
High Tension (2003) สับ สับ สับ มารีและอเล็กซ์สองเพื่อนรักที่เดินทางไปพักผ่อนที่แถบชานเมืองอันสงบสุขของฝรั่งเศสซึ่งที่นั่นเป็นบ้านของครอบครัวอเล็กซ์นั่นเอง ขณะที่ทุกคนนอนหลับอย่างสบายจู่ๆก็มีรถของชายแปลกหน้ามาจอดที่หน้าบ้านทันทีมันก้าวเข้ามาในบ้านทุกอย่างกลายเป็นสีเลือด มันฆ่า มันเฉือด มันสับ ทุกๆคนที่มันเห็นทุกๆคนในครอบครัวของอเล็กซ์ไม่เว้นแม้แต่เด็กตัวเล็กๆและมันยังจับอเล็กซ์ใส่ท้ายรถไปด้วย มารีที่แอบหลบซ่อนอยู่จึงหาทางขอความช่วยเหลือพร้อมทั้งขับรถตามไอ้ฆาตกรชั่วไปด้วยเพื่อหวังว่าจะมีโอกาสช่วยชีวิตอเล็กซ์ก่อนที่มันจะฆ่าเพื่อนของเธอภาพยนตร์ที่กล่าวขวัญเป็นหนังที่โหด ฆ่า เชือด สับ ที่ดูแล้วกดดันสุดๆ !!!

มารีและอเล็กเซีย เพื่อนสนิทตัดสินใจไปพักผ่อนวันหยุดที่บ้านไร่ห่างไกลของครอบครัวอเล็กเซีย แต่พอมาถึงค่ำคืนแรก การพักผ่อนในฝันกลับกลายเป็นคืนสยองที่ไม่มีวันจบสิ้น
มารีและอเล็กเซีย เพื่อนสนิทตัดสินใจไปพักผ่อนวันหยุดที่บ้านไร่ห่างไกลของครอบครัวอเล็กเซีย แต่พอมาถึงค่ำคืนแรก การพักผ่อนในฝันกลับกลายเป็นคืนสยองที่ไม่มีวันจบสิ้น
อย่างที่หลายคนรีวิวไว้ หนังสลasherแบบฆ่าล้างบางเรื่องนี้ทำได้ดีสุดๆ เลยจริงๆ โดยเฉพาะในรอบหลายปีมานี้ ทั้งเลือดสาดเต็มแผ่น งานเมคอัพและเอฟเฟกต์สุดเจ๋ง รวมถึงวิธีฆ่าตัวละครที่สร้างสรรค์จนน่าตกใจ แต่สิ่งที่ตามมาคือพลอตทวิสต์ที่โง่สุดๆ ไม่เพียงทำลายอารมณ์หนัง แต่ยังทำให้บทหนังดูไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้าดูรอบสองจะเห็นว่าการเล่าเรื่องรอบพลอตนี้ทำได้ดี มีคำใบ้เล็กๆ และ细节น่าขยะแขยงให้สังเกต แต่ทั้งหมดนี่ไม่คุ้มค่าเลย ถ้าไม่มีพลอตทวิสต์ หนังเรื่องนี้น่าจะได้ 9 เต็ม 10 จากผม แต่สุดท้ายก็ได้แค่ 6 เพราะไอเดียโง่ๆ ที่เติมมาแบบไม่มีเหตุผล
...และใบหน้าที่ถูกเชือด คอที่ขาดวิ่น มือที่ถูกตัด แขน ขา หลัง หน้าท้อง หน้าอก รวมถึงศีรษะที่หลุดลอย...ทุกส่วนที่ทำให้เลือดไหลได้ จะต้องไหลจนหมดในหนังเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเลือดนองเต็มแผ่น! High Tension หรืออีกชื่อว่า Switchblade Romance (ชื่อนี้เจ๋งกว่า!) คือหนังสยองขวัญที่สุดยอดที่สุดที่ฉันได้ดูในโรงมาตลอดหลายปี หลังจากที่ฟังคำเชียร์มานับไม่ถ้วนว่า 'นี่คือหนังที่แฟนสยองขวัญรอคอย' แต่กลับต้องผิดหวังกับ Cabin Fever, The Ring, Malevolence, Darkness, The Grudge และอีกมากมาย คราวนี้ฉันยืนยันเต็มเสียงว่า Switchblade Romance คือคำตอบที่แท้จริง! นี่คือหนังที่โหด ไร้ความปราณี ไม่มีมุขตลก และไม่ยอมให้หยุดหายใจเลยสักนิด เปรียบเส่งการ致敬หนังสแลชเชอร์คลาสสิกยุค 70 แต่กลับทำได้ดีกว่าเกือบทุกเรื่องที่มันอ้างอิง! ฆาตกรในเรื่องนี้คือมนุษย์ที่ตามจี้ไม่หยุด แถมยังน่าสนใจกว่า Jason หรือ Michael Myers ในยุคนี้ เพราะเขาทำให้เราเห็นว่าเขาเป็นมนุษย์จริงๆ ผ่านการตัดสินใจที่เฉียบขาดและวิธีการไล่ล่าที่มีตรรกะ น่ากลัวจนหนีไม่พ้น! อาวุธในเรื่องก็จัดเต็มสมเป็นหนังสแลชเชอร์ดีๆ มีทั้งมีดโกน มีดเชือด ปืนลูกซอง ขวาน และเครื่องเลื่อยไฟฟ้าที่ทำให้คิดถึง Texas Chainsaw Massacre ทุกองค์ประกอบในหนังลงตัวหมด! เนื้อเรื่องเรียบง่ายแต่ได้ใจ นักแสดงแม้จะพากย์บางส่วนก็ทำได้ดี (ถ้าสังเกตดีๆ ว่าใครพูดฝรั่งเศส ใครถูกพากย์ จะเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น) การถ่ายทำดูศิลปะแบบหนังจีอัลลี เลือดสาดสไตล์โหดสยอง การออกแบบเสียงน่าทึ่ง และความตึงเครียดที่แทบไม่ลดละ! ฉากเปิดตัวฆาตกรและเหตุการณ์สังหารในบ้านจะถูกจดจำว่าเป็นคลาสสิกแห่งวงการ ฉันเปรียบความโหดเหี้ยมและสมจริงของมันได้เทียบเท่าฉากคลาสสิกใน 'Audition' เลยล่ะ! ต้องชมนักแสดงด้วย แม้บทพูดจะน้อย แต่ทุกบทก็ช่วยสร้างตัวละครได้ดีกว่าหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ ที่สำคัญ เรากังวลกับทุกตัวละคร แม้แต่คนที่พูดน้อย เพราะสถานการณ์ดูสมจริงและการแสดงก็เข้มข้น ซีซีล เดอ ฟรานซ์ ใช้ร่างกายสื่อสารความกลัวได้สุดยอด ทั้งสีหน้า ท่าทาง ลมหายใจ ส่วนตัวละครของไมเวนน์ที่ต้องทนทุกข์ ก็สื่อออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แม้จะถูกปิดปากอยู่เกือบทั้งเรื่อง! และแล้ว...เรื่องตอนจบ! หยุดบ่นได้แล้ว! ตอนจบของเรื่องนี้เจ๋งมาก เพราะมันไม่เพียงแต่เปลี่ยนหนังเลือดสาดธรรมดาๆ ให้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังทิ้งคำถามให้คิดต่อ (ไม่อยากสปอยล์) ถ้าดูดีๆ และใช้สมองคิดตาม มันก็สมเหตุสมผล! ฉันสงสัยว่าทวิสต์นี้อาจเป็นมุกตลกแบบฝรั่งเศสที่ผู้กำกับอยากทดสอบว่าเราชาวอเมริกันที่ติดหนังบู๊ฤดูร้อนจะตามทันไหม ว่ามันเป็นไปได้โดยไม่ต้องอธิบาย! 8/10 คะแนน ซึ่งดีกว่าหนังสยองขวัญอื่นในรอบทศวรรษ! สิ่งที่ทำให้มันไม่ถึง 10 คือความตื่นเต้นที่ลดลงในบางจุด แต่ด้วยความเข้มข้นและความโหดที่คุมอารมณ์ได้ 80% ของหนัง ก็ถือว่าน้อยมาก! ถ้าคุณชอบหนังสยองขวัญ ต้องดูให้ได้!
หนังสยองขวัญ 'Haute Tension' เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำให้ฉันประทับใจที่สุดในรอบหลายปี เรื่องนี้โหดเหี้ยมและน่าตกใจอย่างเหมาะสม โดยไม่ใช้สูตรสำเร็จแบบหนังสยองขวัญผสมแอ็คชั่นหรือมุขตลกแบบที่เห็นกันบ่อยในยุคหลัง การดำเนินเรื่องเข้มข้น เร้าอารมณ์ และสร้างบรรยากาศความตึงเครียดได้ดีจนถึงจุดพีค โดยไม่ยืดเยื้อจนน่าเบื่อ น่าประหลาดใจที่หนังฝรั่งเศสกลับเป็นผู้ปลุกปั้นแนวสยองขวัญให้สดใหม่อีกครั้ง ในขณะที่ฮอลลีวูดยังติดหล่มกับสูตรเดิมๆ (ถึงบางคนจะเรียกมันว่า 'จิตวิทยาสยอง' ก็ตาม) เนื้อเรื่องติดตามสองสาวนักศึกษา ที่ไปพักผ่อนที่บ้านครอบครัวของหนึ่งใน她们 ทุกอย่างเปลี่ยนเป็น кошмар เมื่อชายปริศนาในชุดช่างขับรถบรรทุกเก่า (คล้ายกับใน 'Jeppers Creepers') บุกเข้ามาสังหารทุกคนอย่างโหดเหี้ยม พร้อมลักพาตัวหนึ่งใน她们 ส่วนอีกสาวต้องตามล่าฆาตกรเพื่อช่วยเพื่อนซี้ ผู้กำกับ Alexander Aja ไม่ได้ทำแค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ แต่สร้างฉากความตายที่สะเทือนขวัญและโหดร้ายแบบไม่มีละลาย ไร้ซึ่งมุขฮาหรือการผ่อนคลายความตึงเครียด เลือดสาดกระฉูดจนเปื้อนเลนส์กล้อง! ความน่าสะพรึงและการไล่ล่าที่ไม่หยุดพัก ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรต PG-13 ที่พยายามลอกเลียนแบบ 'สกรีม' อย่างชัดเจน เวส เครเวน ถึงขั้นชื่นชอบ 'Haute Tension' หลังดูที่ Sundance จนเลือกให้ Aja มาทำรีเมค 'The Hills Have Eyes' พร้อมให้อิสระเต็มที่ เพราะเขาเชื่อว่า Aja คือ 'อนาคตของวงการสยองขวัญ' ส่วนจุดพลิกผันในเรื่องอาจทำให้คุณได้ลุ้นหรือสะดุดบ้าง แต่มันก็เข้ากับโทนหนังได้ดี การแสดงของ Cecile de France, Maewenn และนักแสดงรับบทฆาตกรก็สมบทบาทอย่างลงตัว สรุปแล้วนี่คือหนังฝรั่งเศสที่ควรได้ฉายในโรงใหญ่ของอเมริกา และเป็นต้องดูสำหรับคอหนังสยองขวัญทั่วโลกที่ไม่ยอมลดมาตรฐานกับหนังกลางๆ อีกต่อไป
ชื่อหนังฝรั่งเศสสยองขวัญสุดระทึกเรื่องนี้แปลตรงตัวว่า 'High Tension' และคนดูส่วนใหญ่ยืนยันว่าชื่อนี้ตรงตัวสุดๆ! ถ้าพูดแบบบ้านๆ ‘Switchblade Romance’ (ชื่อในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ) คือหนังที่เติมเต็มความมันส์ด้วยอะดรีนาลีนแบบฉีดเต็มเส้น หนังเลือกทิ้งเนื้อหาลึกซึ้งเพื่อเน้นสร้างความตึงเครียดระทึกใจจนหัวใจเต้นรัวแบบไม่วางตา ไม่ต้องพูดถึงฉากสยองโหดระดับเลือดสาดที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้ดีขึ้นไปอีก! ยุคนี้มีหนังสยองนอกกระแสจากต่างประเทศและอินดี้คุณภาพมากมาย เช่น ‘May’, ‘Dog Soldiers’ และ ‘Sleepless’ แต่ ‘Switchblade Romance’ ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังเลือดสาดที่ยืนแถวหน้าได้อย่างสง่าผ่าเผย เรื่องราวตามติดสองสาวเพื่อนซี้ ‘อเล็กซ์’ และ ‘มารี’ ที่ไปพักบ้านพ่อแม่ต่างจังหวัด แต่ทุกอย่างพังทลายเมื่อมีชายแปลกหน้าแอบบุกเข้าไปในบ้านและสังหารครอบครัวอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นทั้งคู่ต้องฝ่าอันตรายสารพัดเพื่อเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือฆาตกร! หนังถ่ายทำได้สไตล์จนหลายคนยกให้เป็นหนังแนว ‘Giallo’ (หนังสืบสวนสยองอิตาลี) แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่! สไตล์ของหนังใกล้เคียง ‘Texas Chainsaw Massacre’ มากกว่า แถมยังมีฉากอ้างอิงหนังคลาสสิกยุค 70s ตรงช่วงคลายปมให้เห็นชัด ส่วนระดับความโหดนั้นจัดเต็มจนคนใจไม่สู้ต้องหลับตารอด! อาวุธในเรื่องก็มีให้เลือกสรรทั้งมีดสปริง บ่วงลวดหนาม ปืนหลายแบบ ขวาน และสุดโหดอย่าง ‘เลื่อยยนต์’ ที่ทำให้ฉากหนึ่งในนี้กลายเป็นฉากเลื่อยยนต์โหดที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไปเลย! นอกจากความสยอง หนังยังโดดเด่นเรื่องเพลงประกอบที่สร้างบรรยากาศได้เหมาะเจาะ บางช่วงใช้เพลงแนวลึกลับคล้ายเพลงกล่อมเด็กที่เข้ากับสไตล์ภาพ พร้อมฉากใช้เพลง ‘New Born’ ของ Muse ได้อย่างเนียนลื่นจนน่าประทับใจ ‘Switchblade Romance’ คือหนังที่รวมความสไตล์และอะดรีนาลีนระเบิด แทบจะเรียกได้ว่าความตึงเครียดไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของหนัง แต่มันคือตัวหนังเอง! แม้เนื้อหาจะไม่ลึก แต่รับประกันว่าเห็นทีไรใจหวิวทุกที บวกกับเพลงสุดเจ๋ง การแสดงเป๊ะ และเลือดสาดระดับท่วมโรงฆ่าสัตว์ เรียกได้ว่าเป็นหนัง cult คลาสสิกที่ขาดไม่ได้ในลิสต์!
โอ้พระเจ้า! นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบนานที่หนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งส่งผลกระทบต่อฉันได้มากขนาดนี้ ตั้งแต่สมัยดู Texas Chainsaw Massacre ตอนยังเด็กเกินไปจะดูหนังเลือดสาดแบบนั้น จนนอนไม่หลับ ใจสั่นไปหลายวันเพราะจินตนาการของเด็กน้อยถูกกระตุ้นสุดขีด High Tension ก็ทำได้เหมือนกัน! ฉันทั้งกลัว ทั้งขนลุก แถมยังตะลึงกับทริสต์ที่ไม่คิดว่าหนังยุคนี้จะทำได้ขนาดนี้ ถ้าคิดว่าหนังต่างประเทศสู้ฮอลลีวูดไม่ได้ แสดงว่าคุณยังดูหนังนอกน้อยไป! ลองหาหนังญี่ปุ่น สเปน หรือฝรั่งเศสมาดูบ้าง รับรองว่าคุณภาพเหนือระดับหนังรักน้ำเน่าของดาราฮอลลีวูดหลายเรื่องเลย... เอ้ย! พล่ามไปแล้ว กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ตั้งแต่ต้นเรื่อง หนังก็ประกาศตัวชัดว่าเป็นสยองขวัญเต็มขั้น ไม่มีประนีประนอม ต้องโชว์ความโหดเหี้ยมแบบไม่ดรอปสักเฟรม! แต่แล้วพล็อตก็ค่อยๆ ลดจังหวะมาเป็นระทึกขวัญผสมสยองขวัญได้เนียนมาก จนบางทีเราก็สะดุ้งกับความโหดของตัวร้ายที่ทำได้เกินจินตนาการ หนังเดินบนเส้นบางๆ ระหว่างสยองเลือดสาดกับสยองประสาท แต่อยู่ในจุดสมดุล ไม่โน้มไปทางใดทางหนึ่ง แม้จะมีเลือดสาดไม่หยุดจนฉันต้องหยุดกินขนมไปเลยก็ตาม! จุดเด่นของหนังคือการยกระดับความตึงเครียดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ทุกฉากกลับเพิ่มระดับความหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ จนถึงคลีแม็กซ์ที่ทั้งช็อคและสะเทือนขวัญแบบไม่ทันตั้งตัว ตอนจบที่เผยความจริงทำให้ฉันถึงกับอึ้งไปหลายวินาที! บางทีหนังอาจจะไม่จำเป็นต้องโหดขนาดนี้ก็ได้ แต่ถ้าไม่มีสยองขวัญ ความตื่นเต้นอาจไม่ถึงใจขนาดนี้ ความโหดนี่แหละที่เพิ่มอรรถรสให้ความระทึกใจทวีคูณ สรุปแล้วนี่คือหนังระทึกขวัญสไตล์ฝรั่งเศสที่ทั้งสไตล์ ทั้งตื่นเต้น สมเป็นหนังในดวงใจคนรักสยองขวัญ ฮอลลีวูดครับ อย่ามาทำรีเมกเชียว!
ในช่วง 60 นาทีแรก หนังเรื่อง High Tension เป็น thriller ที่โหดเหี้ยม ดุเดือด และเขย่าประสาทจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะแทบทุกนาทีคือการขโมยแบบหน้าด้านๆ จากนิยายสุดระทึก Intensity ของ Dean Koontz น่าเสียดายที่หลังจากนั้น ผู้กำกับ Alexandre Aja ก็ค่อยๆ พาเรื่องออกห่างจากต้นฉบับ คงเพื่อปิดบังการลอกเลียนแบบ แต่กลับทำให้เรื่องพังไม่เป็นท่า จบด้วยทวิสต์สุด absurd ที่ลบทุกสิ่งที่ดูมาทั้งเรื่องแบบไม่เหลือเยื่อกระดาษ... สำหรับแฟนนิยาย Intensity แล้วนี่คือประสบการณ์น่าหงุดหงิดสุดๆ ไม่ใช่แค่เพราะ Koontz ไม่ได้เครดิตเลย แต่เพราะส่วนที่เอจานำมาดัดแปลงนั้นทำได้ดีมาก! ถ้าเขาดัดแปลงทั้งเรื่อง (และได้ความยินยอมจากผู้เขียน) เราอาจได้หนังสยองขวัญระดับตำนาน แต่สุดท้ายกลับได้แค่ 60 นาทีแรกที่เจ๋งปรี๊ด (尤其เปิดตัวด้วยฉาบุกบ้านที่ทั้งสมจริงและเลือดสาดจัด) ตามด้วยอีก 20 นาทีที่ยังไปได้สไตล์แมวไล่จับหนู แล้วก็จบแบบห่วยแตก... ถ้านับแค่ส่วน 'แรงบันดาลใจ' จาก Koontz คะแนน 9/10 ชิลๆ แต่เพราะขโมยพล็อต+ไม่ให้เครดิต+จบเห่ยๆ ต้องหัก 3 คะแนน เหลือ 6/10 ดูเพื่อความมันส์ (คนชอบเลือดต้องถูกใจ) แต่ไม่แนะนำให้ยกนิ้วให้ทั้งใจ
ยุค 70 และ 80 คือยุคทองของภาพยนตร์สยองขวัญในความคิดผม เพราะสมัยนั้นมีหนังอิสระมากกว่า ทำให้สตูดิโอไม่มายุ่งมาก ผู้กำกับอย่างแซม ไรมิอาจไม่มีทางสร้าง THE EVIL DEAD อันสุดโหดได้ถ้าวีนสไตน์อยู่เบื้องหลัง ส่วนโทบี ฮูเปอร์ก็คงทำ TEXAS CHAINSAW MASSACRE ให้สะเทือนขวัญขนาดนั้นไม่ได้ และหนังสยองขวัญที่สะเทือนใจที่สุดอย่าง LAST HOUSE ON THE LEFT ก็คงไม่เกิดถ้ามีคนอย่างไมเคิล โอวิทซ์คอยสั่งตัดฉากดิบๆ ออกไป แต่ยุคนี้ หลังความสำเร็จของ SIXTH SENSE ของเอ็ม.ไนท์ ชยามาลาน หนังสยองขวัญหลายเรื่องก็พยายามเลียนแบบจนเสียเอกลักษณ์ HIGH TENSION ใน 80 นาทีแรกคือบทพิสูจน์ว่าเราทุกคนล้วนมีสัตว์ร้ายซ่อนอยู่ หนังเรื่องนี้โจมตีประสาทสัมผัสและความรู้สึกของผู้ชังอย่างไม่ไว้หน้า ทิ้งสูตรสำเร็จของหนังยุคใหม่อย่าง THE RING ไปเลย แล้วหันมาจับคุณโยนลงบึงเลือดที่ทั้งโหด ทั้งดิบ และสมจริง! แม้ไม่ถึงขั้นสยองเหมือน LAST HOUSE ON THE LEFT แต่ก็ให้อารมณ์คล้ายกัน พร้อมย้อนอดีต致敬หนังยุค 70 ได้อย่างเนียนๆ ผมขอชื่นชมอเล็กซานเดอร์ อาja ที่ทำหนังออกมาได้ดิบโหดแบบไม่ต้องง้อสตูดิโอ จุดแข็งของ HIGH TENSION คือความรุนแรงและเลือดสาดที่เทียบเท่าหนังยุคเก่า ไม่มีสูตรน่าเบื่อแบบหนังวัยรุ่น แต่เต็มไปด้วยการ致敬หนังคลาสสิกอย่าง FRIDAY THE 13TH, MADMAN, THE STEPFATHER และแน่นอน TEXAS CHAINSAW MASSACRE มีอย่างน้อย 4 ฉากที่ทำให้ผมตะลึง! ความรุนแรงในหนังสมจริงจนนึกภาพตามได้ เลือดที่นี่ทั้งฉีด ทั้งไหล ไม่เหมือนหนังทั่วไป จังหวะหนังดำเนินเร็วมาก หลังนาทีที่ 20 การพูดคุยแทบหายไป เหลือเพียงเกมไล่ล่าด้วยรถบรรทุก เลื่อยไฟฟ้า และมีดสปริง อาja ใช้เลือดและความดิบแทนบทพูด ทุก细节ถูกใส่ใจ จนอาจเป็นเหตุผลให้ตอนจบที่พลิกผันแบบ Sixth Sense ดูแปลกปลอมไปบ้าง ต้องพูดถึงตอนจบ เพราะมันคือจุดอ่อนที่ทำให้หนังเสียดุลย์ แม้จะมีการ铺垫มาเล็กน้อย แต่การ收尾แบบนี้กลับดูไม่สมเหตุสมผล และทำให้อารมณ์ดิบๆ ที่สะสมมาตลอดเรื่องลดลง แถมถ้าคิดตาม หลายอย่างใน 80 นาทีแรกก็เป็นไปไม่ได้! แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ให้ 9/10 เพราะก่อนถึง 10 นาทีสุดท้าย มันคือหนังสยองขวัญที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่งในทศวรรษที่ผ่านมา ความดิบ โหด และความคิดสร้างสรรค์ คือการ致敬หนังยุคเก่าอย่างแท้จริง แฟนสยองขวัญห้ามพลาด! ただ警告しておきます: ตอนจบอาจทำให้คุณรู้สึกถูกหลอกได้นะ
ในฐานะแฟนภาพยนตร์สยองขวัญ ฉันอยากดู 'High Tension' มานานแล้ว ตั้งแต่เห็นตัวอย่างและคลิปที่เต็มไปด้วยความรุนแรงน่าตื่นเต้น หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังในด้านความสยดสยอง แต่ฉันคิดว่ามันสั้นเกินไปและจบแบบกระทันหัน อย่างไรก็ตาม หนังยังคงเป็นการสำรวจจิตใจมนุษย์ที่มืดมิดอย่างน่าหลงใหล ภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนเป็นสแลชเชอร์แต่แฝงไว้ด้วยความลึกซึ้ง เซซิล เดอ ฟรองซ์ แสดงเป็นมารีได้ดี เธอแสดงออกถึงความทรหด ความกล้า และความตึงเครียดได้อย่างเหมาะเจาะเมื่อบทบาทต้องการ ส่วนไมเวนน์ เลอ เบสโก ก็ทำได้ดีในบทอลิซ แม้ว่าบทของเธอจะไม่ต้องใช้พลังการแสดงมากนัก ยกเว้นในบางฉากที่ต้องแสดงอารมณ์หลากหลาย สองสิ่งที่ดีที่สุดของหนังคือการถ่ายภาพและดนตรี นักถ่ายภาพ Maxime Alexandre ใช้สีฟ้า โลหะ และโทนเย็นที่ช่วยเสริมความรุนแรงบนจอได้อย่างตรงไปตรงมา ส่วนเพลงประกอบโดย François Eudes คือภาพเสียงของความสงบที่ถูกรบกวนและความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวท่ามกลางความปกติ หากขาดสององค์ประกอบนี้ หนังคงไม่มีความสมบูรณ์แบบครึ่งหนึ่งแน่นอน 'High Tension' ไม่ใช่หนังที่ต้องดูให้ได้ แต่เป็นหนังต้องห้ามพลาดสำหรับแฟนหนังอาร์ตเฮาส์และสยองขวัญ 7/10
พล็อตเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ แม้จะคล้ายหนังสแลชเชอร์ทั่วไป โครงเรื่องถูกเขียนมาค่อนข้างดี แต่ก็มีช่องโหว่ในเนื้อหาค่อนข้างมาก ตัวละครน่าสนใจแต่ขาดการพัฒนาที่ลึกซึ้ง สถานที่ถ่ายทำก็ใช้ได้ แต่ไม่ได้สุดตื่นเต้น ส่วนฉากฆาตกรรมนี่เลือดสาดโหดทุกครั้ง ชอบมาก! เรียกว่าเป็นหนังที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและฉากไล่ล่าที่เยอะเกินไป ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นสแลชเชอร์ที่ดูสนุกและมีแนวโน้มจะเจ๋ง แต่บทสรุปสุดท้ายทำลายทุกอย่างเลย... ปมพลิกจบไม่ค่อยสมเหตุสมผลและพัฒนาไม่เต็มที่ โดยรวมคือหนังสแลชเชอร์ระดับปานกลาง ที่อาจจะดีกว่านี้ถ้ามีปมจบที่เฉียบคมและอธิบายให้ชัดเจน ส่วนตัวอยากให้รีเมค แต่ต้องเปลี่ยนตอนจบใหม่นะ (ถ้าจะทำจริงๆ!)
ไม่น่าแปลกใจที่ Wes Craven เลือก Alexandre Aja มาลงมือรีเมคหนังอย่าง 'The Hills Have Eyes' เพราะผลงานของเขาอย่าง 'High Tension (2003)' สร้างความหวาดกลัวได้สุดขีดไม่แพ้ยุค 'The Last House on The Left' เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อสาวสองคนเดินทางไปบ้านไร่รกร้างเพื่อเตรียมสอบ แต่ค่ำคืนนั้น...เสียงกริ่งประตูที่ดังขึ้นก็นำพาความบ้าคลั่งมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ฆาตกรในเรื่องโหดไม่ยั้งมือ ราวกับมีใครทุบท้องคุณด้วยท่อนไม้จนหายใจไม่ติด หนังเรื่องนี้จะกดดันคุณจนถึงนาทีสุดท้าย แนะนำสุดๆ สำหรับคนรักสยองขวัญตัวจริง!
HIGH TENSION (3.5/5 ดาว) หนังระทึกขวัญสั้นๆ ที่ดูสนุก... แต่พังเพราะตอนจบที่สับสนและสร้างคำถามมากกว่าคำตอบ นักศึกษาสาวสองคนขับรถไปพักที่บ้านไร่เงียบๆ ของครอบครัวเพื่อน ตอนกลางคืนมีรถบรรทุกลึกลับมาจอด และเหตุการณ์สยองขวัญนองเลือดก็เกิดขึ้นต่ออีกกว่าชั่วโมง บอกเลยว่ายิ่งไม่รู้พล็อตมากเท่าไหร่ หนังจะยิ่งสนุกเท่านั้น! เรื่องนี้สร้างความตื่นเต้นได้ดีและโหดเหี้ยมไม่น้อย... หนังได้รับอิทธิพลชัดเจนจากคลาสสิกสยองขวัญมากมาย ตั้งแต่ 'Texas Chainsaw Massacre' ถึง 'Friday the 13th' และ 'Scream' แม้ไม่ใหม่แต่ชดเชยด้วยสไตล์ล้ำยุค ซีซีล เดอ ฟร็องส์ โดดเด่นในบทนางเอกทรงผมสไตล์บัชและท่าทางมั่นคง ความรู้สึกรักแบบฝ่ายเดียวนี่เองที่เพิ่มความเข้มข้นให้เรื่อง ถ้าไม่มีพล็อตแปลกๆ ในตอนคลี่คลาย หนังน่าจะดีกว่านี้! เพราะก่อนถึงจุดนั้นทุกอย่างดำเนินได้เนียนมาก... ไม่จำเป็นต้องยัดทวิสต์ 'ฉลาดๆ' จนดูเกินจริง
เคยได้ยินชื่อหนังเรื่อง High Tension มาก่อน มันออกฉายช่วงฤดูร้อนที่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมตัวอย่างหนังดันไม่ดึงดูดฉันให้ไปดูในโรงเลยคิดว่าน่าดูผ่าน DVD มากกว่า พอได้เช่ามาดูก็พบว่าหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์แฟนๆ หนังสยองขวัญที่ชอบถามว่า 'แล้วหนังเลือดสาดๆ แบบเก่าไปไหนหมด?' ถ้าคุณตามหาหนังสยองขวัญสะใจพลาดไม่ได้กับ High Tension เนื้อเรื่องเกี่ยวกับสาวชื่อมารีที่ไปพักกับเพื่อนสนิทอเล็กซ์ที่บ้านพ่อแม่เธอ คืนหนึ่งมีคนร้ายบุกเข้ามาฆ่าครอบครัวแล้วลักพาตัวอเล็กซ์ไป ต้องบอกว่าฉันประทับใจมากทั้งที่ปกติไม่ค่อยชอบหนังพากย์เสียง หนังถ่ายทำเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วมาพากย์อังกฤษสำหรับตลาดอเมริกา ถ้าเช่า DVD มาดู แนะนำให้ดูเสียงภาษาฝรั่งเศสพร้อมซับไตเติลอังกฤษจะได้อรรถรสกว่า เป็นหนังที่ต้องดู! ให้ 9/10
ก็รู้ว่าทุกคนไม่อยากอ่านอะไรยาวๆ ในเน็ต แถมยังพิสูจน์แล้วว่าอ่านยากกว่าหนังสือ เลยจะเขียนรีวิวนี้ย้อนๆ แบบสำหรับคนที่ขี้เกียจเลื่อนเมาส์... นานแล้วที่ได้ยินชื่อ 'Haute Tension' พอได้ดูจริงๆ ก็ทึ่งมาก! เป็นหนังธริลเลอร์สยองขวัญที่ดราม่าเข้มข้น เลือดสาดเต็มแผ่น กับช่วงช็อคที่ไม่ได้เล่นมุกตลกแบบหนังเกรดบี เพราะมันทำได้สมจริง! นี่คือหนังที่ฉันดีใจที่ไม่ได้ดูกับคนอื่น ฉันไม่ชอบดูหนังแบบสังคมสันทนา แถมหนังเรื่องนี้ดึงดูดจนเพื่อนร่วมดูอาจร้องว่า 'อย่าเข้าไปนะ!' หรือ 'โง่รึเปล่า!' ได้ง่ายๆ ซึ่งทั้งน่าชมและน่ารำคาญ! หนังดีมาก... อย่างน้อยก็ 90% ส่วน 10% สุดท้ายไม่แย่หรอก ยังดีอยู่ แต่ใกล้จบเรื่องมันดิ่งเล็กๆ แล้วฉันตามไม่ทันจริงๆ ฉากสุดท้ายยังสะเทือนใจอยู่ ส่วนเส้นทางก่อนถึงจุดนั้นก็สนุกเข้มข้นมาก หลังเลือดสาดและฉากวุ่นวายที่เหนื่อยแทน หนังก็จบ... แบบฉับพลันมาก อาจเพราะฉันเคลิ้มไปกับหนังจนลืมเวลา แต่จบแล้วมองนาฬิกาเพิ่งรู้ว่าเรื่องสั้นมาก แค่ 1 ชม. 27 นาที! เรื่องเลือดสาดนี่ดี แต่ไม่รู้ว่าฉันเคยชินหรือเปล่า มันสุดโต่งจริงเหรอ? จากที่คนพูดกันเยอะ คิดว่าน่าจะโหดกว่านี้ เลยต้องเช็คออนไลน์ว่าโดนตัดรึเปล่า ดูจาก Beaver กับ Rewind แล้วปรากฏว่าไม่ตัด! นี่คือเวอร์ชันเต็ม! บางทีฉันน่าหยุดดูหนังสยองขวัญสักพัก แต่คิดว่าหนังคงเล็งกลุ่มคนทั่วไปมากกว่า เลยทำให้คนดูหนังสยองขวัญประจำอย่างเราช็อคน้อยลง ส่วนตัวฉันชอบสยองขวัญมาก ชอบทั้งภาพและเสียงของหนังเรื่องนี้ ภาพสวย ไม่มีเอฟเฟกต์ตัดต่อ MTV แบบเกร็งๆ (แม้จะมี jump scare แบบเดิมๆ ที่อยากให้ผู้กำกับเลิกใช้แล้ว เพราะเดาได้!) เพลงประกอบก็เจ๋ง นอกจากการใช้เพลงของ Muse แบบเร้าใจแล้ว ซาวด์แทร็กก็ช่วยเสริมอารมณ์หนังได้ดี ไม่ได้แค่หวังขายซีดีเหมือนเทรนด์ฮอลลีวูดบางเรื่อง จะไม่สปอยล์เนื้อเรื่อง เพราะมีรีวิวออนไลน์อธิบายดีกว่า แต่สนุกที่เห็นคนดูแตกความเห็นสุดขั้ว บ้างว่าเป็นหนังอัจฉริยะ บ้างว่าเลียนแบบมา แถมยังมีกระแสว่าหนังเรื่องนี้รีเมคจากนิยายของ Dean Koontz ที่เคยทำเป็นมินิซีรีส์ทีวีปี 1997 ชื่อ 'Intensity' (http://www.imdb.com/title/tt0118350/) ข้อมูลนี้อาจช่วยให้คนหยุดกล่าวหาว่าหนังลอกงานอื่น ไปดูกัน! เข้าไปแบบไม่รู้อะไรเลย (ไม่ต้องปิดตา แค่ปิดหูก็พอเพราะเสียงน้อยกว่าหนังทั่วไป) หมายความว่าไม่ต้องตั้ง期望หรือรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้า แล้วคุณจะเซอร์ไพรส์กับหนังเพชรเม็ดนี้!
6.7

A Linterieur (2007)
7

Martyrs (2008) ฝังแค้นรออาฆาต
6.2

Wolf Creek 1 หุบเขาสยองหวีดมรณะ 1
6.4

The Hills Have Eyes (2006) โชคดีที่ตายก่อน
6.7

Eden Lake (2008) หาดนรก สาปสวรรค์
6.6

You’re Next (2011) คืนหอน คนโหด
6.1

Wrong Turn (2003) หวีดเขมือบคน
6.3

The Collector (2009) คืนสยองต้องเชือด
6.1

Black Butler (2014) พ่อบ้านปีศาจ
5.4

Tank Girl (1995) สาวเพี้ยนเกรียนกู้โลก
6.3

Superwho (2021) ซูเปอร์ฮู ฮีโร่ ฮีรั่ว
6.6

Hansan Rising Dragon (2022)
4.7

Shamshera (2022)
4.2

The Archies (2023) ดิ อาร์ชี่ส์
7.3

The Twelve Fairies (1990) ศึกอภินิหาร 12 นักษัตร
7.2

What Did You Eat Yesterday (2021) เมื่อวานคุณทานอะไร
5.4

Soul Snatcher (2020) บัณฑิตหน้าใส กับ นายจิ้งจอก

The Sorcery Master (2023) จอมเวทย์เหนือเมฆ
6.4

Renfield (2023) เรนฟิลด์
5.5

Chupa (2023) ชูปาเพื่อนฉัน