
Despicable Me 4 (2024) มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 4 กรู และ ลูซี่ และเหล่าลูกสาวของทั้งสอง มาร์โก้, อีดิธ และ แอ็กเนส ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง กรู จูเนียร์ จอมวุ่นที่จ้องป่วนคุณพ่อเข้าสู่ครอบครัว ในขณะที่ กรู ต้องเผชิญหน้ากับคู่ปรับผู้มีชื่อว่า แม็กซีม เลอ มาล และแฟนสาวสุดอันตรายอย่าง วาเลนติน่า ทำให้ครอบครัวมิสเตอร์แสบต้องหลบหนีจากการคุกคามของวายร้ายทั้งสองคนนี้

กรู ลูซี่ มาร์โก้ อีดิธ และแอ็กเนส ต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่าง กรู จูเนียร์ ที่ตั้งใจจะกวนประสาทพ่อของเขา ส่วนกรูต้องเผชิญกับศัตรูใหม่อย่าง แม็กซีม เลอ มาล และแฟนสาววาเลนติน่า ทำให้ครอบครัวต้องหนีการตามล่าของพวกเขา
กรู และ ลูซี่ และเหล่าลูกสาวของทั้งสอง มาร์โก้, อีดิธ และ แอ็กเนส ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง กรู จูเนียร์ จอมวุ่นที่จ้องป่วนคุณพ่อเข้าสู่ครอบครัว ในขณะที่ กรู ต้องเผชิญหน้ากับคู่ปรับผู้มีชื่อว่า แม็กซีม เลอ มาล และแฟนสาวสุดอันตรายอย่าง วาเลนติน่า ทำให้ครอบครัวมิสเตอร์แสบต้องหลบหนีจากการคุกคามของวายร้ายทั้งสองคนนี้
ฉันคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำผิดพลาดแบบเดียวกับภาคสาม ยังคงมีความสนุกแบบมินเนี่ยนคลาสสิก แต่ขาดเรื่องราวที่จะเล่า จริงๆ แล้วภาคนี้แทบไม่มีโครงเรื่องที่ชัดเจน เนื้อเรื่องถูกเชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ ที่จริงแล้วคือการนำหลายๆ อย่างมารวมกันจนกลายเป็นเรื่องราวที่วุ่นวาย ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังสนุก คิดว่าส่วนประกอบต่างๆ ที่ได้ก็เป็นความสนุกที่คาดหวังได้จากแฟรนไชส์นี้ สำหรับฉัน มันยังมีความน่ารักแบบสองภาคแรกอยู่บ้าง ยังไม่สูญเสียเอกลักษณ์ไปทั้งหมด การเติบโตของกรูกับลูกชายน่ารักดี แต่ก็เป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของหนังแล้ว ฉันยังสนุกมากกับเมก้ามินเนี่ยน หวังว่าจะได้เห็นพวกเขาเพิ่มขึ้นในอนาคต แฟรนไชส์นี้จะยังเป็นความสุขแบบรู้สึกผิดๆ ของฉันไปตลอด
ต้องบอกว่าผมเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ Despicable Me มาตั้งแต่ปี 2010 ชอบทุกภาคด้วยเหตุผลต่างกัน แต่คราวนี้มีบางอย่างที่ทำให้ไม่ค่อยตื่นเต้นกับภาคใหม่เท่าไร ซึ่งก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน พอได้ดูแล้วต้องยอมรับว่าแม้จะยังสนุก แต่ถึงเวลาที่ซีรีส์นี้เริ่มหมดไฟแล้ว จุดเด่นของ Despicable Me 4 (2024): ยังมีความบันเทิงจากกลุ่มตัวละครหลากหลายบุคลิก โดยเฉพาะการเพิ่มตัวละครใหม่อย่าง 'ป๊อปปี้ เพรสคอตต์' (พากย์โดย Joey King) เพื่อนบ้านสุดป่วนของครอบครัวกรู ชอบที่ครอบครัวกรูต้องปรับตัวในย่านใหม่ รวมถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างกรูกับลูกชายน้อย 'กรูจูเนียร์' จากที่เริ่มต้นด้วยความไม่ถูกชะตามาเป็นพ่อลูกสนิทกัน ส่วนมินเนี่ยนก็ยังคงเฮฮาได้เหมือนเดิม จุดกลางๆ: ปัญหาหลักอยู่ที่บทเรื่องที่เขียนโดย Mike White (ผู้สร้าง The White Lotus) และ Ken Daurio (นักเขียนบทประจำค่าย Illumination) ซึ่งสไตล์การเขียนของทั้งคู่ดูไม่เข้ากัน ทั้งในด้านการพัฒนาเรื่องราว โทนเรื่อง และแนวคิด ส่งผลให้เรื่องดูสับสนว่าต้องการจะเป็นอะไร จุดอ่อนของ Despicable Me 4 (2024): น่าเสียดายที่ดร.เนฟาริโอปรากฏตัวแค่เล็กน้อย ส่วนตัวร้ายอย่าง 'แม็กซิม่า เลอ มาล' (Will Ferrell) และ 'วาเลนตีน่า' (Sofia Vergara) นั้นจัดว่าเป็นวายร้ายที่อ่อนที่สุดในซีรีส์ ทั้งที่เสียงพากย์ระดับเทพ สรุปแล้ว Despicable Me 4 (2024) ยังเป็นหนังสนุกในวงการครอบครัว แต่ก็ถึงจุดที่ซีรีส์นี้เริ่มซ้ำเดิมจนสังเกตได้ ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับอนาคต
เดสพิเคเบิลมี 4 ยังคงเดินหน้าต่อไปแบบเร่งรีบด้วยพล็อตย่อยที่ดูเหมือนจะถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้เรื่องยาวพอสำหรับเวลาหนัง (รวมเครดิตด้วย) แต่ถึงหนังจะไม่ค่อยมีระดับเท่าไหร่ แต่ก็ยังเข้าใจดีว่าไม่ควรเสียเวลาของผู้ชมไปกับตลกจับผิดจับถูกแบบมั่วๆ อีก 90 นาที ซึ่งจุดสูงสุดของความบันเทิงก็ยังคงเกิดขึ้นเมื่อเหล่ามินเนี่ยนปรากฏตัวบนจอ แม้ครั้งนี้พวกเขาจะมีบทน้อยเกินไปอีกเช่นเคย สตีฟ คาร์เรลล์ เริ่มฟังดูไม่เหมือนกรูอีกต่อไป แต่เหมือนตัวเขาเองมากขึ้นในภาคนี้ แต่เขายังคงเป็นนักพากย์เพียงคนเดียวที่คอยประคับประคองเรื่องไว้ได้ และในภาคนี้การแสดงเสียงของเขากว้างขึ้นกว่าเดิมมาก ส่วน วิล เฟอร์เรล และ โซเฟีย เวกาการา คว้าตำแหน่งวายร้ายแย่สุดในแฟรนไชส์นี้ (รวมถึงภาคมินเนี่ยน) ด้วยการพากย์เสียงน่ารำคาญและเล่นเป็นตัวการ์ตูนเกินจริงจนน่าเบื่อ เหล่ามินเนี่ยนยังคงตลกได้แม้จะปรากฏตัวน้อย น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรน่าจดจำเท่าท่อนดนตรีใหญ่ในภาค 3 ส่วน ‘เมกะมินเนี่ยน’ คือไอเดียเจ๋งสุดของภาคนี้ที่ช่วยล้อเลียนหนังซูเปอร์ฮีโร่และสร้างความสดใหม่ให้เรื่อง น่าจะให้พวกเขามีบทบาทมากขึ้นแทนที่จะโผล่มาแค่ไม่กี่ฉาก การกำกับของ คริส เรนอด์ ให้พลังงานเต็มเปี่ยมกับจังหวะเร็วแบบหยุดไม่อยู่ ฉากเปิดทำท่าจะมีอะไรดราม่าแต่กลับเปลี่ยนทางเร็วมาก กลายเป็นหนังสนุกเร็วแบบน้ำตาลล้นที่ช่วยให้เรื่องเดินต่อได้เรื่อยๆ แม้บางมุกจะไม่โดนก็ตาม
กรู ลูซี่ มาร์โก เอดิธ และแอกเนส ต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่าง ‘กรู จูเนียร์’ ที่พยายามรบกวนพ่อของเขาตลอดเวลา พร้อมเผชิญศัตรูหน้าใหม่ ‘แม็กซิม่า เลอ มาล’ และแฟนสาววาเลนติน่า จนครอบครัวต้องลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น สำหรับเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว เพราะออกแบบมาเพื่อให้ความบันเทิง เสียงหัวเราะ และการหลุดพ้นจากความเครียด ซึ่งทำสำเร็จแน่นอน เนื้อเรื่องอาจเรียบง่ายและเหตุการณ์คาดเดาได้ แต่ยังเต็มไปด้วยมุขตลกและแอคชันสนุกๆ เมื่อคุณดูภาพยนต์ตระกูลมินเนี่ยนหรือ ‘เหมียวซ่าส์ป่วนกวนโลก’ คุณต้องมาจับจุดคอมเมดี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีมุขตลกเพียบ แต่น่าเสียดายที่บางมุขก็ไม่ค่อยติดเท่าไหร่ นอกจากนี้ เมื่อเทียบจากภาคแรกจนถึงภาคนี้ บทบาทของมินเนี่ยนมีบทบาทน้อยลง นี่ทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังเพราะพวกเขาคือเหตุผลที่ฉันชอบแฟรนไชส์นี้ตั้งแต่แรก ส่วนทีมพากย์เสียงยังคงแข็งแกร่ง สำเนียงและน้ำเสียงช่วยเสริมอารมณ์คอมเมดี้ของหนังได้ดี คะแนน: 6.5/10
ภาพยนตร์แอนิเมชันสุดป่วน ‘Despicable Me 4’ ตอนใหม่ล่าสุดจากแฟรนไชส์การ์ตูนสุดน่ารักที่ทุกคนชื่นชอบ ยังคงนำเสนอความฮาและความอบอุ่นแบบเดิมๆ ที่แฟนๆ คุ้นเคย กรู (พากย์โดย Steve Carell) กลับมาพร้อมมินเนี่ยนจอมป่วนพร้อมผจญภัยครั้งใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น! ภาคนี้ได้เพิ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาสร้างสีสันให้เนื้อเรื่อง แต่ถึงพล็อตจะเดาง่ายไปหน่อย ก็ยังเต็มไปด้วยมุกตลกและแอคชันที่ทำให้ผู้ชมสนุกไม่เบื่อ โดยเฉพาะมินเนี่ยนที่ยังคงครองใจด้วยความตลกแบบเซอร์เรียลและภาษาสุดแปลกแยก เรียกเสียงฮาได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ดี ‘Despicable Me 4’ ยังติดกับดักความเดิมๆ บางช่วงรู้สึกว่าเนื้อเรื่องซ้ำๆ และช่วงซึ้งๆ ก็ไม่สะเทือนใจเท่าภาคก่อนๆ ถึงอย่างนั้นคุณภาพอนิเมชันยังยอดเยี่ยมและการพากย์เสียงก็ยังแน่นหนา ทำให้ภาพยนตร์ยังน่าดูแม้จะไม่สดใหม่เท่าที่ควร สรุปแล้วนี่คือหนังครอบครัวที่ความสนุกครบรส แม้จะไม่แปลกใหม่แต่ก็ดูเพลิน!
ตามที่กล่าวไว้ 'เดสพิเคเบิล มี 4' จะยังคงเป็นที่ฮิตทั่วโลกแน่นอน แต่สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ได้โดนใจเท่าที่ควร ข้อดี: มินเนี่ยนตัวโปรดยังคงทำสิ่งที่บ้าๆ บอๆ สนุกเฮฮาแบบสุดขั้วจนน่าหัวเราะ ส่วนที่น่ารักที่สุดคงเป็นเบบี้กรูที่ตามมาหลังจากมินเนี่ยน รู้สึกดีที่ได้เห็นกรูในตอนที่เขาต้องปกป้องครอบครัวด้วยความกังวลและไม่มั่นใจเหมือนเคย แถมยังได้เห็นตัวร้ายเก่าๆ จากซีรีส์กลับมาอีก ข้อเสีย: พล็อตเรื่องเรียบง่ายและคาดเดาได้ ส่วนตัววายร้ายแม้ไม่แย่แต่ก็ไม่น่ากลัวหรือน่าสนใจเท่าที่ควร อยากเห็นดร.เนฟาริโอมามีบทบาทมากกว่านี้ ส่วนมินเนี่ยนซูเปอร์ฮีโร่นั้นดูสนุกตื่นเต้นดี!
ภาพยนตร์ภาคสี่ของซีรีส์นี้ล้มเหลวหลายด้าน เนื้อเรื่องดูล้าสมัยและไม่สามารถทำได้ดีเท่าภาคก่อน ๆ ตัววายร้ายที่ไร้ซึ่งความน่าสนใจ กลับถูกสุนัขตัวหนึ่งจัดการได้อย่างง่ายดาย ทำให้หนังดูน่าเบื่อ โดยเฉพาะแฟนๆ ที่ติดตามมาตลอด แต่ปัญหายังมีมากกว่านั้น บทภาพยนตร์ขาดความสร้างสรรค์ และไม่สามารถดึงมนต์เสน่ห์ของภาคก่อนๆ ได้ เป็นภาคที่จบแล้วลืมได้ง่ายในซีรีส์ที่ควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้
ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจใครเลย ฉันคิดว่าซีรีส์นี้เริ่มจะหมดพลังแล้ว—พลอตเรื่องนี้ไม่ค่อยสดใหม่เท่าไร ครอบครัว 'กรู' มีลูกใหม่ที่ปรับตัวเข้ากับพ่อไม่ค่อยได้ สิ่งนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงเมื่อศัตรูตัวฉกาจ 'แม็กซิมี เลอ มาล' ที่ต้องการเปลี่ยนทุกคนเป็นแมลงสาบ หลุดออกมาจากความคุมขังและพร้อมล้างแค้น 'กรู' ผู้ที่ส่งเขาเข้า监狱 ในตอนแรก เพื่อความปลอดภัย 'ไซลาส์' ย้ายครอบครัวไปอยู่เซฟเฮาส์ที่พวกเขาต้องแกล้งทำตัวให้เข้ากับกลุ่มคนสโมสรเทนนิสที่ดูฉาบฉวย แต่หนึ่งในสมาชิกอย่าง 'ป๊อปปี้' เด็กสาวจอมพลังกลับรู้ความลับและแบล็กเมล์ให้ 'กรู' ช่วยเธอขโมย 'เลนนี่' ตัวแบดเจอร์จากใต้ตาของ 'Principal Übelschlecht' ครูใหญ่ตัวเล็กที่โรงเรียนเก่าของเขา การผจญภัยนี้ทำให้ครูใหญ่โกรธจัด และเมื่อเธอเห็นคลิปวิดีโอของกลุ่มคนร้าย ก็รีบโทรหา 'แม็กซิมี' ที่วางแผนขโมยลูกน้อยของกรูแล้วปั้นให้เขามีปีก! ส่วนมินเนี่ยน—รวมถึง 'ซุปเปอร์มินเนี่ยน' เวอร์ชันอัพเกรด—ยังคงสร้างความสนุกได้บ้างเมื่อพบว่าเซฟเฮาส์ใหม่มีตู้หยิบของและป๊อปคอร์นให้กินไม่จำกัด บทพูดก็มีมุกตลกบางส่วน แต่โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องดูลอกเลียนแบบมากเกินไป แอนิเมชั่นก็ดูเหนื่อยล้า สิ่งที่เคยเป็นนวัตกรรมตอนนี้ดูจืดจาง การเขียนบทและพัฒนาตัวละครก็ไม่ได้พิเศษอะไรอีกแล้ว เรื่องนี้มีชีวิตชีวาขึ้นใน 10 นาทีสุดท้าย แต่ความสนุกแบบเดิมที่ผสมผสานความชุลมุนและความวุ่นวายได้อย่างลงตัวกลับหายไปเกือบหมด
หนังที่ดูโอเคมาก มีบางฉากที่คาดไม่ถึงและสนุกสนาน แต่โครงเรื่องโดยรวมค่อนข้างอ่อนแอ ในฐานะภาพยนตร์เด็ก ก็เข้าใจได้ว่ามุขส่วนใหญ่ต้องเน้นกลุ่มวัยนี้ แต่แทบไม่มีความพยายามใส่มุขตลกที่เฉียบคมหรือลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่ที่ดูด้วยเลย - สิ่งที่พบได้บ่อยในหนังแอนิเมชันแนวเดียวกัน ต่างจากภาคก่อนๆ ของมิ้นชั่นมหาประลัย ตอนนี้การพัฒนาตัวละครกลายเป็นเรื่องที่ถูกลืมไปแล้ว เราต้องเจอมุขซ้ำๆ ที่ไม่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของตัวละครหลัก ทำให้คนดูรู้สึกไม่เชื่อมโยงหรืออินกับเรื่องเท่าที่ควร ตอนนี้มินเนียนกลายเป็นสิ่งที่คอยประคับประคองแฟรนไชส์นี้เอาไว้ และผู้เขียนบทต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ชมกลุ่มกว้างให้ติดตามซีรีส์นี้ต่อไป
แม้จะห่างหายไปกว่า 7 ปีตั้งแต่ตอนก่อนหน้า แต่ Despicable Me 4 (2024) ก็กลับมาสร้างเสียงหัวเราะและความสนุกได้อย่างสมบูรณ์แบบ! เรื่องราวเบาสมองพร้อมการผจญภัยแปลกใหม่นี้คือตัวเลือกชั้นดีสำหรับทุกวัยในโรงหนัง เราจะได้พบกับกรู ครอบครัวและผู้การรัมบอตทอมอีกครั้ง แต่คราวนี้มีวายร้ายหน้าใหม่ที่เก็บแค้นกรูมานานกว่า 30 ปี! ถ้าคุณอยากพักสมองด้วยเรื่องราวน่ารักๆ โดยเฉพาะแฟนๆ ซีรีส์ Despicable Me และมีเนียนส์ รับรองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง แนะนำว่าห้ามพลาด!
เดสพิเคเบิลมี 4 เริ่มต้นได้ดุดันด้วยฉากเปิดที่ทำให้ติดหนึบ โดยเฉพาะเพลงติดหูของฟาเรลล์ วิลเลี่ยมส์ที่ช่วยสร้างบรรยากาศ มินเนี่ยนยังน่ารักเหมือนเดิม และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังเป็นจุดเด่นของหนัง ส่วนผู้ร้ายตัวใหม่อย่างแม็กซิม่า ลู มาล รู้สึกน่ากลัวกว่าศัตรูตัวเก่า ทำให้การต่อสู้ของกรูและครอบครัวตื่นเต้นขึ้น คำพูดของกรูดูแปลกๆ ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าโง่และบ้าบอ แต่จริงๆ แล้วมีจุดมุ่งหมายในเรื่อง ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย ในขณะที่ตัวละครเซนเซย์คาราเต้กลับโง่มากเกินไปและไม่ได้ช่วยให้เรื่องดีขึ้น แม้หนังจะนำเสนอแนวคิดดั้งเดิมบางอย่าง แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม การเขียนบทที่เจาะลึกถึงธีมอย่างการแทรกแซง การทำงานเป็นทีม และเส้นแบ่งระหว่างฮีโร่กับผู้ร้ายที่พร่ามัว ก็เป็นส่วนที่ชื่นชอบ หนังยังคงมีช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจ และการปรากฏตัวของมินเนี่ยนตัวยักษ์ก็สนุกดี ฉากไล่ล่าของลูซี่ก็ดูมีชีวิตชีวา เพลงประกอบยังคงสไตล์เดิมเหมือนภาคก่อน มีการอ้างอิงวัฒนธรรมป๊อปอยู่บ้าง แต่รู้สึกว่าควรลดลงสักสองสามจุด ตอนจบของหนังน่าพอใจและปิดเรื่องได้ดี ถ้านี่คือตอนจบของซีรีส์ก็ถือว่าเป็นตอนจบที่เหมาะสม ให้ 7/10 แน่นอน
ภาพยนตร์เรื่อง 'กรุ๊ปจี๊ดสุดจี๊ด 4 (2024)' เป็นเรื่องที่ให้ความรู้สึกก้ำกึ่ง อาจทำให้แฟนๆ บางส่วนรู้สึกขาดอะไรไปบ้าง โดยให้คะแนน 5 เต็ม 10 เนื่องจากรู้สึกว่ามีมุมที่ดูเร่งรีบ โดยเฉพาะในฉากแอ็คชันที่เคยเป็นจุดขายของซีรีส์ กลับถูกตัดทอนให้สั้นลงจนขาดความสมบูรณ์ ส่งผลให้จังหวะเรื่องดูไม่ต่อเนื่องนัก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังมีช่วงเวลาตลกๆ แบบเดิมที่ทำให้เรายิ้มได้ ช่วยเตือนใจถึงความน่ารักของกรู มินยอน และการป่วนสุดเห่อที่เราชอบตั้งแต่แรก ส่วนเนื้อเรื่องยังเดินไปในสูตรเดิมๆ อาจทำให้บางคนรู้สึกสบายใจ แต่ก็ขาดความแปลกใหม่ ตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามาไม่ได้ช่วยให้เนื้อเรื่องลึกซึ้งขึ้น ส่วนตัวละครเก่าก็แทบไม่มีการพัฒนาต่อเลย ในแง่ของภาพยังคงสวยงาม สีสันสดใสตามสไตล์ประจำ franchise ส่วนมินยอนก็ยังครองใจด้วยการ์ตูนสแลปสติก แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจชดเชยจุดอ่อนของเรื่องได้ไม่หมด สรุปแล้ว 'กรุ๊ปจี๊ดสุดจี๊ด 4' ยังมีช่วงสนุกและความสวยงามของภาพเหมือนเดิม แต่ขาดความเด่นในด้านแอ็คชันและพัฒนาตัวละคร แฟนตัวยงอาจยังดูได้เพลินๆ แต่ก็ไม่สามารถเทียบความปังในภาคก่อนๆ ได้
สรุปเลยแล้วกัน: ไม่แนะนำให้ดู! ให้คะแนน 6.5/10 ฉันอยากชอบหนังเรื่องนี้มากแต่ก็ต้องผิดหวังอย่างแรง เนื้อเรื่องไม่มีแก่นแท้ ซีนต่างๆ กระจัดกระจายไม่เป็นเรื่องเป็นราว ช่วงตลกที่ทำให้ฮาตกเก้าอี้มีน้อยเกินไป รู้สึกว่าพวกเขาพึ่งคอมเมดี้แบบสลาฟสติกของมินเนี่ยนมากเกินไป แทนที่จะพัฒนาตัวละครหรือสร้างสถานการณ์ตลกในโครงเรื่อง ตัวร้ายในเรื่องก็จำยากและไม่น่าประทับใจ ตลอดทั้งเรื่องรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเสี่ยง แรงจูงใจของวายร้ายมีแค่การแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่ทำให้รู้สึกเสียดายที่สุดคือการเปลี่ยนบทบาทของกรูจากคนร้ายมาเป็นคนดีแบบหักหน้ากลับตัว มันไม่เหมาะกับเขาและไม่สร้างมุขตลกเลย กรูตลกกว่าเมื่อเขาเป็นวายร้ายเสียดสีที่เราชอบ ไม่ใช่คนในครอบครัวเรียบร้อยแบบนี้ เขาตลกกว่าเวลาที่บอลลูนเด็กแตกหรือทำไอศกรีมละลายมากกว่าการวิ่งรอบๆ เพื่อเอาใจทุกคน ถึงจะยอมรับว่าการที่เขากลายเป็นคนในครอบครัวสมเหตุสมผลในเนื้อเรื่องต่อเนื่อง แต่มันไม่ช่วยให้ฉากตลกในเรื่องดีขึ้นเลย ซึ่งนั่นคือเหตุผลหลักที่เราดูหนังซีรีส์นี้ไม่ใช่เหรอ? ให้หนังเรื่องนี้ 6.5/10 ไม่ใช่หนังดีแต่ก็ไม่แย่จนเกินไป รู้สึกว่านี่เป็นภาคที่แย่ที่สุดในสี่ภาค และดูเหมือนซีรีส์นี้หมดมุกแล้วจริงๆ แนะนำให้เก็บเงินรอดูในสตรีมมิงดีกว่า
6.5

Minions 2 The Rise of Gru (2022) มินเนี่ยน 2
The Railway Children Return (2022)