
13 Beloved (2006) 13 เกมสยอง ภูชิต พึ่งนาทอง[6](น้อย วงพรู) เซลล์แมนขายเครื่องดนตรี ที่กำลังถูกออกจากงานหลังจากที่ไม่สามารถทำรายได้ตามเป้าได้ อีกทั้งคนรักยังทิ้งไปหาคนใหม่ หนี้สินที่มีอยู่ก็มีอยู่และยังต้องส่งเสียน้องสาววัยเรียนและแม่ที่ต้องเลี้ยงดูเขาและน้องเพียงลำพังตั้งแต่เล็ก และแม้แต่รถยนต์ที่ขาดส่งไป 3 เดือนก็ยังถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา และถึงตอนนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เขาเป็นคนที่ถูกเลือก

หลังจากสูญเสียงาน รถยนต์ และเงินทอง พูชิต (คริส สุโกศล) ต้องแข่งขันกับเวลาเพื่อทำภารกิจ 13 ข้อตามคำสั่งของผู้โทรนิรนามที่สัญญาเงินรางวัล 100 ล้านบาทหากทำสำเร็จ
“13 BELOVED” คือ “โอกาส” หรือ “ทางเลือก” ที่ถูกเปิดให้กับใครบางคนที่ได้รับการคัดเลือกว่า “เหมาะสม” หรือ “คู่ควร”เท่านั้น ว่ากันว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเดินเข้าสู่ “13 BELOVED” ได้ วิธีการนะเหรอ ไม่ต้องหาให้เสียเวลา เพราะเมื่อถึงเวลามันจะเลือกคุณเอง
ท่ามกลางเทศกาล FantAsia ที่โดดเด่นอีกปี ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้า "รางวัลทองคำจากสาธารณชน - ภาพยนตร์เอเชียยอดเยี่ยม" ตำแหน่งที่สมควรได้ด้วยโครงเรื่องที่วางมาอย่างดีและการแสดงที่ยอดเยี่ยม เนื้อเรื่องเล่าถึงพนักงานขายที่ล้มเหลว ผู้จมอยู่กับหนี้สินและความสิ้นหวัง... รวมถึงความปรารถนาในความรัก ความหวัง และความหมายในชีวิต เขาได้รับโทรศัพท์ลึกลับที่ชวนเขาเล่นเกมลับเพื่อรับเงินรางวัลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงรางวัลใหญ่ 100 ล้านบาท! เริ่มต้นด้วยการฆ่าแมลงที่ดูไม่ยากเย็น แต่ 12 ด่านต่อไปอาจท้าทายกว่าที่คิด เพื่อให้ได้เงินก้อนโต แต่ชายคนนี้ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เขาเดินหน้าตามเกมโดยมองว่าเงินคือคำตอบของทุกปัญหา พร้อมท้าทายตัวเองเพื่อเติมเต็มความภาคภูมิใจในชีวิต ภาพยนตร์วางหมัดหนักบนบทบาทของ "คริสาดา เทอร์เรนซ์" ในฐานะ "ปุสิต" ตัวละครหลักที่พาเราผูกพันและสะเทือนใจไปกับทุกอารมณ์ เขาคือนักแสดงความสามารถที่ถูกคัดสรรและกำกับมาอย่างดี ให้การแสดงที่ตราตรึงผู้ชม ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ช่วยกันขับเคี่ยวบทหนังที่แน่นหนาด้วยการตัดต่อที่คมกริบและฝีมือการเล่าเรื่องของ "มาดาว ชูกิจศักดิ์วีระกุล" ผู้เขียนบท/ผู้กำกับ ดัดแปลงจากการ์ตูน แต่ถ่ายทอดได้สมจริงเหลือเชื่อ พร้อมสอดแทรกความขำขันและความหลอนที่บิดเบี้ยว เกมในเรื่องทำให้นึกถึงสามภาค Saw (2004,2005&2006) ผสมกลิ่นอายเรียลลิตี้สไตล์ Fear Factor บางช่วงก็ให้อารมณ์คล้าย Falling Down (1993) ที่ค่อยๆ ดิ่งและป่วน emotionally การปิดฉากเรื่องราววุ่นวายนี้ทำได้แนบเนียน ถึงบางองค์ประกอบอาจไม่สดใหม่หรือน่าตื่นเต้นเท่าตอนกลาง แต่เมื่อรวมกันแล้วก็นำไปสู่ตอนจบที่สมเหตุสมผลและไม่ทำให้ผิดหวัง หนังเรื่องนี้ช่างฉลาดที่ชวนเราเดินทางลงไปในเหวลึกทีละขั้น แล้วคุณจะรู้ไหมว่าจุดไหนที่คุณเสียการควบคุม... และถ้ามีคนอื่นทำให้คุณเสียสติล่ะ? เส้นบางๆ ระหว่างคนสิ้นหวังกับคนสติเฟื่อง ประเทศไทย 2006 | 113 นาที | ฟิล์ม 35 มม. ภาษาไทย (คำบรรยายภาษาอังกฤษ)
ผลงานระดับเยี่ยมจากไทยที่ทำเอาคนดูตื่นเต้น! เรื่องนี้เล่าถึง ‘ผู้ชายขี้แพ้’ ที่เพิ่งถูกไล่ออก รถโดนยึด เจอหนี้บัตรเครดิตท่วมตัว แถมยังมีแม่จอมกดดันที่รอเงินใช้ ก่อนจะได้รับสายลึกลับชวนเล่นเกมชิงรางวัลเงินล้าน เกมนี้มีทั้งหมด 13 ด่าน ทุกด่านที่ผ่านจะได้เงินโอนเข้าบัญชีทันที แต่ถ้าผ่านด่านสุดท้ายก็รับเงินก้อนโต! เงื่อนไขคือต้องทำทุกด่านโดยห้ามสืบว่าใครอยู่เบื้องหลัง ด่านแรกละมุนแต่ด่านหลังเริ่มสยองจนถึงขั้นนองเลือด ตอนแรกอาจคิดว่าไม่เข้ากับแนว ‘สยองเลือดสาด’ เพราะช่วงต้นยังไม่มีเลือดเนื้อหรือความรุนแรงจัดๆ แต่หนังกลับเน้นเล่นกับจิตใจและเนื้อเรื่องที่เข้มข้น พอถึงจุดหนึ่งคุณจะเริ่มสงสัยว่า ‘ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?’ แล้วหนังก็โยนเบาะแสเกี่ยวกับวัยเด็กของตัวละครที่เชื่อมโยงกับตอนจบแบบไม่ทันตั้งตัว พูดถึงตอนจบ...มี转折พลิกผันหลายครั้งพร้อมเฉลยว่าวัยเด็กและครอบครัวของเขาคือกุญแจสำคัญของด่านสุดท้าย ส่วนคำตอบว่าใครอยู่เบื้องหลังอาจไม่ชัดเจนนัก แต่ประเด็นคือให้คนดูตั้งคำถาม: ถ้ามีคนมาจ่ายเงินมหาศาล...เราจะยอมทำสิ่งน่าขยะแขยงแค่ไหน? หนังสร้างตัวละครเอกที่น่าลุ้นมาก แถมยังมีสาวสวยคอยช่วยเหลือ ส่วนตัวร้ายในเงามืดก็ทำให้คุณเกลียดได้อยู่หมัด ถึงแม้ตัวเอกจะเจอสถานการณ์หิน แต่หนังไม่ดูล้มเหลวซ้ำซาก เพราะมีมุกฮาระหว่างทาง ทั้งปฏิกิริยาแปลกๆ ของคนรอบข้างและวิธีแก้เกมสุดเพี้ยนของ主角 ด้านภาพนั้นสวยคมชัดต่างจากหนังฝรั่งที่ชอบใช้ไฟสีประดิษฐ์หรือเอฟเฟกต์กรรโชก หนังเรื่องนี้ให้แสงธรรมชาติ สีสันสดใส พร้อมซับไตเติ้ล翻译ที่ดี แนะนำให้ดูถ้าชอบสยองขวัญแนวจิตวิทยาที่ทั้งตื่นเต้น ตลก และกระตุ้นให้คิดตาม!
นี่อาจจะเป็นหนังระทึกขวัญไทยที่ดีที่สุดที่ฉันเคยดูมา ทั้งที่ฉันก็ดูมาหลายเรื่องแล้ว เรื่องนี้เล่าถึง 'พุสิต' ที่สูญเสียเกือบทุกอย่าง ทั้งงาน แฟน และบ้าน จนแทบไม่เหลืออะไรให้เสียใจ ทันใดนั้นเขาก็ได้รับโทรศัพท์บอกว่าได้สิทธิ์เข้าร่วมเกมโชว์ที่ให้เงินรางวัลมหาศาล โดยเกมนี้มีกติกาเพียงอย่างเดียวคือต้องทำภารกิจทั้งหมด 13 ข้อที่ส่งมาทางโทรศัพท์ให้สำเร็จ โดยจะได้รับเงินหลังจากแต่ละภารกิจเสร็จสิ้น พุสิตตัดใจเล่นเกมนี้และนำผู้ชมเข้าสู่การเดินทางที่ทั้งสะเทือนขวัญและระทึกใจ ภารกิจแรกดูง่ายจนเขารู้สึกมั่นใจ แต่ทุกอย่างเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และน่าหวาดผวาเมื่อใกล้ถึงตอนจบ ฉันรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น คล้ายกับหนังสืบสวนสยองขวัญสไตล์ฮิตช์ค็อก หลายภารกิจชวน шокиและโหดร้ายเกินบรรยาย แต่พุสิตไม่มีทางถอยเพราะการยอมแพ้หมายถึงการสูญเสียทุกอย่างอีกครั้ง เขาจึงติดกับดักเกมนี้ไปเสียแล้ว และเราก็ติดตามไปกับเขาด้วยใจระทึก จนถึงจุด Climax ที่ทำได้ยอดเยี่ยม หนังเรื่องนี้ควรอยู่ในลิสต์ 'ต้องดู' ของคุณโดยด่วน เพราะรับรองว่าติดใจแน่นอน เป็นหนังที่แตกต่างและน่าดูซ้ำเพื่อเก็บรายละเอียด!
หนังระทึกขวัญไทยที่ทำได้ดีเกินคาดเรื่องนี้ ผสมผสานระหว่างเรื่องราวแบบ 'FALLING DOWN' และ 'DIE HARD WITH A VENGEANCE' โดย '13 เกมสยอง' นำเสนอสิ่งใหม่จากประเทศไทยที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนใหญ่หนังไทยที่ได้ดูมักเป็นเรื่องผีเอาคืนซ้ำๆ ไร้ซึ่งความสร้างสรรค์ แต่หนังเรื่องนี้แตกต่างออกไปด้วยแนวคิดที่สดใหม่ และการผลิตที่ลงตัว ผู้กำกับชูกิจ ศักดิ์วีรกุล สร้างความตื่นเต้นผ่านพล็อตเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ พร้อมบท转折ที่ฉับไว แม้หนังจะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่บทที่เร็วและคมคาย รวมถึงอารมณ์ขันแบบมืดมนช่วยให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนจบที่พลิกผันหลายครั้งอาจทำให้บางคนรู้สึกไม่พอใจ ส่วนตัวละครก็ได้รับการพัฒนาไม่เต็มที่ แม้ตัวเอกของคริสอาสา สุโกศลจะเปลี่ยนแปลงผ่านเหตุการณ์ต่างๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอให้ผู้ชมรู้สึกเห็นใจเท่ากับตัวละครของ Michael Douglas ใน 'FALLING DOWN' ถึงอย่างนั้น หนังก็เต็มไปด้วยความเข้มข้น โดยเฉพาะฉากบ่อน้ำที่ได้แรงบันดาลใจจาก 'The Ring' และฉากในร้านอาหารที่ท้าทายความอดทนของผู้ชมหนักมาก ราวกับเป็นเวอร์ชันสุดโหดของรายการเรียลลิตี้ 'I'M A CELEBRITY...GET ME OUT OF HERE!' รวมถึงเอฟเฟกต์ CGI สยองๆ ที่ทำได้สมจริงจนน่าตกใจ แม้ '13 เกมสยอง' จะมีจุดบกพร่องบ้าง แต่ก็เป็นหนังไทยที่สดใหม่ สร้างสรรค์ และสนุกแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
ชิตคือผู้ชายที่กำลังสิ้นหวัง: เขามีหนี้ รถถูกยึด ตกงาน และชีวิตความรักก็แย่ไม่แพ้กัน... จู่ๆ เขาก็ได้รับสายให้เข้าร่วมเกมโชว์ที่ให้เงินรางวัลก้อนใหญ่พอแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ภารกิจ 13 อย่าง เงินรางวัลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาจะทำทุกอย่างถึงขั้นไหนเพื่อเงิน 100 ล้านบาท? นักแสดงนำแสดงได้ดี อารมณ์ขันช่วงต้นเรื่องก็โดน มีเลือดสาดเล็กๆ ผสมได้ลงตัว แถมยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่สะท้อนปัญหาได้ครอบคลุม แม้แต่คนต่างประเทศก็เข้าใจ นี่น่าจะเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดที่ผมเคยดูมาเลย เรียกว่าดีทุกอย่างจริงๆ
ภูชิต (กฤษฎา เทรนซ์) รับสายโทรศัพท์ในวันที่เขากำลังเสียงานจากศูนย์ดนตรี คนลึกลับในสายเสนอข้อตกลงแปลกๆ: ทำภารกิจ 13 อย่างให้สำเร็จเพื่อเงินรางวัล 100 ล้านบาท ภูชิตตัดสินใจเข้าร่วม 'เกม' นี้ ภารกิจของเขาเริ่มต้นตั้งแต่เรื่องง่ายๆ (ตีแมลงวัน) ไปจนถึงเรื่องที่คาดไม่ถึง (ต้องเห็นด้วยตัวเอง) เงื่อนไขสำคัญคือต้องทำทุกภารกิจให้ครบ...ไม่งั้นเสียเงินทั้งหมด! เขาจะชนะเกมนี้หรือเปล่า? หรือเกมจะทำลายเขาอย่างที่ชีวิตทำมาแล้ว? โดยผู้จัดจำหน่ายอย่าง Dimension Extreme (ผู้อยู่เบื้องหลัง Diary of the Dead, Black Sheep, Inside ฯลฯ) กลับมาพรีเซนต์หนังสยองขวัญสุดโหดที่ทั้งสดใหม่และดุเดือดไม่แพ้เรื่องก่อนหน้า...อาจดีกว่าเสียด้วย! แต่ก่อนหน้านี้ฉันเองก็มองข้ามหนังเรื่องนี้ไปหลายครั้ง เพราะคิดว่าแค่เป็นหนังเลียนแบบ Saw จากโปสเตอร์และพล็อตเรื่อง แต่พอได้ดูจริงกลับพบว่ามันผสมผสานสยองขวัญ ระทึกขวัญแบบหวาดระแวง และคอมเมดี้ได้อย่างแนบเนียน นำเสนอเรื่องราวที่สดใหม่และสะเทือนอารมณ์จนน่าแปลกใจว่าทำไมคนไม่พูดถึงกันมากกว่านี้ บางช่วงฉันรู้สึกตื่นเต้น บางช่วงขำกลิ้ง บางช่วงก็สะอิดสะเอียนหรือเศร้าไปกับตัวละคร เทคนิคการทำถือว่าดีมาก ทั้งการกำกับและบทภาพยนตร์ที่ลงตัว (แม้การแสดงของนักแสดงบางคนจะยังไม่เป๊ะเวอร์ แต่กฤษฎา เทรนซ์ นั้นยอดเยี่ยมมาก) สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เด่นคือการเปิดเผยบทสรุปพร้อมวิธีการนำเสนอ...มันสะเทือนอารมณ์อย่างมากจนน่าผิดหวังที่คนไม่ค่อยพูดถึง แนะนำให้หามาดูให้ได้นะ ส่วนตัวให้ 8.5/10
หนังเกี่ยวกับเงินกับศีลธรรมเป็นแนวโปรดของฉันเลย การที่ตัวละครมีทางเลือกที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองหรือคนอื่น พร้อมความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่จุดจบ คือสิ่งที่ทำให้ฉันสนุกกับการดูหนังมากที่สุด และนี่คือหนังไทยเรื่องแรกที่ฉันดูจบแบบไม่หลุดเลย ตอนเริ่มดูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นหนังไทย และเคยดูตัวรีเมคเวอร์ชันอเมริกันมาก่อน ถ้าไม่เกี่ยงเรื่องซับไตเติล หนังเรื่องนี้คือสยองขวัญจิตวิทยาแบบมีคอมเมดี้ ที่พล็อตเรื่องจะทำให้คุณทั้งติดหนึบและตั้งคำถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดจริงไหม โดยเฉพาะในฮอลลีวูด (คงเคยได้ยินคำว่าอิลลูมินาติกันมาบ้าง) ตัวเอกต้องผ่าน 13 ภารกิจ ถ้าทำสำเร็จจะได้เงินก้อนใหญ่คุ้มค่าทุกอย่าง แต่สิ่งที่เริ่มต้นง่ายๆ กลับนำไปสู่ภารกิจที่ยากที่สุดในชีวิตเขา! จะยอมเสียศีลธรรมทุกอย่างเพื่อเงินก้อนนี้หรือเปล่า? หรือสุดท้ายเขาจะเปลี่ยนใจ? เรื่องการแสดงอาจไม่ต้องวิจารณ์มาก เพราะนอกจากจะไม่ดีแล้ว ยังแย่จนดูตลกแบบตั้งใจ (โดยเฉพาะเอฟเฟกต์ Low Budget) แต่จุดเด่นของหนังอยู่ที่พล็อต คุณจะคาดเดาต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีทางถูก และตอนจบก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน ฉันสนุกกับเรื่องนี้มาก และหวังว่าคุณจะชอบเหมือนกัน!
หนังเรื่องนี้มีแนวคิดที่ดีมาก ชายธรรมดาที่ขาดเงินจนตรอกได้โอกาสหารายได้มหาศาลด้วยการผ่านภารกิจที่ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่หนังกลับทำลายความน่าเชื่อถือด้วยความไม่สมเหตุสมผล ช่องโหว่ในเนื้อเรื่อง และการดำเนินเรื่องที่ยัดเยียด ความไม่สมเหตุสมผลเกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง ตัวเอกได้รับมอบหมายให้ทำให้เด็ก 3 คนร้องไห� โดยการแย่งของเล่นจากเด็ก มีครูหญิง 2 คนอยู่ตรงนั้น แต่เมื่อเห็นเหตุการณ์ กลับวิ่งไล่จับแล้วเรียกยามมาต่อยอด ต่อมายังไปแจ้งความที่สถานีตำรวจด้วยอาการดราม่าเกินเหตุ ถึงขั้นเรียกร้องขอปืนเพื่อยิงผู้ชายคนนั้น! จริงจังขนาดนั้น เพียงเพราะเขาแย่งของเล่นเด็ก? ความบ้าบอไม่จบแค่นั้น ตำรวจไทยในเรื่องตัดสินว่าเพราะตัวเอกเคยต่อยเพื่อนหลังถูกไล่ออกและตบขอทาน เขาจึงเป็นอันตรายระดับชาติ ถึงขั้นประกาศตามทีวี! ถ้านี่คือความสมจริง ประเทศไทยคงไม่มีอาชญากรรมเหลือให้ปราบแล้ว ตามที่เขียนไว้ข้างต้น แนวคิดดีแต่การถ่ายทอดทำให้เรื่องดูไม่น่าเชื่อและเต็มไปด้วยมุกเดิมๆ ผู้ชมรู้สึกได้ตลอดว่านี่คือหนังเรื่องหนึ่ง แถมนักแสดงบางคนยังเล่นได้ไม่ดี ทำให้ภาพรวมแย่ลงไปอีก
ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความระทึกขวัญแทบทนไม่ไหว เริ่มต้นแบบสบายๆ แต่ค่อยๆ มืดมนขึ้นทุกนาที ทำงานได้หลายระดับ ทั้งการวิจารณ์สังคมที่เราอยู่ (การสอดรู้สอดเห็นและการแข่งขันที่เกินเหตุ) และด้านจิตวิทยา (ตัวละครมีพฤติกรรมที่อธิบายได้ด้วยเนื้อเรื่อง) นี่คือภาพยนตร์ไทยที่ดีที่สุดที่ฉันเคยดูมา วงการหนังไทยกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และหลักฐานคือ 'Sick Nurses' งานสยองขวัญที่สไตล์ดีเหนือหนังอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึง '13 Beloved' ที่ทั้งนักแสดงและผู้กำกับก็ทำได้ดีเยี่ยม ถ้าชอบความระทึกขวัญ ห้ามพลาดภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเด็ดขาด
นี่คือหนังสยองขวัญแนวจิตวิทยาจากไทยที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความดิบโหด และปรัชญา นักแสดงหลากหลายบทบาทแสดงได้ดี มีแนวคิดที่น่าจดจำหลายจุดที่นำไปสู่ตอนจบที่คาดไม่ถึง แม้ว่าฉากษ์สุดท้ายของหนังจะทำให้ฉันรู้สึกสับสน ผิดหวัง และรู้สึกว่างเปล่า ทุกอย่างในหนังถูกยกระดับถึงขีดสุดแต่ยังคงมีเหตุผล แม้คุณอาจไม่แน่ใจว่าไหนคือเรื่องแต่งหรือความเป็นจริงในตอนจบ หนังเล่าถึงคำถามว่า ‘คุณจะยอม走多远เพื่อแก้ปัญหาและสู้กับอดีตที่หลอกหลอน’ ผ่านตัวละครชายหนุ่มที่สูญเสียทุกอย่างและต้องหาทางออกเพื่อเงินกับศักดิ์ศรี เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงหนังอเมริกันอย่าง ‘Falling Down’ ความดิบโหดเข้มข้นคล้ายซีรีส์ ‘Saw’ และโครงเรื่องใกล้เคียงกับ ‘Twelve Rounds’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘13 ขั้นตอนอันชั่วร้าย’ สู่ชัยชนะหรือความทุกข์ทน หนังดำเนินเรื่องเร็วและสนุกตลอด แต่ควรมีตอนจบที่ดีกว่านี้เกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังเหตุการณ์ต่าง ๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครหลังจากนั้น นี่คือเหตุผลที่หักคะแนนไป 1 แต้ม ส่วนที่เหลือแม้ไม่ใหม่แต่ยังคงความเข้มข้น และเป็นอีกตัวอย่างหนังเอเชียสมัยใหม่ที่สร้างสรรค์โดยทีมงานฝีมือดี
ถ้าคุณเอ่ยหนัง Speed กับ Saw มาปั่นรวมกัน ตัดทอนเรื่องปืน การระเบิด และความสยองออกไปหน่อย แล้วเติมอารมณ์สตีเฟ่น โชว์ลงไปพร้อมแต่งกลิ่นด้วยตะไคร้ คุณอาจได้ 13: เกมมรณะ หนังที่ทั้งบ้าบอ โหดเหี้ยม วุ่นวาย เร่งรีบ ไร้เหตุผล แต่สนุกจนหยุดไม่อยู่ ไม่เคยดูหนังเรื่องไหนที่ versatile ได้ขนาดนี้! หนังเปลี่ยนโทนเร็วและถี่ ครอบคลุมทุกแนว: สยองขวัญ, ธริลเลอร์, คอมเมดี้, ดราม่า, แอ็กชั่น, ลึกลับ, สแลปสติก, แซตirical และอื่นๆ แม้ฟังดูรก แต่กลับเรียบเรียงได้เนียน! บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม การกำกับก็เฉียบคม แม้ทุกอย่างจะไม่ค่อยค่อยเป็นค่อยไปและพลิ้วตามเรื่อง แต่จังหวะพอดีเป๊ะ แน่นอนว่าหนังยังอยู่ในแดนสยองขวัญกับคอมเมดี้มืดจัด ไม่ใช่แค่ใส่มุขตลกปนสยองแบบหนังซอมบี้ทั่วไป แต่คล้ายหนังอเมริกันอย่าง Chop ที่โยนตัวละครหลักเข้าไปอยู่ในสถานการณ์บ้าๆ อันน่าหัวเราะและสิ้นหวัง เพื่อสร้างอารมณ์ขันแบบตลกร้าย แต่ขณะที่ Chop โหดกว่าและจำกัด場景 หนังเรื่องนี้กลับเน้นเนื้อหาและเปิดโลกกว้าง ทำให้ใช้จุดแข็งได้เต็มที่ นอกจากเล่นกับหลายแนวแล้ว ยังหลบหลีกกับดักที่ทำลายหนังสยองขวัญได้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่วิธีที่ตัวเอกเผชิญปัญหาจนถึงการเปิดเผยปมจบ 13 ทำได้เพราะรู้ตัวอยู่เสมอและแสดงออกได้อย่างงดงาม รู้ว่าเมื่อไหร่ต้องจริงจาร์เมื่อไหร่ควรเล่นมุข และที่สำคัญคือทำทั้งสองอย่างได้ดี แถมยังได้ประโยชน์จากบทสุดเจ๋งกับตอนจบที่คาดไม่ถึงและสะเทือนใจ (ยากมากในแนวสยองขวัญ) ชมไม่หยุดกับหนังเรื่องนี้ ข้อด้อยมีแค่ CGI บางฉากที่ค่อนข้างแย่ แต่ก็ให้อภัยได้ ถ้าคุณชอบหนังนอกกรอบและไม่ยึดติดกับความคาดหวังเรื่องสยองขวัญ นี่คือเรื่องแรกที่อยากแนะนำ!
การจัดประเภทหนังเรื่อง '13 เกมสยอง' ให้ลงตัวเป็นเรื่องยาก เพราะมันมีทุกอย่างผสมกันไปหมด หน้าปกและชื่อเรื่องอาจดูเป็นแนวน่ากลัว แถมเนื้อเรื่องก็ฟังดูสยองและน่าสนใจจนตัดสินใจซื้อมาดู แต่ถึงจะจัดเป็นหนังสยองเพราะมีฉากความรุนแรงและความลึกลับของคนบนสายโทรศัพท์ หนังเรื่องนี้ก็ให้อะไรมากกว่านั้น มันมีความตื่นเต้นแบบธริลเลอร์และความตลกที่คาดไม่ถึง! เราเข้าใจเนื้อเรื่องกันอยู่แล้ว เลยไม่ขอเล่าซ้ำ แค่บอกว่ามันสนุกมากจริงๆ! หนังสร้างความเข้าใจในตัวละครหลักได้ดี คุณจะเห็นใจเขาทันทีที่เห็นวันแย่ๆ ของเขาในตอนเริ่มเรื่อง เพราะเขาเป็นคนดีแต่โชคไม่เข้าข้าง พอโทรศัพท์ดังขึ้น (ซึ่งมาเร็วไม่รอนาน) เกมก็เริ่มท้าทายจากง่ายไปหายาก พร้อมกับคำถามทางศีลธรรมที่ชวนคิดว่า 'คุณจะทำอะไรเพื่อ 100 ล้าน?' หนังถ่ายทอดความสิ้นหวังของ 'ภูจิท' ได้ดี เขาถึงขั้นเปลี่ยนเป็นคนละคนเมื่อใกล้ถึงจุดจบ เสริมด้วยฟลัชแบ็กวัยเด็กที่ทำให้เข้าใจตัวตนเขา更深—คงถูกใจฟรอยด์แน่! บางเกมก็ฉลาดมากจนต้องคิดว่าจริงๆ แล้วภารกิจคืออะไร? และเพราะเกมที่ต่อเนื่อง ทำให้หนังสองชั่วโมงไม่น่าเบื่อเลย! ฉันอยากรู้ว่ามันจะไปจบที่ไหน และสำคัญกว่าคือภูจิทจะยอมทำอะไรบ้าง? จุด Climax อาจจะดราม่าได้อีกหน่อย แต่ก็ยังน่าติดตาม ส่วนมุขตลกบางช่วงก็ฮาจนหัวเราะลั่น! การกำกับดีกว่าที่คิดจากตัวอย่าง trailer (อย่าไปดูตัวอย่างนะ มันสปอยล์!) หนังดูมืออาชีพและบางฉากก็ทำได้เยี่ยม ส่วนตอนจบ...ไม่แย่ขนาดที่หลายคนว่า แค่ขาดคำอธิบายเพิ่ม แต่สำหรับตัวละครหลักถือว่าเหมาะแล้ว จบแบบคลุมเครือเพื่อสื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่ซ่อนอยู่—อาจไม่ต้องตีความตรงตัว แต่เป็นอุปมาของเรื่อง ซึ่งฉันจะไม่สปอยล์! '13 เกมสยอง' น่าดูมาก ทั้งตื่นเต้น ตลก และชวนคิด ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อ แค่เสียดายที่ดูซ้ำอาจไม่สนุกเท่าครั้งแรก เพราะความแปลกใจคือส่วนสำคัญ แต่ด้วยการสร้างตัวละครและเนื้อหาที่แน่น แค่ดูหลายรอบก็คุ้ม! ฉันชอบมาก คุณอาจชอบเหมือนกันก็ได้?
การเขียนคำโปรยว่า 'จากทีมผู้สร้างองค์บากและช็อคโกแลต' บนปกหน้าของดีวีดีคงทำให้แฟนหนังบู๊หลายคนคิดว่านี่คือหนังแอคชั่นดุเด็ดเผ็ดร้อนอีกเรื่องจากไทย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย! ตรงกันข้าม นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบหลายปี - หนังธริลเลอร์แนวสยองขวัญที่แทรกคอมเมดี้ดำและความรุนแรงแบบจัดเต็ม ยกระดับสตูดิโอ บา-ราม-อิว ไปอีกระดับ! ผมชอบ 13 เกมสยอง มากๆ นานแล้วตั้งแต่ดูครั้งแรก และลืมไปเลยว่ามันทำได้ดีขนาดนี้ ทั้งการกำกับ เรื่องราว และความบันเทิงที่ครบรส เหมือนเวอร์ชันโหดขึ้นของภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง Falling Down ที่แสดงโดย Michael Douglas หนังไทยเรื่องนี้เริ่มต้นแบบเรื่อยๆ แต่ไม่นานก็เร่งสปีดจนเต็มเกียร์ ช็อคและเซอร์ไพรส์ผู้ชมไม่หยุด เมื่อ 'จิต' ตัวเอกต้องรับมือกับภารกิจโหดๆ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นักแสดงทุกบททำได้ดี แต่ขวัญใจKrissada Sukosol ครองจอจริงๆ เขาแสดงบท 'จิต' ได้สมบทที่สุด เต็มไปด้วยอารมณ์และดึงดูดให้เราติดตามทุกวินาทีที่เขาอยู่บนจอ ราวกับว่ากำลังสวมบทบาทเป็นน้องใหม่แห่งวงการหนังฮ่องกงยุคทอง! แม้เขาจะแสดงมาแค่ 3 เรื่องในตอนที่ผมเขียนรีวิวนี้ แต่ผมเชื่อว่า Krissada น่าจะก้าวไกลและสร้างชื่อได้มากกว่านี้ โดยส่วนใหญ่ คอมเมดี้ไทยมักไม่ติดตลาดนักในหมู่ชาวตะวันตก แต่สำหรับเรื่องนี้ ฮumor大部分ของหนังทำงานได้ดีและน่าขำ ผมไม่อยากสปอยล์มากเพราะความสนุกอยู่ที่ความเซอร์ไพรส์และพลิ๊ตทวิสต์ ใครยังไม่ดูรีบหามาดูเลยก่อนจะมีคนมาสปอยล์! สรุป: 13 เกมสยอง คือหนังไทยที่เร็วแรง ช็อคได้ใจ และฮาผ่านฉาก หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ดีที่สุดในยุคนี้ที่คุณไม่ควรพลาด!
Midnight University (2016) มหาลัยเที่ยงคืน
Confess Fletch (2022)