super Super Hero (2022) ดราก้อนบอลซูเปอร์ ซูเปอร์ฮีโร่