
The Great Magician (2023) จอมเวทย์มายา สำนักภาพลวงตาถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ซางและแบ่งออกเป็นห้าสำนัก ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน ในช่วงปีแรก ๆ ของสาธารณรัฐจีน เผยจิ้งจืออาจารย์แห้งน้ำได้ทำการฆ่าอย่างสนุกสนานเพื่อแย่งชิงอาวุธวิเศษของสำนักภาพลวงตา แต่สุดท้ายก็ถูกผนึกโดยคงคงเอ๋อร์อาจารย์แห่งไฟ 20 ปีต่อมา เผยจิ้งจือกลับมาสังหารคงคงเอ๋อร์ ก่อนจะตายคงคงเอ๋อร์ได้ฝากฝังจัวเฟยฝานลูกเลี้ยงของเขาไว้กับลั่สเสียเฟยเพื่อนเรียนรู้ทักษะด้านไฟ จัวเฟยฝานสาบานว่าจะล้างแค้นให้คงคงเอ๋อร์ แต่เมื่อเขาบังเอิญรู้ว่าเผยจิ้งจือเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเขาก็ได้ตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ขุนศึกจีนจ้างนักมายากลเพื่อสร้างความประทับใจให้อนุภริยาผู้ต่อต้าน
ช่วงปี 1920 ในปักกิ่ง กลุ่มนักเล่นกลมากความสามารถแห่กันมาอวดฝีมือเพื่อแสดงกลอมตะชั้นเลิศ
ชื่อของ Derek Yee อาจเป็นที่รู้จักจากหนังระทึกขวัญสะท้อนสังคมอย่าง 'One Nite in Mongkok', 'Protégé' และ 'Shinjuku Incident' แต่ผลงานล่าสุดของผู้กำกับและนักเขียนบทผู้มากประสบการณ์คนนี้ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Zhang Haifan ได้พิสูจน์ว่าเขาก็มีอารมณ์ขันไม่น้อย งานชิ้นนี้ยังท้าทายความคาดหมายด้วยการรวมตัวสองนักแสดงดราม่าตัวพ่ออย่าง Tony Leung และ Lau Ching Wan เข้าด้วยกัน 'The Great Magician' ของ Yee ไม่ได้เป็นละครประวัติศาสตร์แบบที่หลายคนคิด แต่กลับเป็นคอมเมดี้เฉียบคมที่เต็มไปด้วยกลลวง ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนผัน และมายากลอันน่าทึ่ง แค่โทนเรื่องก็ทำให้หนังของ Yee แตกต่างจาก 'The Illusionist' ของฮอลลีวูดที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันบ่อยๆ โดยทั้งคู่เล่าเรื่องราวของนักมายากลผู้กลับมาเพื่อทวงคืนหัวใจคนรัก Tony Leung รับบท Zhang Xian นักมายากลผู้กลับสู่ปักกิ่งยุค 1920 เพื่อตามหาความรักเก่าและช่วยเหลืออาจารย์ของเขาที่ถูกจับขังโดยแม่ทัพทรนงอย่าง General Bully Lei (Lau Ching Wan) บังเอิญว่าคนรักของเขา หลิวอิน (Zhou Xun) ถูกแม่ทัพ Lei ฉุดมาเป็นภรรยาคนที่เจ็ด แม้ Lei จะพยายามสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจทำให้หลิวอินหลงรักได้ เรื่องราวถูกเล่าผ่านมุมของทั้ง Zhang Xian และ General Lei โดย Yee ให้ความสำคัญกับทั้งสองตัวละครเท่าเทียม สร้างความบันเทิงที่ต่างรูปแบบแต่สนุกไม่แพ้กัน ฉากของ General Lei เต็มไปด้วยความฮาสุดเกินจริง ทั้งการแก่งแย่งความสนใจจากภรรยาทั้งหก (โดยเฉพาะภรรยาคนที่สามที่แสดงโดย Yan Ni) ความพยายามเอาใจหลิวอินที่ล้มเหลว หรือท่าทีดูถูกผู้ช่วยอย่าง Butler Liu (Wu Gang) ส่วนฉากของ Zhang Xian นั้นเข้มข้นด้วยการแสดงกลอันน่าทึ่งและแผนการลักพาตัว Lei เพื่อปลดปล่อยนักโทษการเมือง ทั้ง Leung และ Lau ต่างทลายภาพลักษณ์นักแสดงดราม่ามาเล่นบทคอมเมดี้ได้อย่างสนุกสนาน Lau ปล่อยพลังการแสดงเกินจริงแต่ดูน่ารัก โดยเฉพาะเมื่อพยายามเอาใจหลิวอิน ส่วน Leung ก็ยังคงความหล่อเหลาในบทนักมายากลผู้คล่องแคล่ว แม้บทนี้จะไม่ท้าทายเท่า 'In the Mood for Love' แต่เคมีระหว่าง他和 Zhou Xun ก็เรียบง่ายและอบอุ่น บทหนังที่ Yee เขียนร่วมกับทีมงานประจำ วางพล็อต转折ได้อย่างเนียนสนิท โดยเฉพาะตอนที่ Zhang และ Lei ต้องร่วมมือกัน ทำให้สองนักแสดงได้แสดง化學反應อันยอดเยี่ยม ความฉลาดหลักแหลมของ Zhang กับความหยาบกระด้างของ Lei เป็นการจับคู่ที่แปลกแต่ลงตัว ช่วงครึ่งหลังของเรื่องจึงสนุกเป็นพิเศษ แม้ช่วง climax จะเร่งรีบจนเกือบกลายเป็นตลกเฮฮา แต่การแสดงของทั้งคู่ก็ช่วยดึงอารมณ์ไว้ได้ Yee บรรจุอารมณ์ขันแบบ wink-wink คล้าย 'Let the Bullets Fly' ของ Jiang Wen แม้จะไม่ลึกเท่า แต่ก็สร้างความบันเทิงได้เต็มที่ ฉากเช่นการสั่งให้ถอยรถถังเพราะชอบด้านหลังมากกว่า ก็ย้ำว่าหนังเรื่องนี้ไม่ต้องคิดมาก แค่สนุกไปกับความป่วนของ Tony Leung และ Sean Lau ในงานปาร์ตี้เดียวกันก็พอ!
โทนี เลี่ยว ชิว แว่ (ผู้แสดงนำใน Hero, Infernal Affairs, Lust Caution, 2046) และ โจว ซุน นักแสดงหญิงผู้ทรงพลัง ร่วมนำเสนอเรื่องราวแห่งการหลอกลวงและการแสวงหาผลประโยชน์ ในยุคที่จีนกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตทั้งด้านสังคมและการเมือง นักมายากลลึกลับคนหนึ่งกลับมาบ้านเกิดหลังจากใช้ชีวิตในยุโรป เบื้องหลังคือแผนการทางการเมืองเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ชิงที่ถูกปฏิวัติในปี 1911 ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ เขาต้องตามหาความรักที่ถูกพรากไป เวทมนตร์ การแสดงละคร และการเมืองผสมผสานในเรื่องรักครั้งนี้ จนบางครั้งผู้ชมอาจรู้สึกสับสนว่าเรื่องราวกำลังวนไปมา แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เริ่มชัดเจน... หรือเปล่านะ?
ถ้าไม่คิดอะไรมาก นี่คือหนังสนุกที่ดูเพลินๆ ได้ดี อย่าเพิ่งหวังว่านี่จะเป็นเวอร์ชันเอเชียของ The Prestige หรือหนังแนวเดียวกันล่ะ จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้เป็นคอมเมดี้เบาๆ ที่มีตัวละครน่าสนใจ การแสดงดี และการกำกับก็เด่น บทหนังอาจสับสนนิดหน่อยตอนพยายามจับทางว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โดยรวมก็เชื่อมโยงกันได้ตลอดเรื่อง ผมไม่ถึงขนาดบอกว่าเป็นหนังดีเลิศหรือ 'ดี' แต่มันก็สนุกพอให้ติดตามได้สองชั่วโมง เกือบให้ 7 ดาวแล้ว แต่ขาดอะไรพิเศษที่ทำให้หนังโดดเด่นจริงๆ หกดาวคือเรตติ้ง 'ดีกว่าหนังส่วนใหญ่' ของผม ซึ่งก็ตรงกับหนังเรื่องนี้พอดี นักแสดงและตัวละครคือส่วนที่ดีที่สุดของหนังนี้ ขอปรบมือให้พวกเขา สรุปแล้วก็คุ้มค่ากับการดู
เรื่องราวในยุค 1920s ของจีน ตอนที่จีนยังไม่รวมชาติเป็นปึกแผ่น เจ้าเมืองท้องถิ่นคนหนึ่งพยายามเอาใจเมียคนใหม่ด้วยตำแหน่งและอำนาจ แต่เธอกลับไม่สนใจ เขาจึงหันมาใช้เวทมนตร์เพื่อสร้างความประทับใจ แต่ใครกันแน่ที่กำลังพยายามเอาใจใคร? และอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ใคร? นี่คือการตีความใหม่ของความขัดแย้งโบราณระหว่างเจ้าครองนครที่หวังรักษาเอกราชของตนไว้ให้นานที่สุด ปัญหาหนักใจแรกคือคำบรรยายสีขาวบนพื้นหลังขาว...?? เน็ตฟลิกซ์เอาจริงดิ?! เรามีเทคโนโลยีคำบรรยายมาเป็นสิบปีแล้ว ทำไมยังผิดพลาดแบบนี้? พลาดหลายบทสนทนาเพราะคำบรรยายอ่านยาก บางฉากก็อาศัยเทคนิคตัดต่อมากเกินไป น่าจะเน้นลูกเล่นนักมายากลให้เยอะกว่านี้! ตัวนายพลพยายามใช้เวทมนตร์ดึงดูดเมียใหม่ แต่เธอกลับเป็นผู้ชมที่วิจารณ์เก่ง นักแสดงนำคือ ตันเสี่ยวฉิว ที่เคยแสดงงานระดับมาหลายเรื่อง (แนะนำให้ไปดูผลงานอื่นของเขาดีกว่า!) กำกับโดย ตงเซ่งยี้
ภาพยนตร์ที่ผสมผสานระหว่างละครประวัติศาสตร์ เรื่องรัก และการเสียดสีสังคมแบบขำขันได้อย่างลงตัว รับรองความสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ! ที่สำคัญ เวทมนตร์ในเรื่องถูกต้องตามหลักการแสดงจริงๆ (ต่างจาก The Prestige ที่ทำผิดเพี้ยน) ทำให้นักมายากลตัวจริงต้องปลื้มปริ่ม แต่ถึงไม่มีพื้นฐานมายากลก็ดูได้เพลินๆ ด้วยพล็อตเรื่องฉลาดๆ บทพูดฮาๆ และการแสดงกายกรรมอันตระการตา ที่จะทำให้คุณยิ้มกว้างเหมือนเด็กน้อยจนเครดิตโรล! เรียกว่าเป็นหนังดีๆ แบบที่ฮอลลีวูดเลิกทำมานานแล้ว!
แม้วันครบรอบการปฏิวัติซินไฮ่ของจีนปี 1911 จะผ่านไป แต่หนังยุคโบราณที่เล่าเรื่องช่วงนี้ยังไม่หมดความนิยม ด้านผู้กำกับและเขียนบท ดีเร็ก ยี่ ยังไม่ยอมแพ้ เขายังคงสร้างความตื่นเต้นด้วยหนังแนวธริลเลอร์ที่เน้นเวทมนตร์ ต่อยอดจากแนวคิดของหนังอย่าง 'เดอะเพรสติจ' 'ดิอิลลูชั่นนิสต์' และ 'เดธดีไฟอิงแอคส์' ที่ผสมผสานความลึกลับ ความรัก และการเมืองเข้าไว้ด้วยกัน ในยุคที่จีนถูกปกครองโดยขุนศึก พร้อมกับแรงกดดันจากจักรวรรดิญี่ปุ่นที่แฝงตัวผ่านการค้าอาวุธกับขุนศึกบางกลุ่ม ด้วยทีมเขียนบทชั้นนำอย่าง หลิว เฉินหนาน และ เลา โฮเหลียง ผู้อยู่เบื้องหลังหนังดังเช่น 'Painted Skin' และ 'Bodyguards and Assassins' เรื่องราวของ 'มหาเวทมนตร์แห่งรักและอำนาจ' หมุนรอบ 'เตียเล้ง' ในบทนักเวทผู้เคยเป็นนักวิชาการ ฝึกเวทในยุโรปก่อนกลับมาจีนเพื่อตามล่าหลายเป้าหมาย ทั้งช่วยเหลืออาจารย์ของเขา (พอล ชุน) และทวงคืนความรักจากอดีตคู่หมั้น 'หญิงยิ่น' (โจวซฺวิ่น) ที่ตอนนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของขุนศึกเล่ย์ (เล่าชิงหวา) และลูกน้องผู้ชั่วร้าย (อู๋ กัง) เมื่อร่วมมือกับกลุ่มปฏิวัติที่มุ่งมั่นจะจับกุมขุนศึกเล่ย์ เตียเล้งใช้โรงละครเป็นฐานแสดงมายากล เพื่อล่อให้เป้าหมายตกหลุมพราง แผนการลักพาตัวครั้งใหญ่จึงเริ่มขึ้น แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน! จุดเด่นของหนังอยู่ที่การรวมตัวของเตียเล้งและเล่าชิงหวา ที่แปลงบทจากศัตรูมาเป็นมิตรโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อทั้งคู่ต้องร่วมมือกันเพื่อพิชิตใจ 'ภรรยาคนที่ 7' ของขุนศึกเล่ย์ หนังผสมความฮา ความรัก และเทคนิคเวทมนตร์ได้ลงตัว โดยเฉพาะเมื่อเล่าชิงหวาได้โชว์พลังการแสดงเต็มสูบ ตั้งแต่ล้อเลียนตัวเองในชุดทหารสุดเพี้ยน ไปจนถึงการเล่นบทวายร้ายที่แฝงความตลกขบขัน ส่วนเตียเล้งก็โดดเด่นในบทนักเวทผู้เปี่ยมเสน่ห์ แม้ตัวละครของเขาจะติดกับดักการเมืองภายในกลุ่มปฏิวัติที่ต้องตัดสินใจว่าจะกำจัดขุนศึกเล่ย์หรือไม่ ความซับซ้อนของแผนการ โครงสร้างตัวละครหลายมิติ และการหักมุมแบบสุดท้ายแทบไม่ทัน ทำให้หนังต้องใช้สมาธิสูงในการตามติด แต่บางส่วนก็ถูกตัดทอนไป เช่น '7 ปริศนามหัศจรรย์' ที่ถูกสรุปแบบรีบๆ ด้วยบทพูดเกี่ยวกับความเชื่อและความทะเยอทะยาน ส่วนเทคนิค CGI บาง scene อาจทำลายความน่าเชื่อถือของมายากลไปบ้าง แต่ด้วยเสน่ห์ของเตียเล้งที่ทำให้ทุกอย่างดูสมจริง แม้โจวซฺวิ่นจะได้แสดงน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสองพระเอก แต่เธอก็เปล่งประกายในฉากเปิดตัวด้วยท่วงท่าการแสดงที่สวยงาม สุดท้ายแล้ว 'มหาเวทมนตร์แห่งรักและอำนาจ' คือหนังที่รวมทุกอย่างไว้ครบ ทั้งดราม่า แอคชั่น และความเฮฮา แนะนำสำหรับคนที่ชอบแนวคิดแบบ 'Let The Bullets Fly' แบบเบาๆ พร้อมบทเพร๊าะๆ ที่คุณอาจเห็นลางบางอย่างจาก 'เดอะเอ-ทีม' แฝงอยู่!
คนรู้จักของฉันหลายคนไม่ดูหนัง 'ภาษาต่างประเทศ' เพราะไม่ชอบอ่านคำบรรยาย (พวกเขาลืมไปว่าตัวเองก็เป็นชาวต่างชาติสำหรับคนที่สร้างหนังเรื่องนี้) ซึ่งน่าเสียดายมากเพราะพวกเขาพลาดเพชรเม็ดงามอย่างเรื่องนี้ไป หนังสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ การแสดงและกำกับดีเยี่ยม แถมยังสร้างเสียงหัวเราะท้องแข็งให้ฉันได้จริง ๆ (เชื่อเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย! ฉันเป็นคนยิ้มเก่ง ไม่ใช่หัวเราะเก่ง!) อย่าพลาดเรื่องนี้เลยนะทุกคน มันคือความบันเทิงชั้นยอดที่หาดูได้ยาก
6.4

Good Kill (2014) โดรนพิฆาต ล่าพลิกโลก
5.2

Er Woo Dong Unattended Flower (2015) บุปผาเลือด
6.9

Bad Guys (2022) ล่าล้างเมือง
6.2

Inside Furioza (2025) อำมหิตครั้งใหม่
7.8

Good Heavens I’m a Goose not a Swan (2025) คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์
6.6

AKA (2023) เจ้าหน้าที่เงา
5.7

Samaritan (2022) ซามาริทัน
7

Hormones (2008) ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น
6.5

Abigail (2024)
6

Jayeshbhai Jordaar (2022)
5.8

Abang Long Fadil 3 (2022) อาบัง ลอง ฟาดิล 3
3.7

Alpha House (2014) หอแซ่บแสบยกก๊วน