
The King Who Never Was (2023) กษัตริย์ไร้บัลลังก์ โดยซีรี่ย์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของการฆาตกรรมวัยรุ่นชาวเยอรมันในปี 1978 ที่กลายเป็นเรื่องราวอันโด่งดังมาจนถึงปัจจุบันและกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงนั้น ซึ่งซีรี่ย์นี้พยายามใช้บทสัมภาษณ์เก่า การปรากฏตัวต่อสาธารณะ และเอกสารการพิจารณาคดี และได้เล่าผ่านเรื่องราวของน้องสาวของเขาและราชวงศ์ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ พร้อมเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงที่บางคนไม่เคยรับรู้มาก่อน

หน่วยข่าวกรองทหารอังกฤษวางแผนหลอกให้เยอรมันเชื่อว่ากองทัพสัมพันธมิตรจะบุกซิซิลีที่อื่น โดยใช้กลลวงอันแยบยล
เรื่องจริงของอังกฤษที่พยายามหลอกเยอรมันให้ลดการป้องกันซิซิลีก่อนการบุกปี 1943 โดยนำศพทหารมาแต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่อังกฤษพร้อมเอกสารปลอมว่ากองทัพสัมพันธมิตรจะบุกกรีซ จากนั้นนำศพลอยทะเลให้เกยฝั่งเพื่อให้เอกสารหลุดไปถึงข่าวกรองเยอรมัน
แม้ฉันจะมีอายุพอที่จะดูหนังหลายเรื่องของ Clifton Webb แต่ไม่เคยรู้จักเรื่องนี้มาก่อน เราเจอหนังเรื่องนี้ในร้านวีดีโอ ฉันดีใจที่ตัดสินใจซื้อมา เนื้อเรื่องดำเนินอย่างราบรื่นและเล่าได้ดี ไม่มีส่วนย่อยที่ฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็น มีชั้นเชิงมากกว่าหนังสงครามทั่วไป และเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความระทึกขวัญ ความจริงที่ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทำให้สนุกยิ่งขึ้น แม้หนังจะเก่าแต่ยังดูได้ดีไม่แพ้ยุคใหม่ การแสดงออกมาจากใจและน่าเชื่อถือ Gloria Grahame แสดงได้ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการแสดง นักแสดงชาวอังกฤษส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นหน้าแต่คัดเลือกมาดี จบเรื่องได้ยิ่งใหญ่และสะเทือนใจ ถือเป็นหนังต้องดูสำหรับคนชอบสงครามโลกครั้งที่สองหรือประวัติศาสตร์ ผู้หญิงส่วนมากจะอินไปกับเรื่อง และไม่มีความรุนแรงหรือเลือดสาดจนเกินไป แต่ก็ดึงดูดผู้ชายด้วยความตื่นเต้น
หนังเรื่อง 'The Man Who Never Was' เป็นภาพยนตร์แนวระทึกขวัญช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำออกมาได้ดีมาก นำแสดงโดย Clifton Webb, Gloria Grahame และ Stephen Boyd กำกับอย่างยอดเยี่ยมโดย Ronald Neame เนื้อหาอิงเรื่องจริงเกี่ยวกับการวางศพชายที่ตายจากโรคปอดบวมบนชายฝั่งกรีซ เพื่อให้เอกสารปลอมบนตัวศพหลอกให้กองทัพฝ่ายอักษะเปลี่ยนแผนการบุกอิตาลีของฝ่ายสัมพันธมิตร ฉากที่ Clifton Webb พูดคุยกับพ่อของชายผู้นี้เป็นหนึ่งในช่วงที่สะเทือนใจที่สุดของเรื่อง พร้อมตอนจบที่ตราตรึงแม้เวลาผ่านมาก็ยังประทับใจClifton Webb แสดงบทบาทได้สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ตัวละครเจ้าเล่ห์ใน 'The Razor's Edge' สามีที่เอาแต่ใจใน 'Titanic' มาจนถึงสมาชิกหน่วยข่าวกรองอังกฤษผู้เด็ดขาดในเรื่องนี้ ส่วน Stephen Boyd ก็ทำได้ดีในบทสายลับไอริชที่มาสืบเรื่องศพทหารปลอม ส่วน Gloria Grahame รับบทหญิงที่ตกหลุมรักและถูกดึงเข้าไปอยู่ในแผน จนทำให้觀眾รู้สึกใจสลาย แรงบันดาลใจของหนังไม่ได้มาจากแอ็กชัน แต่มาจากความตึงเครียดของสถานการณ์ ถ่ายทำด้วยฟิล์มสีสวยงาม ถือเป็นหนังสงครามคลาสสิกที่ควรดู!
เมื่อการรบในแอฟริกาเหนือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้สิ้นสุด เห็นได้ชัดว่าการโจมตีครั้งต่อไปของฝ่ายสัมพันธมิตรจะเกิดขึ้นที่ซิซิลี จึงต้องมีการวางแผนหลอกลวงเพื่อเบี่ยงเบนกำลังป้องกันของเยอรมัน สมาชิก 'คณะกรรมการ XX' (XX สำหรับการหลอกลวงสองชั้น) อย่างผู้บัญชาการเรือ Lieutenant Commander Ewen Montagu และ Squadron Leader Sir Archibald Cholmondley ได้คิดแผนที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือการนำศพทหารที่แต่งเครื่องแบบนายทหารราชนาวีปล่อยลงทะเลใกล้สเปน โดยให้กระแสน้ำพาศพไปยังชายฝั่งเขต Huelva ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของสายลับชาวสเปนฝีมือดีของนาซี ศพนี้ถูกตกแต่งให้ดูเหมือนผู้พันราชนาวีที่เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตก และพกเอกสารลับที่ชี้เป้าว่าเป้าหมายการบุกจริงคือกรีซ ไม่ใช่ซิซิลี Montagu ยังแสดงบทเล็กๆ ในหนังเป็น Air Marshall ด้วย บทนำของ Montagu รับบทโดย Clifton Webb ที่แสดงบททหารเรืออังกฤษได้น่าเชื่อ ส่วน Robert Flemyng อดีตทหารผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ รับบทผู้ช่วยซึ่งรวมตัวละครจริงของ Cholmondley และผู้ช่วยของ Montagu เข้าด้วยกัน พวกเขาต้องหาศพที่ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์ และสร้างประวัติปลอมให้ชายคนนี้ หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องจริงโดยไม่เน้นฉากต่อสู้หรือเอฟเฟกต์ตระการตา แต่ถ่ายทอด 'สงครามเงียบ' แบบสายลับด้วยบรรยากาศเข้มข้น Stephen Boyd รับบทสายลับฝ่ายอักษะ Patrick O'Reilly ที่ถูกส่งมาเช็กประวัติ 'ชายที่ไม่มีตัวตน' ได้อย่างเฉียบคม ดนตรีประกอบโดย Alan Rawsthorne (The Cruel Sea) ยังคงเป็นสไตล์ลึกลับเฉพาะตัว แต่ก็คล้ายกับงานอื่นๆ ของเขาบ้าง กำกับโดย Ronald Neame ผู้มากฝีมือ ภาพยนตร์ถ่ายทำสวยงามตามสไตล์อดีตช่างกล้องอย่าง Neame เสียงของ Churchill ในหนังเป็นของ Peter Sellers ซึ่งกำลังสร้างชื่อจากรายการวิทยุตลก 'The Goon Show' ของ BBC ในปี 1956 DVD จาก 20th Century Fox คุณภาพภาพและเสียงคมชัดสมสตูดิโอใหญ่ หนังเรื่องนี้คือผลงาน worthy ที่ควรมีในคอลเลกชันภาพยนตร์สงครามโลก หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำหนังสือปี 1953 โดย Ewan Montagu ที่ยังหาซื้อได้ทั้งปกแข็งและปกอ่อน
เรื่องราวน่าสนใจที่ดึงดูดความสนใจ สร้างมาจากปฏิบัติการจริงของหน่วยข่าวกรองอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การคัดเลือกนักแสดง (คลิฟตัน เวบบ์ เต็มบทบาทนำอย่างสมบูรณ์แบบ) ยอดเยี่ยม ส่วนการใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยนั้นน่าทึ่ง แฟนหนังแนวเลือดสาดอาจต้องมองหาที่อื่น... เรื่องราวประณีตบรรจงนี้เหมาะสำหรับคนรักหนังระดับเซียน สตีเฟน บอยด์ แสดงได้ดีในบทบาทสายลับไอริชที่ทำงานให้นาซี ในหลายฉากเขาแทบกลบความเกลียดชังต่อชาวอังกฤษที่พบระหว่างปฏิบัติการในลอนดอนไม่ได้ ในตอนหนึ่ง หลังตั้งตัวให้ถูกจับโดยหน่วยข่าวกรอง เขารอพวกเขามาพร้อมปืนลูเกอร์ หวังปะทะเดือด แต่เมื่อไม่มีใครมา เขาทั้งโล่งใจและโกรธที่ไม่ได้ฆ่าใคร ละเอียดลึกแต่สุดยอด ให้ 9 คะแนนจาก 10
เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงทำให้หนังเรื่องนี้มีความหนักแน่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลจริงๆ คือการกำกับที่ยอดเยี่ยมสุดๆ แต่ละฉากถูกจัดวางอย่างสมดุล และเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหลราวกับคุณกำลังยืนอยู่ตรงนั้นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาตัวเอง! ไม่หมดแค่นั้น แสงสี ฉาก props และรายละเอียดย่อยทุกอย่างในหนังประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ส่วนนักแสดงก็ทำได้ดีเยี่ยม แต่การกำกับที่เฉียบขาดทำให้พวกเขาไม่พลาดที่จะสื่ออารมณ์และโทนเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะฉากร้องไห้ของกลอเรีย แกรแฮม ที่แสดงการเปลี่ยนผ่านจากความทรงจำอันเจ็บปวด สู่การหลั่งน้ำตาในจังหวะที่สมบูรณ์แบบ ไม่เคยเห็นใครร้องไห้ได้สมจริงขนาดนี้มาก่อน! การที่เธอเคยแสดงตลกมาก่อน ทำให้เห็นว่าความสามารถของเธอล้ำลึกขนาดไหน แค่เปลี่ยนจากสีหน้าเรียบๆ สู่การร้องไห้สะอึกสะอ้านก็กินใจแล้ว แม้เนื้อเรื่องอาจไม่ดึงดูด แต่การกำกับและภาพยนตร์จะทำให้คุณต้องติดตามจนจบแบบไม่กดรีโมตเปลี่ยนช่องแน่นอน!
เดอะ แมน ฮู เนเวอร์ แวส (1956) ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดมุมมองภายในปฏิบัติการลับของอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสมจริงแต่ยังคงความตื่นเต้นผ่านจอกว้าง บอกเลยว่าเรื่องราวสรุปจบในประโยคเดียว! นี่คือหนังที่ดีมาก แม้เอกลักษณ์ของเรื่องอาจดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้มันยืนหยัดได้อย่างน่าชมเชย ด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยม ลีลาการตัดต่อที่รวดเร็ว และช่วงคลายปมสุดท้ายที่พลิกเฉียบจนติดหนึบ แถมยังอิงเรื่องจริงเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีกชั้น ฉันเลือกดูเพราะอยากเห็น ‘กลอเรีย แกรแฮม’ นักแสดงผู้พลิกบทบาทได้น่าทึ่งอยู่เสมอ เธอทำได้ดีในบทนี้แม้จะมีเวลาแสดงไม่มาก บทบาทที่ทั้งเฉียบคม (ตามสไตล์) และเต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจที่เธอถ่ายทอดได้เนียนสุดๆ ส่วนตัวชอบดราม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบไม่เน้นยิงถล่มปะทะ แต่สนุกกับชีวิตประชาชนหลังแนวรบ เช่น ฉากลอนดอนหลังการทิ้งระเบิดถล่ม (Blitz) ที่ยังได้ยินเสียงระเบิดรางๆ ในบางช่วง ในแง่มุมของงานข่าวกรองหรือ ‘ปฏิบัติการพิเศษ’ ตามศัพท์สมัยใหม่ เรื่องนี้เชื่อถือได้มาก คาดว่าเพราะผลิตเพียงสิบปีหลังเหตุการณ์จริง จึงพยายามเสนอความตรงไปตรงมา ตัวละครในเรื่องไม่สมบูรณ์แบบ แต่กลับฉลาดหลักแหลมและโชคดีแบบพอดีๆ จุดเปลี่ยนสำคัญของการบุกยุโรปของสัมพันธมิตร ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณของคนไม่กี่คน และไหวพริบสุดเจ๋งของสาวอเมริกันคนหนึ่ง (อาจเป็นส่วนแต่งเติมก็ได้) นี่คือหนังดีที่ดูเพลินไม่น่าเบื่อ แม้จะเป็นผลงานอเมริกัน แต่ทุกอย่างตั้งแต่ต้นฉบับ นักแสดง ไปจนถึงสถานที่ถ่ายทำในลอนดอนล้วนให้ความรู้สึกบริติชสุดๆ ผู้กำกับชาวอังกฤษเคยเป็นช่างภาพมาก่อน ทำให้งานภาพดูมั่นคงแม้ไม่หวือหวา แม้ไม่ใช่หนังที่เปลี่ยนเกมหรือตราตรึงใจ แต่มันคือความบันเทิงคุณภาพสูงที่สัมผัสประวัติศาสตร์สำคัญได้อย่างแนบเนียน
สุดยอดการดึงดูดใจด้วยรายละเอียดที่ครบถ้วน ภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกนักแสดงได้เหมาะกับบทบาททุกตัว Gloria Grahame นักแสดงที่มักถูกมองข้าม มอบความประทับใจทางอารมณ์ที่คาดไม่ถึง ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็ลงตัวกับบทบาทในการปฏิบัติแผนที่ซับซ้อน ภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกร้องความสนใจจากผู้ชมและเล่นกับความฉลาดของคุณ พูดง่ายๆ คือคงไม่มีทางสร้างในยุคนี้! คุ้มค่าที่จะดูแน่นอน
หนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 2010 โดย เบน แมคอินไทร์ ได้เปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับปฏิบัติการมินซ์มีท จากเอกสารที่ถูกปลดความลับ ส่วนภาพยนตร์ก็ทำได้ดีในการนำเสนอเรื่องราวบนจอ แมคอินไทร์ระบุว่า 'ศพ' ที่ถูกทิ้งลงทะเลคือคนงานเหมืองถ่านหินวัยหนุ่มชาวเวลส์ที่ยากจน ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายหรืออาจหิวจนกินยาฆ่าหนูที่ทาบนขนมปังในห้องเช่าในลอนดอนที่เป็นกับดักหนู เมื่อชาวประมงสเปนพบศพ เอกสารเกือบถูกส่งคืนให้อังกฤษ พวกเขาต้องสร้างการสื่อสารทางวิทยุปลอมผ่านช่องทางที่ถูกเจาะเพื่อล่อให้เยอรมันสนใจเอกสารดังกล่าว แบบว่า 'เฮ้ย! ดูนี่สิ!' และโชคดีที่เอกสารไปตกถึงมือผู้พันหน่วยข่าวกรองเยอรมันซึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการต่อต้านนาซี เขาสงสัยในความจริงของเอกสาร แต่ก็โน้มน้าวให้ผู้นำนาซีเชื่อว่าเอกสารนั้นแท้จริง เขาถูกแขวนคอโดยหน่วยเอ็สเอ็สในกรกฎาคม 1944 หลังแผนลอบสังหารฮิตเลอร์ล้มเหลว นี่คือข้อมูลประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเพิ่มเติมสำหรับภาพยนตร์อายุ 50 ปีเรื่องนี้
ในปี 1943 ขณะวางแผนบุกซิซิลี คลิฟตัน เวบบ์ หัวหน้างานสายลับวางแผนหลอกข้าศึกด้วยการนำศพลอยน้ำพร้อมเอกสารปลอม เพื่อให้ศัตรูตัดสินใจผิดพลาดเกี่ยวกับจุดโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร อิงจากเรื่องจริง กระบวนการนี้ถูกวางอย่างละเอียดลออ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเยอรมันเริ่มสงสัยในความง่ายดายที่พวกเขาได้เอกสารมา จึงส่งสายลับอย่างสตีเฟน บอยด์ ไปสืบในลอนดอนเพื่อตรวจสอบว่าศพนี้มีตัวตนจริงหรือไม่ หนังดำเนินเรื่องด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา การแสดงเด่นของคลิฟตัน เวบบ์ และกลอเรีย เกรแฮม รวมถึงบทบาทของบอยด์ที่ถูกหลอกด้วยแผนอันแยบยลของเวบบ์ ผู้รอดพ้นจากกับดักได้อย่างเฉียบคม สรุปแล้วเป็นเรื่องราวที่ดี การแสดงชั้นเยี่ยม และแผนการสายลับที่ซับซ้อนพอดีไม่ยืดเยื้อ เหมาะสำหรับคนชอบแนวคิดพลิกแพลงแบบคลาสสิก
ช่วงวันแรงงานปี 1943 กองทัพเยอรมันในแอฟริกาถูกขับไล่ออกไป พันธมิตรต้องตัดสินใจขั้นต่อไป ในความเป็นจริง ขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลคือการบุกซิซิลีเพื่อเปิดทางสู่คลองสุเอซและลดแรงกดดันให้กองทัพอังกฤษที่มอลตา แต่ฝั่งอเมริกาอยากบุกข้ามช่องแคบเพื่อยุติสงครามให้เร็ว ทำให้เยอรมันต้องระวังทุกด้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับแผนข่าวกรองสุดเสี่ยง โดยอังกฤษจัดฉากนำศพที่มีแผนปลอมไปยังสเปน (กลางแต่ฝักใฝ่อักษะ) เยอรมันส่งสายลับนาซีจากไอร์แลนด์ (สตีเฟน บอยด์) มาสืบเรื่อง พลเรือเอกอีเวน มอนแทกู (คลิฟตัน เวบบ์) ผู้คิดแผนนี้แสดงบทต่างจากเดิมได้น่าประทับใจ การตามล่าหาความจริงของสายลับและเหตุการณ์เศร้าของกลอเรีย เกรแฮม เพื่อนร่วมห้องเลขานุการของเวบบ์ ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น 'The Man Who Never Was' คือหนังสายลับยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังคงสนุกและสมจริงสำหรับคนดูยุคใหม่
ภาพยนตร์ 'The Man Who Never Was' แบ่งออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน ส่วนแรกเกี่ยวกับการวางแผนหลอกให้เยอรมันเชื่อว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะยกพลขึ้นบกที่กรีซแทนที่จะเป็นซิซิลี ส่วนที่สองตามติดกิจกรรมของสายลับเยอรมันที่ถูกส่งไปลอนดอนเพื่อตรวจสอบความจริงของข้อมูลที่หน่วยสืบราชการลับอังกฤษปล่อยออกมา ทั้งสองส่วนดำเนินเรื่องได้ดีพอๆ กัน แต่สำหรับคนชอบความตื่นเต้น ส่วนที่สองอาจสะกดใจได้มากกว่า การตามรอยความพยายามของ พล.ร.ต. อีเวน มอนทากิว (Clifton Webb) ในการคาดการณ์ motives ของสายลับเยอรมัน (Stephen Boyd ผู้มอบรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ทำให้สงสัยในตัวเขาตั้งแต่แรกเห็น) สร้างความระทึกขวัญได้จริงๆ การแสดงยอดเยี่ยมตลอดเรื่อง ด้วยสไตล์เรียบง่ายแต่กินใจ ส่วนพล็อตเรื่องก็เดินเร็วไม่น่ารอช้า โดยรวมแล้วนี่คือหนังธริลเลอร์ที่ดูเพลินมาก
ตั้งแต่เริ่มต้น ภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดูพอเหงาหากับความมัวหมองนี้เสียดาวไป 4 ดวงเพราะเลือกนักแสดงหลักเป็นกลอเรีย แกรแฮม นักแสดงสาวอเมริกันผู้หยิ่งยโสมาเล่นบทสำคัญ จากนั้นเสียเพิ่มอีก 2 ดวงสำหรับการอ้างว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ทั้งที่ความจริงมีเพียงครึ่งแรกของเรื่องเท่านั้นที่เกิดขึ้นจริง ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องแต่งทั้งหมดนอกจากนี้ ยังมีนักแสดงอีกคนที่ทำลายอรรถรสอย่างหนัก นั่นคือคลิฟตัน เวบบ์ ที่รับบทผู้บัญชาการมอนแทกู ด้วยการแสดงที่แข็งทื่อและบุคลิกหน่อมแน้มแบบลูกแหง่ของแม่ จนน่าหงุดหงิดสุดๆกับทั้งหมดที่กล่าวมา แปลกใจจริงๆที่ยังอดทนดูเรื่องนี้จบในเวลา 103 นาทีแต่ทว่าในครึ่งหลังของเรื่อง (ส่วนที่แต่งขึ้น) มีสตีเฟน บอยด์ นักแสดงที่ผมชื่นชอบมารับบทสายลับฝ่ายอักษะในบทบาทสำคัญ ผมจึงทนดูไปเพื่อรอดูว่าเขาจะสร้างสีสันอะไรบ้างสำหรับคนที่สนใจ The Man Who Never Was เป็นภาพยนตร์สงครามหายากที่ไม่มีฉากต่อสู้หรือระเบิดสุดอลังการ*หมายเหตุพิเศษเกี่ยวกับกลอเรีย แกรแฮม* ในชีวิตจริงเธอเป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศและพยายามคุกคามเด็ก เหตุการณ์จริงเกิดขึ้นในปี 1948 เมื่อกลอเรียแต่งงานกับผู้กำกับนิโคลัส เรย์ (เธออายุ 25 เขาอายุ 37) หลังแต่งงานได้ 2 ปี เรย์จับได้ว่าเธอนอนบนเตียงกับทอม ลูกชายวัย 13 จากภรรยาเก่าของเขาแน่นอนว่าเรย์หย่ากับเธอ แต่ 8 ปีต่อมา กลอเรียกลับแต่งงานกับทอมที่ตอนนั้นอายุ 21 แล้วดูเหมือนว่าเธอจะเป็นแม่ลูกดกแบบอันตรายยิ่งกว่ายะ Joan Crawford อีก
ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากเหตุการณ์จริง 'ปฏิบัติการมินซ์มีท' ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นตัวอย่างชั้นดีของหนังสายลับที่สนุกตื่นเต้นแต่ไม่เล่นตลกหรือดราม่าเกินตัว นำแสดงโดย Clifton Webb นักแสดงชั้นนำที่คร่ำหวอดในวงการ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับแผนลวงข้าศึกด้วยการใช้ศพปลอมของทหารเรืออังกฤษเพื่อหลอกให้นาซีเชื่อข้อมูลเท็จ ถือเป็นแผนที่วางรายละเอียดได้สมจริงอย่างน่าทึ่ง และยิ่งน่าทึ่งเพราะดัดแปลงจากกลลวงจริงในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ข้าศึกเข้าใจผิดว่าการบุกอิตาลีจะเกิดขึ้นตรงจุดอื่น แนะนำสำหรับคนชอบหนังสายลับแนววางแผนกลยุทธ์!
7.6

Transformers One (2024) ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 1
7.1

The Call (2020) สายตรงต่ออดีต
6.8

Her Blue Sky ท้องฟ้าสีฟ้าของเธอ (2019)
5.7

Resident Evil Death Island (2023) ผีชีวะ วิกฤตเกาะมรณะ
5.8

Las ilusyunadas (2025)
6.2

Joyride (2022)

Tomb Guarding Man (2024) ผู้ดูแลสุสานหยินซาน
7.2

You Season 4 (2023) เธอ ซีซั่น 4
4.6

Lobola Man (2024) โลโบลา แมน
6.4

Cyrano (2021) ซีราโน
6.7

Fight Against Evil 2 (2023) ตำรวจล่าอาชญากร
5.7

Praise This (2023)