
Love At Frist Kiss (2023) รักแรกจูบ ความสัมพันธ์ของฆาบิเอร์ค่อนข้างซับซ้อน หลังจากเผลอจูบแฟนของเพื่อนรักโดยไม่ตั้งใจ ชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง

ติดตามเรื่องราวของเด็กชายวัย 16 ปี ที่ค้นพบว่าเขาสามารถมองเห็นอนาคตทั้งหมดของความสัมพันธ์โรแมนติกได้ เมื่อจูบผู้หญิงคนแรกเป็นครั้งแรก
รักแรกจูบ (Love at first kiss) เป็นเรื่องราวของฮาเวียร์ (อัลวาโร เซอร์วานเตส) ซึ่งเคยจูบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นครั้งแรกตอนอายุ 16 แล้วพบว่าเขามีญาณทิพย์ โดยเฉพาะญาณทิพย์เรื่องความรัก แค่จูบเดียวเขาสามารถมองเห็นอนาคตของความสัมพันธ์นั้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง จนทำให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ยืนระยะได้ยาวนาน เพราะเขามักจะจบความสัมพันธ์ก่อนที่จะเริ่มมีปัญหา แต่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปในคืนที่เขาได้จูบลูเซีย (ซิลเวีย อลอนโซ) และพบว่าเขาได้แต่งงานและมีลูกอย่างมีความสุข แต่ปัญหาก็คือลูเซียเป็นแฟนสาวของเพื่อนสนิทเขาน่ะสิ (กอร์คา ออตซัว)
ฉันชอบแนวคิดของภาพยนตร์เรื่องนี้และรู้สึกว่าโครงเรื่องน่าจะเป็นเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปประมาณหนึ่งในสามก็เริ่มหยุดนิ่ง ไม่มีพัฒนาการ การเล่าเรื่องเร่งรีบเกินไปตั้งแต่ช่วงต้น ทำให้การพัฒนาตัวละครและความรู้สึกภายในใจไม่ลึกซึ้งพอ การแสดงอารมณ์ของนักแสดงก็น่าจะทำได้ดราม่ามากกว่านี้ คาดว่าอาจถูกจำกัดด้วยบทภาพยนตร์และผู้กำกับ ฉันหวังว่าบริษัทโปรดักชันอื่นจะมารีเมคเรื่องนี้อีกครั้ง หรืออาจเหมาะกับการดัดแปลงเป็นหนังสือที่ผู้เขียนสามารถเจาะลึกจิตใจตัวละครหลักได้มากกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในเรื่องดูเฉยชาและขาดไฟรัก จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีแนวคิดดีมากๆ เลยนะ!
ถ้าไม่อยากดู 'Love At First Kiss' บน Netflix ที่ความยาวแค่ชั่วโมงครึ่ง หนังเรื่องนี้น่าเบื่อมากจนคุณอาจหลับได้! ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมได้เรท TV-MA เพราะไม่มีฉากไหนที่ควรได้เรทนี้เลย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับพระเอกที่เผลอจูบแฟนสาวเพื่อนสนิท แล้วเชื่อว่ารู้ได้จากจูบแรกว่าคนๆ นั้นจะใช่เลยตามตื้อไล่จีบ แต่มันดราม่าแบบน่าเบื่อซะยิ่งกว่าเดิม ยังมีสับพล็อตบริษัทจัดพิมพ์หนังสือที่กำลังย่ำแย่ บทสนทนาย่อยๆ ที่น่าเบื่ออยู่มากมาย รวมถึงเรื่องราวของอีกผู้หญิงที่แอบชอบพระเอกแต่ก็จบไม่ค่อยมีอะไรน่าประทับใจ ส่วนตอนจบก็เฉยๆ ไม่สมกับที่คาดหวังไว้เลย
ฉันชอบหนังเรื่องนี้มาก มันไม่ได้ดราม่าเกินไปแต่ดำเนินเรื่องได้ลื่นไหล และตอนกลางเรื่องที่พลิกผันนี่ไม่คาดคิดมาก่อนเลย ไม่ใช่คอมเมดี้เสียงดังแต่มันเป็นหนังที่เรียบง่าย ตอนเห็นมอนเทจที่พระเอกเห็นภาพแฟนสาวเพื่อนแล้วอยากให้เป็นแบบนั้น หนังก็ทำให้เราคิดตามว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีจริงๆ ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวกับหนังสืออาจเป็นส่วนที่ดูนิ่งที่สุด แต่ก็สอดคล้องกับมุกเล็กๆ เกี่ยวกับสิ่งที่คนอ่านหนังสือมักคาดหวังจากตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ซึ่งช่วยอธิบายแนวคิดของหนังได้ดี สิ่งเดียวที่รู้สึกไม่พอใจคือตอนจบที่ดูเร่งรีบเกินไป ทำให้ตัดสินใจบางอย่างของพระเอกเข้าใจยากขึ้น
เริ่มต้นต้องบอกเลยว่านี่ไม่ใช่หนังรักคอมเมดี้ แต่เป็นโรแมนติกดราม่าที่เข้มข้น ตัวเอกของเรื่องมีความสามารถพิเศษที่ทำให้การจูบแรกกลายเป็นภาพยนตร์ชีวิตในอนาคตกับคนนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของการตามหาความรักแท้ ในขณะที่เขาต้องปฏิเสธผู้หญิงไปเรื่อยๆ โดยไม่บอกเหตุผลจริงๆ จุดหักเหของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องจูบแฟนสาวของเพื่อนสนิท แล้วพบว่าเธอคือคนใช่ คำถามคือ การมองเห็นอนาคตเพียงพอที่จะหาความรักแท้ได้จริงหรือ? เขาได้คำตอบแล้ว... แต่ในช่วงบทที่สามของเรื่อง หนังขาดฉากฮาติดจอ ทำให้โทนเรื่องโน้มไปทางดราม่าพูดคุยมากกว่า การที่พระเอกไม่ค่อยมีคาแรกเตอร์ดึงดูดก็ทำให้น่าเชื่อมโยงน้อย หนังพยายามไม่ให้เรื่องเรียบเกินไป และการสร้างโมเมนต์ให้ตัวละครตระหนักถึงความสัมพันธ์ก็ทำได้ดี แม้ช่วงท้ายจะเดาเรื่องได้ง่าย แต่หากเพิ่มมุมตลกแบบแนบเนียนกว่านี้ อาจเปลี่ยนให้หนังเป็นรักคอมเมดี้ที่สมบูรณ์แบบและสนุกกว่าที่เป็นอยู่
ฉันเพิ่งดูหนังเรื่อง 'Love at First Kiss' ไป และพูดตรงๆ เลยว่ามันแย่สุดๆ ตั้งแต่เริ่มเรื่องก็เห็นได้ชัดว่าหนังขาดเนื้อเรื่องที่หนักแน่นและการพัฒนาตัวละคร บทเขียนก็ดูเหมือนงานมือสมัครเล่น ราวกับคนเขียนไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ทวนผีเสื้อในเนื้อเรื่องก็ไม่น่าสนใจ ส่วนความตลกก็ไม่มี ทำให้รู้สึกเบื่อตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเรื่อง 'ความโรแมนติก' ที่ว่าก็จืดชืด ไม่เห็นภาพความรักที่สมจริงเลย เคมีระหว่างนักแสดงนำก็ไม่มี ดูเหมือนพวกเขาแค่เล่นไปตามบทแบบไม่มีใจใส่เลย โดยรวมแล้วเป็นหนังที่แย่ ฉันยังสงสัยว่าคนเขียนบทคิดอะไรอยู่ ดูเหมือนพวกเขาพยายามทำโรแมนติกคอมเมดี้ แต่ล้มเหลวทุกด้าน ขาดความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจจริง ฉันไม่แนะนำให้ดู เก็บเวลาไปดูอย่างอื่นดีกว่า
นี่คือหนึ่งในหนังโรแมนติกที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยดูมา หนังเรื่องนี้แย่สุดๆ จนควรถูกเอาออกจากทุกสตรีมมิ่ง! อย่าเสียเวลากับเรื่องบัดซบเรื่องนี้เลย ผู้เขียนคงหลงตัวเองหรือไม่ก็โดนกระแทกหัวมาแน่ๆ ฉันไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องแย่ๆ แบบนี้อยู่จริง ทุกอย่างในหนังดำเนินไปได้ดี มันคือหนังที่น่าประทับใจ โครงเรื่องสนุกและสุดยอด ฉันชอบมันมาก แต่สิบนาทีสุดท้ายทำให้ทุกอย่างพังทลาย เวลาที่เสียไปชั่วโมงครึ่งดับสูญภายในสิบนาทีเดียว มีตอนจบอีกมากมายที่ผู้เขียนน่าจะเลือกทำ แต่กลับไม่ทำ และอย่าให้ฉันพูดถึงトレーเลอร์เลย มันไม่เหมือนหนังเลยแม้แต่น้อย หนังเรื่องนี้คือหนังที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยดูมาในชีวิต
หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้มีให้ดูจนชินตา และแทบทุกเรื่องก็ทำตามสูตรเดิมจนนึกภาพออก... แต่เรื่องนี้ไม่ใช่! แปลกแต่จริงค่ะ เรียกว่า 'แตกต่าง' สุดๆ! ไม่ใช่สูตร 'ชายเจอหญิง ตามง้อ กลับมาคืนดี' แต่เป็นเรื่องราวของหนุ่มผู้พบเจอผู้หญิงแล้วผู้หญิงเล่า เขาคาดการณ์ทุกอย่างได้แม่น และจะตัดสินใจถอยออกมาก่อนถูกทิ้ง... จนวันหนึ่ง (หรือผู้หญิงคนหนึ่ง) ที่เขาก็ทำนายทิศทางความรักไม่ออก! ความรักไม่ควรเป็นเรื่องซ้ำซากจำเจ แต่ควรเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ความรู้สึก 'เคยผ่านมาแล้ว' แต่คือ 'ฉันไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แล้วนั่นแหละคือความสนุก!'... และนั่นคือสิ่งที่ทั้งตัวละครและผู้ชมอย่างเราได้สัมผัส จนทำให้หนังเรื่องนี้สดใหม่ แตกต่าง และน่าจดจำ!
ต้องบอกก่อนเลยว่าคำว่า 'เด็กชายและเด็กหญิง' ในที่นี้หมายถึงความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ตัวภาพยนตร์ได้ชี้แจงเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยเนื้อหายังคงวนเวียนเกี่ยวกับการตามหาครึ่งใจที่แท้จริง ซึ่งเป็นธีมหลักที่ถูกนำเสนอผ่านงานวรรณกรรมและภาพยนตร์มานับไม่ถ้วน แต่นี่คือการตีความใหม่ที่น่าสนใจของธีมนี้ มันแสดงให้เห็นว่าบางสิ่งที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบอาจเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น จุดที่น่าสนใจคือเมื่อแฟนของเพื่อนตัวละครหลักปฏิเสธเขาหลังพบว่าเขามีพลังคล้ายผู้หยั่งรู้ ทำให้ทุกอย่างในชีวิตเขาดู predictable และน่าเบื่อ ตัวละครนี้ถูกวางให้เป็นคนเก็บกดไม่แสดงอารมณ์ออกมาจนเราคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ เรื่องราวถูกผูกปมและคลี่คลายไปสู่จุดจบที่คาดไม่ถึง แม้หลายคนอาจเคยเดาไว้ แต่การดำเนินพล็อตก็ทำได้ดีเกินคาด นอกจากการเล่าเรื่องความรักหนุ่มสาวแล้ว ภาพยนตร์ยังสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับ 'ความน่าเบื่อของสิ่งที่คาดเดาได้' และ 'ความบังเอิญที่กว้างไกลเกินจินตนาการ' เริ่มต้นเรื่องอาจดูเหมือนภาพยนตร์รักสูตรเดิมๆ เต็มไปด้วยคลิชเอาต์ แต่หลังจาก 10 นาทีแรก เรื่องราวกลับลึกซึ้งและตั้งคำถามเชิงปรัชญาได้น่าประทับใจ ถือเป็นมุมมองใหม่ของเรื่องรักหนุ่มสาวที่ดูแล้วไม่เสียเวลาแน่นอน
5.6

Under the Riccione Sun (2020) วางหัวใจใต้แสงตะวัน ซับไทย
Untrapped The Story of Lil Baby (2022)