
The Best Christmas Pageant Ever (2024) แก๊งเด็กซ่า ปาฏิหาริย์ละครคริสต์มาส ในส่วนของ Herdmans จะเป็นพี่น้องหกคนในเรื่องนั้นเด็กที่แย่ทุกวันอย่างไรก็ตามเพื่อรับหน้าที่จัดระบบนางงามของที่นี่ในช่วงวันหยุดอาจสอนชุมชนที่ตกตะลึงถึงการดูแลสุขภาพคริสต์มาสก็ได้

ไม่มีใครเตรียมพร้อมสำหรับความวุ่นวายและเรื่องเซอร์ไพรส์ที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มสาวหกคนผู้แสนเลวร้ายเข้ามาก่อกวนการแสดงคริสต์มาสประจำปีของเมือง
เด็กๆ ครอบครัวเฮิร์ดแมนเป็นเด็กนิสัยแย่ที่สุดในโลก พวกเขาขี้โกหก ขี้ขโมย ชอบรังแกคนอื่น แถมตอนนี้ยังมายึดเทศกาลคริสต์มาสของเมืองด้วย เกรซ (จูดี้ เกรียร์) ได้กำกับละครเป็นเรื่องแรก แต่เธอและครอบครัวกลับต้องเจอเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับคนทั้งเมืองที่อยากไล่ครอบครัวเฮิร์ดแมนให้ออกไป แต่เหล่าดาราสุดแสบในละครเรื่องนี้อาจสอนให้คนเมืองนี้เข้าใจความหมายแท้จริงของคริสต์มาส
บางคนวิจารณ์หนังเรื่องนี้ว่าเกี่ยวข้องกับศาสนามากเกินไป แต่จริงๆ ไม่เลยและคุณไม่ควรฟังพวกเขา หนังสอนให้เราใจดีกับคนที่รักยาก โดยมีแก่นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู นั่นคือสิ่งที่คริสต์มาสเป็นเรื่องราวอยู่แล้ว!!!!! หนังไม่ได้พยายามยัดเยียดให้คุณเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์แบบที่บางคนเข้าใจผิด เป็นหนังครอบครัวที่ดีไม่ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ถ้าคุณอยากดูเรื่องราวดีๆ ที่มีข้อคิด สนุกๆ นี่คือหนังสำหรับคุณ มันจะได้รับรางวัลในฮอลลีวูดมั้ย? ไม่หรอก แต่เนื้อเรื่องก็ดี บางช่วงก็น่าขบขันและซาบซึ้งใจได้บ้าง ไม่ต้องฟังคนที่ติเตียน พวกเขาน่าจะชอบหนังแบบต่อสู้เลือดนองมากกว่า
การดัดแปลงจากนวนิยายของบาร์บารา โรบินสัน กำกับโดยดัลลัส เจนกินส์ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์คริสต์มาสคลาสสิกแห่งอนาคต ด้วยบทที่สนุก ซึ้งกินใจ และเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณคริสต์มาส นำแสดงโดยจูดี้ เกียร์ นักแสดงมากฝีมือ และกลุ่มเด็กนักแสดงที่ช่วยกันสร้างเรื่องราวน่ารักให้ชีวิตชีวา สร้างความบันเทิงและความตื่นตาตื่นใจเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่องนี้โดดเด่นด้วยการสื่อสารข้อความทางศาสนาอย่างเบาสบาย มีอารมณ์ขัน ความอบอุ่น ความเอื้อเฟื้อ รวมถึงความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ที่ช่วยให้เรื่องราวซึมลึกถึงใจแม้แต่ผู้ชมที่คิดว่าตัวเองใจแข็งที่สุด เพราะหนังไม่เคยหลุดจากเป้าหมายในการมอบข้อความที่ชัดเจน สวยงาม และเป็นมิตรเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของคริสต์มาสและสิ่งที่มันเป็นมากกว่าตัวบุคคลของพระเยซู บทภาพยนตร์ที่ดีช่วยสร้างบทสนทนาที่เฉียบคม พร้อมพาผู้ชมไปสัมผัสหน้าที่ทางจิตวิญญาณ ทำให้แม้หนังจะไม่ใช่ภาพยนตร์คริสต์มาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่มันก็ทำให้คุณหัวใจละลายและยิ้มได้อย่างแน่นอน ความสำเร็จนี้ทำให้หนังรู้สึกเหมือนกิจกรรมครอบครัวในวันคริสต์มาส และชวนให้คุณมาดูร่วมกันอย่างอบอุ่นโดยไม่มีขีดจำกัด การดัดแปลงครั้งนี้ยังคงรักษาจิตวิญญาณของนวนิยายต้นฉบับไว้ได้อย่างครบถ้วน และแปลงโฉมเป็นหนังที่ดูมีประสิทธิภาพ เป็นพลังบวก น่ารัก และเหมาะเป็นกิจกรรมครอบครัวในช่วงสิ้นปี ภาพยนตร์ที่เติมเต็มความรู้สึกดี ๆ ทำให้เรามีช่วงเวลาอันสุขใจ และอาจหยดน้ำตาได้บ้างจากฉากที่อ่อนโยนและประทับใจ ซึ่งเชื่อมโยงเรากับการผจญภัยที่ไร้เดียงสา แต่จริงจังและกล้าหาญเกี่ยวกับครอบครัว ความเชื่อ และพลังแห่งศรัทธาที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครแมรี ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูและน่าประทับใจอย่างยิ่ง
เบธ: "ทุกอย่างกำลังพังทลาย" เกรซ: "ฉันไม่แน่ใจว่ามันเคยรวมตัวกันมาก่อนหรือเปล่า" และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวายรอบการแสดงฉากคริสต์มาสประจำปี ที่การวางแผนยุ่งยากไม่แพ้การซ้อมรบทางทหารขนาดย่อม ภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังสือเด็กชื่อ 'The Best Christmas Pageant Ever' ซึ่งตรงตามชื่อเรื่องทุกประการ อย่างน้อยสำหรับฉันที่คิดว่านี่คือภาพยนตร์คริสต์มาสที่ดีที่สุดในรอบหลายปี ความตลกและดราม่าเดินเคียงข้างกัน เมื่อเกรซ (จูดี กรีร์) ต้องรับหน้าที่ดูแลการแสดงแทนผู้กำกับเดิมที่ป่วยลง เกรซเป็นคนดีที่สะท้อนคุณธรรมแบบคริสเตียน แต่ความดีของเธอจะถูกทดสอบสุดขีดเมื่อเด็กๆ ตระกูลเฮิร์ดแมน กลุ่มเด็กเกเรจอมวุ่นชักแม่น้ำทั้งห้า ที่มีชื่อเสียงในความดื้อด้านและบางครั้งก็ทำลายข้าวของ ปรากฏตัวขึ้น แม้เกรซจะอยากให้พวกเขาได้บทสำคัญเพราะขาดอาสาสมัคร แต่คนในเมืองส่วนใหญ่ แม้แต่ลูกๆ ของเธอ ต่างปฏิเสธครอบครัวสุดอื้อฉาวนี้ นี่คือจุดเริ่มต้นของแก่นเรื่องหลักในละครซิตคอมแนวศาสนาที่สอนการยอมรับผู้ที่แตกต่างจากเรา ขณะที่เกรซใช้ทักษะการบริหารคนและละครเพื่อให้การแสดงสำเร็จลุล่วง ผู้คนก็เริ่มเห็นคุณค่าของการฟังเสียงท้าทายจากพวกเฮิร์ดแมน ที่ไม่เพียงทำลายธรรมเนียมเดิมๆ แต่ยังตั้งคำถามกับความเชื่อแบบเดิม เช่น การเล่าเรื่องนักปราชญ์สามท่านที่มอบของขวัญไม่ตรงความต้องการให้ครอบครัวยากจน จนคำตอบสุดท้ายคือการมอบ 'แฮม' ที่สะท้อนคุณค่าที่พวกเฮิร์ดแมนมอบให้เมืองแห่งนี้ผ่านการท้าทายบรรทัดฐานเก่าๆ ในพระคัมภีร์ ผมขอเชิญชวนให้ทุกคนลองดู 'The Best Christmas Pageant Ever' โดยแดลลัส เจนกินส์ แม้ปกติผมจะชอบหนังตั้งแต่ 'It's a Wonderful Life' ถึง 'Bad Santa' ไม่ค่อยสนงานแนวศาสนา แต่ก็ต้องยอมรับในคุณภาพของ Angel Studios ผู้ผลิต 'Sound of Freedom', 'Cabrini', 'Bonhoeffer' และล่าสุดจาก Kingdom Story Company ที่สร้างผลงานคริสต์มาสชิ้นนี้ขึ้นมา บางครั้งการเปิดใจลองสิ่งใหม่ก็พบกับความประทับใจได้ สุขสันต์วันคริสต์มาส!
ช่วงชั่วโมงแรกดูแล้วรู้สึกไม่ชอบเลย หนังพยายามเลียนแบบบรรยากาศแบบ 'Christmas Story' แต่ล้มเหลวในการเรียกความทรงจำดีๆ แถมมุขฮ่าห์ก็ไม่ติดสักนิด ทุกอย่างดูฝืนๆ และขาดอารมณ์จริงๆ ตัวละครเด็กเกเรที่ควรมีเบื้องหลังบางอย่าง กลับดูแบนราบหมด ส่วนตอนเตรียมงานฉายก็เต็มไปด้วยช่องโหว่ในเนื้อเรื่อง แต่พอเข้าสู่ช่วงเล่าเรื่องคริสต์มาสใหม่ ต้องยอมรับว่าความรู้สึกถูกกระตุ้นจริงๆ มีสาระคริสต์มาสที่แทรกขึ้นมาจากการผลิตที่ดราม่าเกินพอดี ถ้าปิดไปตอนครึ่งชั่วโมงแรกที่อยากทำมาน่าจะให้ 2 คะแนน แต่ส่วนสุดท้ายดันดีจนกระเตื้องขึ้นมาเป็น 7!
ให้ไป 9/10 เลยครับ! อยากให้ทุกคนรู้ก่อนว่านี่ไม่ใช่คะแนน 9 เต็ม 10 แบบทั่วไป แต่เป็นคะแนนที่วัดจาก 'การสื่อความหมายของคริสต์มาส' แบบถ้านับว่า 'ชีวิตนี้วิเศษสุด' (It's a Wonderful Life) คือ 10 คะแนนล่ะก็ 'The Best Christmas Pageant Ever' นี้สมควรได้ 9/10 จริงๆ ผมไม่ได้พูดแบบไม่คิดนะ ไม่ใช่ๆ...เป็นเวลานานมากแล้วที่ได้ดูหนังที่จับจิตวิญญาณแท้จริงของคริสต์มาสได้แบบนี้ มันคือความรู้สึกที่ทำให้คุณอยากเป็นคนที่ดีขึ้น และเชื่อในความเปลี่ยนแปลงของคนอื่น แบบนี้หายากมาก แต่หนังเรื่องนี้ทำได้แบบสุดๆ! แม้จะเป็นหนังคริสเตียน แต่ไม่มีการสอนศาสนาแบบยัดเยียดเลย เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ดูจบแล้วอยากพัฒนาตัวเองทันที สำหรับหนังครอบครัวคริสต์มาส ขอชมเลย...สุดยอด!
หลายทศวรรษที่ผ่านมา หนังวันหยุดในสังคมเราเปลี่ยนจาก 'MIRACLE ON 34TH STREET' (ที่ติดลิสต์ภาพยนตร์สุดโปรดของฉันใน IMDb) เป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้สูตรสำเร็จที่อ้างว่าเป็นภาพยนตร์คริสต์มาส แต่ถูกลืมตั้งแต่เครดิตจบ ส่วนใหญ่พูดสำเนียงแคนาดาแบบน่าสงสัย โชคดีที่ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังที่ถึงจะไม่ใหม่แต่ตรงประเด็น มีบทเจ๋ง การแสดงเด็ด และตราตรึงใจ นี่แหละหนังคริสต์มาสที่ควรเป็น! แม้รู้ว่าหนังแบบนี้จะมีน้อย แต่ขอให้มีแบบนี้ต่อไป ((ผู้รีวิวนี้ได้การรับรอง 'IMDb Top Reviewer' ดูลิสต์แนะนำภาพยนตร์ 167+ เรื่องที่ใกล้ถึงความสมบูรณ์แบบ (รวมอนิเมะและมินิซีรีส์) ที่ควรดูซ้ำได้ไม่เบื่อได้ที่ '167+ Nearly-Perfect Movies (with the occasional Anime or TV miniseries) you can/should see again and again (1932 to the present)'))
ตอนเด็กๆ ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนามากขนาดนี้ ฉันไม่ใช่เด็กที่ไปโบสถ์ แต่ก็รู้จักคนที่ไป เมื่อปีที่แล้วถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้งละครเพลง หนังสือภาคต่อ และละครทีวีปี 1983 ฉันไม่ค่อยชอบเนื้อหาที่เน้น 'ความเชื่อ' เท่าไร (ถึงจะดูหลายเรื่องไปหน่อย) แต่พอรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้ ก็ตัดสินใจเปิดใจทันที นี่ไม่ใช่แค่การดัดแปลงที่ซื่อตรงกับต้นฉบับ แต่ยังต่อยอดได้อย่างงดงาม มีสามจุดที่ฉันประทับใจ และทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องไปดู 'The Chosen' ให้วุ่นวาย เพราะผู้กำกับ Dallas Jenkins สร้างภาพยนตร์คริสต์มาสที่ดีที่สุดในรอบปีนี้เลยละ ไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่าเรื่องนี้กำลัง 'สอนศาสนา' แต่เป็นการเล่าเรื่องกำเนิดพระเยซูผ่านมุมมองของเด็กๆ ตระกูล Herdman (เด็กแสบที่สุดในประวัติศาสตร์) ที่ทั้งสะเทือนใจและชวนคิด แม้แต่คนนอกศาสนาก็รับได้ จุดเด่นอยู่ที่นักแสดงเด็ก โดยเฉพาะ Beatrice Schneider ในบท Imogene พี่สาวใหญ่ที่ต้องดูแลน้องห้าคคน พ่อของพวกเขาหายตัวไป แม่ทำงานกะดึก เธอต้องโตก่อนวัย ฉากที่พ่อของเบธ (ตัวเอก) นำแฮมไปให้ครอบครัว Herdman ทำให้เห็นว่าเด็กๆ พวกนี้ไม่ใช่คนเลวไปซะทุกอย่าง การไม่ระบุช่วงเวลาที่แน่ชัดทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา The Best Christmas Pageant Ever คือสิ่งที่ฉันตามหามานาน ภาพยนตร์ 'ความเชื่อ' ที่ไม่เหลือรสขมในปาก นี่คือคลาสสิกวันหยุดที่ฉันจะกลับมาดูทุกปีแน่นอน!
ฉันลองหาดูใน IMDB หวังว่าจะเจอภาพยนตร์คริสต์มาสใหม่ๆ ไว้ดูทุกปี พอได้อ่านรีวิวก็สนใจเรื่อง The Best Christmas Pageant Ever ทันที เลยชวนภรรยาไปดูที่โรงหนังประจำของเราเพื่อทดสอบสัญชาตญาณ ต้องชมว่าทีมเขียนบทตั้งใจแนะนำตัวละครแต่ละตัวจนเรารู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในเรื่อง แน่นอนว่ามีกลุ่มเด็กๆ ที่ชอบรังแกคนอื่นให้รู้สึกหวาดระแวงอยู่เสมอ แต่เมื่อเรื่องราวคืบหน้า เราไม่เพียงรู้สึกสงสารเด็กที่ถูกรังแก แต่ยังอยากรู้ด้วยว่าเหตุใดเด็กเกเรถึงได้ใจร้ายขนาดนั้น ลองเปิดใจให้หนังเรื่องนี้ดูครับ เราและภรรยาทำแบบนั้น ตอนนี้มันติดลิสต์ต้องดูทุกปีไปแล้ว 👏👏
หนังเรื่องนี้ทั้งตลกและอบอุ่นใจมาก ฉันและครอบครัวไปดูที่โรงภาพยนตร์และสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นหนังที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัวจริงๆ ดัลลาส เจนกินส์ ทำได้เยี่ยมมากทั้งการกำกับและจัดวางทุกอย่าง แถมยังมีนักแสดงจาก 'เดอะ โชเซ่น' มาร่วมแสดงด้วย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่เราชอบมากเพราะเคยดู 'เดอะ โชเซ่น' มาแล้ว ทั้งนักแสดงเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็แสดงได้ดีมาก ต้องยอมรับว่าเรายังไม่ได้อ่านหนังสือ แต่หนังทำให้เราอยากอ่านมากขึ้น เราไปดูแบบไม่รู้เรื่องมาก่อน และมันน่าประทับใจมาก เราจะกลับไปดูอีกครั้งที่โรงภาพยนตร์ และแนะนำให้ทุกคนไปดูเลย
สิ่งที่ชอบ: ความน่ารักที่เคลื่อนไหวได้ดี พัฒนาเรื่องเร็ว ตลกและอบอุ่นใจ การแสดงดีเยี่ยม สมจริงพร้อมความทันสมัย ข้อความยังทรงพลังเหมือนเดิม สรุป: ตัวอย่างหนังทำให้ดูเหมือนการย้อนกลับไปยุคสมัยที่เรียบง่ายก่อนอินเทอร์เน็ตจะเฟื่องฟู หนังรีเมคเรื่องนี้คือตัวอย่างการนำประวัติศาสตร์มาปรับให้เข้ากับปัจจุบัน โดยยังคงความอบอุ่นของเรื่องราวผจญภัยที่หลายคนคุ้นเคย ไม่ได้หวือหวา หรือทันสมัยสุดขีด แต่ให้ความรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตในเมืองเล็กที่ยึดติดกับประเพณี ไม่ว่าจุดประสงค์เดิมจะเป็นอย่างไร หนังให้ผู้เล่าเรื่องพาเราเดินทาง คล้ายรายการพิเศษทางทีวี ที่มีนักเล่าเรื่องเก่งมาดึงคุณเข้าไปในเรื่อง อารมณ์ขันอยู่ที่ความเกี่ยวข้องและจังหวะเวลา ทำให้ผู้ชมรอบตัวขำไม่หยุด โดยไม่ต้องพึ่งคำคมหรือบทพูดเจ๋งๆ โทนสมจริงช่วยให้หนังอยู่ในหมวดซิตคอมน่ารักๆ และสร้างอารมณ์สะเทือนใจได้มากกว่าภาพยนตร์แนว Hallmark ที่ดูเทียมๆ ใจสำคัญอยู่ที่ข้อความทรงพลังของหนังที่สื่อถึงจิตวิญญาณคริสต์มาสอย่างจริงใจและเหมาะกับเทศกาลนี้มาก ส่วนการแสดงนั้น ทุกคนทำได้ดี ทำให้ชุมชนที่มีตัวละครหลากหลายคล้ายชุมชนที่เราเคยอยู่จริง สิ่งที่ไม่ชอบ: พูดสอนมากเกินไป การพัฒนาตัวละครไม่สมบูรณ์ เรียบง่ายเกินไป คาดเดาได้ ขาดความละเอียดลึกซึ้ง ตัวละครมากเกินในเวลาที่จำกัด สรุป: หนังยังมีจุดอ่อนตามคาดในหนังดราม่าแนวนี้ บางช่วงพูดสอนศาสนามากเกิน ไปถึงขั้นอ้างคำสอนจากพระคัมภีร์จนดูเป็นแบบฮอลลีวูดเกินไป ความเรียบง่ายอาจเหมาะกับกลุ่มครอบครัว แต่คนที่ต้องการความลึกอาจรู้สึกเบื่อ และคิดว่าน่าจะเหมาะกับงานปล่อยตรงสู่สตรีมมากกว่า โครงเรื่องที่คาดเดาได้เหมาะสำหรับดูในครอบครัว แต่ขาดการพัฒนาตัวละครและ immersion ที่ลึกพอ รู้สึกว่ามีตัวละครมากเกินจนไม่มีเวลาลงลึกหรือสร้างการพัฒนาไปสู่จุด climax อย่างค่อยเป็นค่อยไป เรียบง่ายเกินไปจนเหมือนถูกตัดทอนให้เหลือแค่ส่วนสรุปตอนจบ นี่อาจเป็นสไตล์หนังศาสนา แต่ผู้เขียนอยากได้การเล่าเรื่องมากขึ้นในข้อความดีๆ ที่ซ่อนอยู่ สรุป verdict: The Best Christmas Pageant Ever คือหนังรีเมคที่คงโครงสร้างเดิมแต่ไม่ใช่ก็อปปี้ที่ไร้จิตวิญญาณ เป็นผลงานน่ารักที่สอนความหมายวันหยุดผ่านความคลาสสิก สนุก และอบอุ่น โดยไม่ยัดเยียดการแสดงหรือมุขเก่าๆ ความสมจริงและอบอุ่นช่วยให้หนังน่าดู พร้อมความสวยงามระดับหนังใหญ่แต่ไม่ทำลายจุดประสงค์หลัก อย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายของหนังก็เป็นข้อจำกัดด้านความแปลกใหม่และจุดว้าวที่คนอาจคาดหวัง เวลาที่สั้นอาจทำให้ดูจบเร็ว แต่การเล่าเรื่องจึงขาดการพัฒนาตัวละคร ลำดับเหตุการณ์ที่ค่อยๆ สร้าง tension และจุดจบที่ดู平平无奇 บางช่วงรู้สึกเหมือนหนัง Hallmark งบใหญ่ คนชอบแนวนี้ควรมาดู (เหมาะมากสำหรับกลุ่มเยาวชน) จากทั้งหมดนี้ ให้คะแนน: Adventure/Comedy/Drama/: 7.0 Movie Overall: 6.0
ตอนเด็กๆ ฉันรักหนังสือเล่มนี้มาก และเวอร์ชั่นทีวีกับ Loretta Swit ก็เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดช่วงคริสต์มาส พอรู้ว่าจะรีเมคใหม่ ฉันตื่นเต้นมาก แต่สุดท้ายกลับดูแทบไม่ไหว เนื้อเรื่องถูกยืดเยื้อเกินไป การแสดงเกินจริงแบบฉูดฉาด เอกลักษณ์อบอุ่นของต้นฉบับหายเกลี้ยง ปัญหาหลักของเวอร์ชั่นนี้คือการพยายามตลกจนเสียอารมณ์จริงใจของเรื่องเดิม ตัวละครดูเหมือนตัวการ์ตูนมากกว่าคนจริงๆ ทำให้ไม่มีอะไรให้เข้าถึง พี่น้อง Herdmans ที่ควรดูหยาบแต่มีเสน่ห์ กลับดูเหมือนตัวร้ายการ์ตูน เด็กๆ ที่น่าซนน่ารักในหนังสือ ถูกทำให้เป็นตัวปัญหาหน้าตาย ไม่เหลือความลึกซึ้งที่ทำให้การเดินเรื่องมีค่าในหนังสือ พิษสงอีกอย่างคือการดำเนินเรื่องช้าและน่าเบื่อ จนแม้แต่ช่วง emotional ก็ดูเนือยและไม่สมเหตุสมผล ฉากสำคัญๆ ถูกยืดหรือเล่นเกินจนหมดความประทับใจ แทนที่จะดึงคนดูเข้าเรื่อง กลับทำให้อยากนับเวลารอให้จบ ส่วนงานออกแบบก็ไม่ช่วย เวอร์ชั่นทีวีเดิมมีบรรยากาศอบอุ่นแบบเมืองเล็กที่เข้ากับเรื่อง แต่รีเมคนี้กลับดูเรียบเฉยเกินไป ชุดแสดงเหมือนละครโรงเรียนที่ไม่ใส่ใจ ดูเหมือนทีมงานไม่เชื่อในเนื้อเรื่องเดิม เลยเติมลูกเล่นพิเรนจนเรื่องเสียอารมณ์ โดยรวมแล้วนี่คือการรีเมคที่พลาดทุกอย่าง ขาดความอบอุ่น ความฉลาด และเสน่ห์ที่ทำให้ต้นฉบับเป็นคลาสสิกที่น่าจดจำ น่าเสียดายที่เรื่องดีๆ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ลืมได้ไม่ยาก
เรื่องราวซาบซึ้งนี้ให้ความรู้สึกคล้ายหนังคริสต์มาสคลาสสิก มีช่วงเวลาสะเทือนใจและมุกตลกบ้าง เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวแท้จริงของคริสต์มาสผ่านการแสดงละครเวทีเรื่องการประสูติของพระเยซู—ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ความคิดเห็นผู้ชมหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นบวก! สำหรับคนอเมริกัน เรื่องราวคริสเตียนอาจดึงดูดใจ แต่ถ้าไม่สนใจศาสนา คุณอาจชอบมิตรภาพเด็กๆ ในโรงเรียน การเลี้ยงลูก และการต่อสู้กับอคติของบางคน อย่างไรก็ตาม มีบางช่วงที่ดูเหมือน 'หนัง Lifetime' จนต้องส่ายหัว โดยเฉพาะการแสดงภาพยุค 70 แบบครีมชีสเกินไป อยากให้มีความสมจริงแบบหนัง Coda (2022) หรือ The Wild Robot (2024) ที่ให้ความรู้สึก 'จริงใจ' จนน่าประทับใจเต็มสิบ ส่วนเรื่องนี้ให้ 8/10 เชื่อว่าหลายครอบครัวจะสนุกและอบอุ่นด้วยกัน ดูในโรงก็ดี แต่ดูที่บ้านก็เพลินไม่น้อย
หนังเรื่องนี้เริ่มต้นค่อนข้างช้าและบางช่วงรู้สึกยืดเยื้อ โดยเฉพาะตอนที่แม่พยายามสอนเด็กๆ ซึ่งถึงเราจะเข้าใจเหตุผลของตัวละคร แต่ผู้ชมส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จนรู้สึกเหมือนเป็นส่วนที่ทำมาเพื่อเด็กเล็กๆ ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเป็นหนังคริสต์มาสอยู่แล้ว ส่วนความตลกโดยรวมก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เราเห็นว่าพวกเขาพยายามทำอะไรแต่สำหรับเรามันไม่เวิร์กเท่านั้น แถมบางครั้งการแสดงก็ไม่ดีเท่าที่ควร และบางฉากรู้สึกอึดอัด พูดถึงข้อเสียไปแล้วก็ถึงเวลาชมข้อดี ซึ่งมีเพียบ! สาระสำคัญของเรื่องทรงพลังและกินใจมาก ผู้ชมเชื่อมโยงกับสิ่งที่หนังนำเสนอได้จริง แม้ตระกูลเฮอร์แมนส์จะดูน่ากลัวแต่เราก็เข้าใจความรู้สึกและเห็นใจความยากลำบากในชีวิตพวกเขาได้ เราเห็นถึงเวทนาคริสต์มาสและแนวคิดทางศาสนาที่สอดแทรกได้ชัดเจน อยากเห็นเบื้องหลังของตระกูลเฮอร์แมนส์เพิ่มอีกนิดน่าจะทำให้ตัวละครน่าสนใจขึ้น ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้ให้คะแนนสูงกว่านี้เพราะเราว่ามันยังเทียบชั้นหนังคริสต์มาสคลาสสิกไม่ได้ แต่ถ้าปรับปรุงบางจุดก็อาจเป็นหนังที่คนจดจำไปตลอดชีวิต
Wicked Part I วิคเค็ด (2024)
7.3

The Real Charlie Chaplin (2021)