
Shaun of the Dead (2004) รุ่งอรุณแห่งความวาย(ป่วง) ฌอนมีชีวิตที่ไม่เอาไหน เขาใช้เวลาไปกับการดื่มเหล้า เดอะวินเชสเตอร์ ผับประจำเมืองกับเอ็ดเพื่อนสนิทของเขา เขามีปัญหากับแม่และยังละเลย ลิช แฟนสาวของเขา เมื่อลิชทิ้งเขาไป ชอว์นจึงตัดสินใจปรับปรุงตัวเขาต้องเอาชนะใจแฟนสาวของเขาอีกครั้งให้ได้ พร้อมทั้งสานสัมพันธ์กับแม่ของเขาและยืดอกรับหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ดี โชคร้ายที่ซากศพฟื้นคืนชีพและออกล่าคนเป็นอาหารและนั่นเป็นอุปสรรคอีกอย่างสำหรับชอว์นที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เมื่อจำนวนผีดิบมีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เขาและเอ็ดจึงป้องกันตัวเองด้วยไม้ตีคริกเก็ตกับเสียมเพื่อตามหาแม่พ่อเลี้ยงที่ไม่ค่อยถูกกัน แฟนสาวและเพื่อนของแฟนสาวที่เขาไม่ลงรอยด้วยอย่าง เดวิดกับไดแอนน์ เพื่อนำพวกเขาไปที่ๆ ปลอดภัยที่สุดที่พวกเขารู้จัก ซึ่งคือ เดอะ วินเชสเตอร์

ชีวิตซ้ำซากของพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในลอนดอนกับเพื่อนร่วมห้องขี้เกียจ ต้องสะดุดลงเมื่อเกิดวิกฤตซอมบี้ลุกลามทั่วเมือง
ชอว์นมีชีวิตที่ไม่เอาไหน เขาใช้เวลาไปกับการดื่มเหล้า "เดอะวินเชสเตอร์" ผับประจำเมืองกับเอ็ดเพื่อนสนิทของเขา เขามีปัญหากับแม่และยังละเลย ลิช แฟนสาวของเขา เมื่อลิชทิ้งเขาไป ชอว์นจึงตัดสินใจปรับปรุงตัวเขาต้องเอาชนะใจแฟนสาวของเขาอีกครั้งให้ได้ พร้อมทั้งสานสัมพันธ์กับแม่ของเขาและยืดอกรับหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ดี โชคร้ายที่ซากศพฟื้นคืนชีพและออกล่าคนเป็นอาหารและนั่นเป็นอุปสรรคอีกอย่างสำหรับชอว์นที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เมื่อจำนวนผีดิบมีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เขาและเอ็ดจึงป้องกันตัวเองด้วยไม้ตีคริกเก็ตกับเสียมเพื่อตามหาแม่พ่อเลี้ยงที่ไม่ค่อยถูกกัน แฟนสาวและเพื่อนของแฟนสาวที่เขาไม่ลงรอยด้วยอย่าง เดวิดกับไดแอนน์ เพื่อนำพวกเขาไปที่ๆ ปลอดภัยที่สุดที่พวกเขารู้จัก ซึ่งคือ "เดอะ วินเชสเตอร์"
ชอว์นวัยใกล้ 30 ยังติดหล่มกับงานขายสุดห่วย แถมแฟนสาวลิซยังไม่พอใจที่เขามัวแต่ใช้เวลากับเอ็ดเพื่อนซี้ขี้ยาระดับ B ในผับวินเชสเตอร์ จนเมื่อถูกเลิก ชอว์นเศร้ามากจนไม่ทันรู้ว่าลอนดอนกำลังถูกรุมเร้าด้วยซอมบี้กินคน! แต่ภายใต้คนขี้เกียจติดเกมนี้ กลับมีฮีโร่แฝงตัวอยู่... ต้องบอกว่าเป็นหนังอังกฤษที่เจ๋งมาก! การที่ชอว์น (ไซมอน เพกก์) และเอ็ด (นิค ฟรอสต์) ใช้เวลานานกว่าจะรู้ตัวว่ามีปัญหา นั้นฮาอย่างบอกไม่ถูก เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้กำกับร่วมเขียนบทกับเพกก์ ยังเสียดสีว่าแทบแยกไม่ออกระหว่างมนุษย์ทำงานตาเหม่อลอยกับซอมบี้! เนื้อเรื่องเดินสนุกทั้งล้อเลียนและให้เกียรติแนวโรแมนติกคอมเมดี้และซอมบี้ไปพร้อมๆ กัน จนเกิดเป็นแนวใหม่ 'Rom-Zom-Com' (ตามหาเพิ่มเติมที่ romzom.com) ทีมนักแสดงสมทบก็เด่นสุดๆ ทั้งบิล ไนห์ (รักหมดใจ) เป็นพ่อเลี้ยงขี้หยิ่ง เพเนโลพี วิลตัน (Calendar Girls) แม่ขี้ลืม ดิลาน มอแรน (Black Books) แฟลตเมทขี้หงุดหงิดของลิซ และลูซี เดวิส (The Office) นักแสดงสาวจอมโอ๊ะ ชอว์นออฟเดอะเดดได้แรงบันดาลใจจากหนังซอมบี้คลาสสิค Dawn of the Dead ขนาดจอร์จ เอ. โรเมโร ผู้สร้างต้นแบบยังชมจนให้เพกก์และไรท์ไปเล่นคาเมโอใน Land of the Dead ของตน! นี่คือหนึ่งในคอมเมดี้เด็ดปี 2004 ที่คอหนังผสมรักๆ สยองๆ ห้ามพลาด! ดาวประเมิน ****½/*****
‘Shaun of the Dead’ เป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานความสยองขวัญและคอมเมดี้ได้อย่างแนบเนียนและชาญฉลาด เรื่องราวตามติดชีวิตชอน พนักงานขายสุดติ่งที่ต้องสู้กับฝูงซอมบี้บุกถล่มเมือง บทตลกขั้นเทพพร้อมมุกฮาติดจรวดและไทม์มิงเป๊ะเว่อร์จะทำให้คุณหัวเราะไม่ห่างหน้าจอ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการสมดุลระหว่างความขบขันและช่วงเวลาที่ชวนอมยิ้ำแบบมีหัวใจ ทุกตัวละครได้รับการพัฒนาอย่างลึกซึ้งจนคนดูรู้สึกเป็นห่วงและลุ้นไปกับพวกเขาแบบสุดๆ เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้กำกับฝีมือฉกาจใช้สไตล์การตัดต่อที่ชาญฉลาดและภาพที่ตื่นตาตื่นใจทำให้หนังสนุกทั้งเนื้อหาและ视觉效果 ส่วนการแสดงของไซมอน เพ็ก และ นิค ฟรอสต์ ก็เด็ดไม่แพ้กัน ด้วยเคมีระหว่างคู่หูที่ตลกแบบไม่มีใครเทียบ สรุปแล้ว ‘Shaun of the Dead’ คือหนังที่ต้องดูสำหรับคนรักทั้งสยองขวัญและคอมเมดี้ หรือแค่คนที่ชอบหนังดีๆ สักเรื่อง ด้วยการผสมผสานระหว่างความฮาและความอบอุ่นใจที่ลงตัว ไม่แปลกใจที่หนังเรื่องนี้กลายเป็นคลาสสิกที่คนดูกลับมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้ 8/10 คะแนนเต็ม 10 แบบไม่ลังเล!
ราว 5 ปีก่อนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมงานเดียวกันคือผู้เขียนบทและกำกับซีรีส์ซิทคอมสุดเพี้ยนของอังกฤษอย่าง 'Spaced' ในซีซัน 1 และ 2 ตอนออกอากาศอาจไม่โด่งดังแต่มีแฟนตัวยงที่ภักดี รอคอยซีซัน 3 อย่างใจจดใจจ่อ แต่สุดท้ายก็ไม่มีวี่แวว 'Shaun of the Dead' คือการต่อยอดจากผลงานก่อนหน้า ในรูปแบบเดียวกันแต่เปลี่ยนฉากใหม่ทั้งหมด ทั้งตัวละคร นักแสดง และครั้งแรกที่ความยาวแบบภาพยนตร์เต็มเรื่องบนจอใหญ่ แล้วมันจะเป็นยังไง? แม้จะแตกต่างจากซีรีส์เดิม แต่การดัดแปลงจากทีวีสู่หนังใหญ่มักเสี่ยงสุดๆ โชคดีที่ทั้งแฟนเก่าและคนที่ไม่เคยดูซีรีส์มาก่อนจะต้องทึ่ง! สไตล์การนำเสนอเป็นเอกลักษณ์ ทั้งการกำกับและตัดต่อที่สร้างสรรค์ ให้ภาพที่แฟนๆ คุ้นเคย ส่วนบทพูดนั้นตลกแหลมจริงๆ แทรกอ้างอิงวัฒนธรรมป๊อปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แบบยิ้มเยาะอย่างรู้ทัน ไม่ได้ทำตัวเว่อร์วัง และแน่นอนว่ามีมุกในซีรีส์แทรกอยู่ระหว่างช่วงฆาตกรรมสไตล์ศิลป์ มีเลือดสาดแน่นอน เพราะนี่คือ 'หนังรัก-ซอมบี้-คอมเมดี้' ประเภทใหม่ที่พวกเขาประกาศตัว ชัดเจนว่าสร้างสรรค์สุดๆ จัดการรวมทุกอารมณ์ได้ใน 90 นาที ทั้งตลก ความรัก แอ็กชัน ดราม่า เสียงหัวเราะและน้ำตา! นี่คือหนังที่สุดยอดที่สุดที่ฉันดูมานาน เป็นความภูมิใจของวงการหนังอังกฤษ ถ้าเคยรู้จัก 'ทองทอด!' มาก่อน ตอนนี้ทั้งโลกก็ได้เห็นแล้ว เรียกว่าเป็นคลาสสิกทันทีที่ดู!
ภาพยนตร์ภาคแรกของ Cornetto Trilogy (ไตรภาคคอร์เนตโต้) เรื่องนี้พาเราติดตามชอว์น แม่ของเขา และกลุ่มเพื่อนจำนวนหนึ่งที่ต้องสู้กับฝูงซอมบี้กินเนื้อสด ฉันถึงกับตะลึงเมื่อเห็นเรตติ้ง IMDb อยู่ที่ 7.9 – ไม่รู้ว่าบางคนดูอะไรต่างไป นี่คือคลาสสิกที่สมบูรณ์แบบ! Shaun of the Dead คือความอลวนขั้นสุด ผสมความสยองและความฮาในสไตล์อังกฤษแท้ เป็นหนังที่ดูกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ทุกครั้งที่ดูกลับยิ่งติดใจ เลือกไม่ถูกว่าฉากไหนเด็ดสุด เพราะมีตัวท็อปเพียบ ทั้งการปะทะสุดท้ายในผับ ฉากซอมบี้สาวในสวน และอีกหลายโมเมนต์น่าจดจำ หนังคอมเมดี้ซอมบี้เคยมีมาแล้วและจะมีอีก แต่ไม่มีเรื่องไหนเทียบรสชาติความปังนี้ได้ ไซมอน เพกก์ และ นิค ฟรอสต์ ทำได้ดีเยี่ยม! 10/10
‘Shaun of the Dead’ เป็นหนังที่ทั้งเซอร์ไพรส์และสุดเจ๋งจนผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหนังคัลท์คลาสสิกทันทีที่คนดูเริ่มพูดปากต่อปากให้เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสมศักดิ์ศรี Simon Pegg นักแสดงนำและผู้ร่วมเขียนบท ปรากฏตัวในฐานะราชาความตลกมาสักพักแล้ว ทั้งจากซีรีส์สุดเจ๋งของ BBC2 อย่าง ‘Hippies’ (ที่ดันเรตติ้งต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ) และซีรีส์คัลท์ของ Channel 4 อย่าง ‘Spaced’ ทั้งสองโปรเจกต์แสดงให้เห็นลีลาความตลกแบบแห้งๆ และทักษะการเขียนบทของ Pegg ที่เบ่งบานเต็มที่ใน ‘Shaun of the Dead’ จนได้สรุปง่ายๆ ว่าหนังเรื่องนี้คือ ‘โรแมนติกคอมเมดี้กับซอมบี้’ (หรือ ‘ซอม-รอม-คอม’) ที่โผล่มาแบบไม่มีเหตุผลชัดเจน (แต่ก็มีคำใบ้ให้คิดเล่นๆ) ผสมผสานระหว่างความฮา ความดุเด็ดเลือดพล่าน และความสะเทือนใจได้อย่างเหลือเชื่อ ตัว Pegg ในเรื่องนี้คือ ‘ผู้แพ้’ ตัวพ่อ ไม่ใช่แบบหนังอเมริกันที่ ‘ฉันเป็นผู้แพ้แต่ก็ทำงานในทีวีและมีเจนนิเฟอร์ แอนิสตันเป็นเมีย’ แบบใน ‘Bruce Almighty’ หรือหนังผู้แพ้สไตล์อเมริกันอื่นๆ Shaun ของ Pegg คือผู้แพ้ตัวจริงที่ใครๆ ก็เห็นตัวเองในเขา เขาคือมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าชีวิตซ้ำซากน่าเบื่อ – และนี่แหละคือจุดกำเนิดความฮาทั้งเรื่อง มีสองฉากที่สรุปตัวตนนี้ได้ดี (และแสดงให้เห็นว่า Simon Pegg เป็นนักเขียนบทที่ทั้งเก๋าและฮาขนาดไหน) โดยแค่ฉากที่ Shaun เดินไปร้านค้าใกล้บ้านสองครั้ง ครั้งแรกเขาเดินโซเซแบบเซื่องๆ ให้รู้สึกว่าเขาเป็น ‘ผู้แพ้’ แต่พอเดินซ้ำเส้นทางเดิมอีกครั้ง กลับทำให้เราตาสว่างว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น! ฉากนี้ถ่ายทอดด้วยความละเมียดละไมจนนับเป็นหนึ่งในฉากฮาที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา ไม่ใช่แค่ subtle เท่านั้น เพราะหนังยังมีมุขภาพตลกๆ คำคมจัดๆ และการล้อหนังสยองขวัญอื่นๆ ที่เด็ดสุดคือการแซะหนัง ‘28 วันถัดไป...ระทึกซ้ำ’ ของ Danny Boyle – ลองหาดูว่าจับจุดได้ไหม! ปัญหาของการรีวิวหนังเรื่องนี้คือมีมุขฮาเยอะเกินจนเลือกมาเขียนไม่ถูกโดยไม่สปอยล์ สรุปได้แค่ว่าผมไม่เคยดูหนังเรื่องไหนที่ฮาต่อเนื่องขนาดนี้ มีช่วงที่ฮาหัวเราะลั่น 5-6 ครั้งเต็มๆ ดูแล้วสนุกสุดๆ และเสียดายที่ตัวเองไม่สามารถดูมันเป็นครั้งแรกได้อีกแล้ว ทุกครั้งต่อไปจะเป็นการดูซ้ำแต่ก็ยังสนุกเสมอ อย่างไรก็ตาม ‘Shaun of the Dead’ อาจไม่เหมาะกับทุกคน เพราะมีการใช้ภาษาค่อนข้างแรงและความรุนแรงที่คาดไม่ถึงสำหรับเรต 15 (ในอังกฤษ) หนังเรื่องนี้จะถูกใจแฟนสยองขวัญตัวยงที่รู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับหนังแนวนี้ รวมถึงวัยรุ่นที่เต็มโรงตลอด (ตอนผมดูพวกเขาหัวเราะดังสุดๆ) สุดท้ายมีติเล็กน้อยคือดาราบางคนยังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ เช่น Dylan Moran จาก ‘Black Books’ และ Martin Freeman จาก ‘The Office’ ของ BBC2 ที่น่าจะเป็นซอมบี้ได้เจ๋งกว่านี้ รวมถึงไม่แน่ใจว่าเห็น Matt Lucas จาก ‘Little Britain’ หรือเปล่า เพราะกำลังฮามากจนอาจมอง錯! แต่ข้อเสียเหล่านี้เล็กน้อยมากๆ จนมองข้ามได้ คำแนะนำคือรีบเดินซอมบี้ๆ ไปโรงดูหนังเรื่องนี้ให้ไว แล้วช่วยสนับสนุน Simon Pegg ให้มีโอกาสสร้างงานดีๆ แบบนี้อีก รวมถึงโปรเจกต์下一步ที่สื่ออังกฤษลือว่าอาจเป็น ‘From Dusk 'Till Shaun’ ด้วย!
...พร้อมสอยซอมบี้ให้หัวหลุด! เตรียมตัวให้พร้อมกับความฮาและแอคชั่นสยองขวัญที่ไม่หยุดหย่อนในหนังคอมเมดี้ซอมบี้สุดปัง 'Shaun of the Dead' อาวุธคู่ใจของชอน (ไซม่อน เพกก์) มีแค่ไม้คริกเก็ตกับอารมณ์ขันจัดเต็ม แต่เขาคือคนสุดท้ายที่คุณคิดว่าจะมาเป็นฮีโร่กอบกู้โลกจากซอมบี้ที่บุกถล่มลอนดอน! หนังล้อเลียนชีวิตประจำวันของชอนที่ใช้เวลาทั้งหมดในผับ Winchester กับเอ็ด (นิค ฟรอสต์) เพื่อนซี้ห้องแถว จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาตื่นมาหัวหนักทั้งที...กลับไม่รู้ตัวว่าเมืองทั้งเมืองกำลังกลายเป็นศพเดินได้! ฉากสุดคลาสสิกคือตอนชอนเดินซื้อของตอนเช้าโดยไม่สนใจซอมบี้ที่เดินตุปัดตุเป๋อยู่ข้างหลัง แถมยังเฉไฉไม่สนมือเปื้อนเลือดในตู้เย็นหรือเลือดที่หกบนพื้น! ความฮาของหนังดันอยู่ที่ปฏิกิริยาของคนดูในโรงที่หัวเราะรัวๆ ทุกครั้งที่เกิดมุกตกใจหักมุม สร้างสรรค์โดยทีมหนังอังกฤษที่ยัดเยียดทั้งความขบขันและเลือดสาดแบบไม่กั๊ก แม้จะเป็นหนังซอมบี้แต่ช่วงครึ่งแรกเน้นคอมเมดี้จัดเต็ม ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มระดับความดุเดือดแบบฉีดเลือดสาด! ถ้าคุณเคยหลงรัก 'Ash' จาก Evil Dead ต้องไม่พลาดชม 'ชอน' ตัวพ่อนักฆ่าซอมบี้ยุคใหม่ที่มาพร้อมมุกตลกร้ายแบบบริติชแท้ๆ แถมยังใส่致敬ถึงหนังซอมบี้คลาสสิกอย่าง Dawn of the Dead และ 28 Days Later ให้แฟนตัวจริงได้ลุ้นระทึก! รับรองว่าคุณจะฮาหลุดโลกมากกว่าสยอง แม้แต่คนไม่ค่อยดูหนังสยองก็ต้องติดหนึบ! 10/10
ชีวิตของชอว์นคือทางตัน ชอว์น (ไซมอน เพก) ใช้ชีวิตอยู่ในผับวินเชสเตอร์กับเอ็ด (นิค ฟรอสต์) เพื่อนซี้ ทะเลาะกับแม่ (เพเนโลพี วิลตัน) และไม่ถูกกับฟิลิป (บิล ไนยี) พ่อเลี้ยง ส่วนแฟนสาวลิซ (เคท แอชฟิลด์) ก็ถูกเขาทำให้เสียใจ เมื่อลิซตัดสินใจเลิก ชอว์นจึงต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิต เริ่มจากเอาใจแฟนกลับคืน ซ่อมแซมความสัมพันธ์กับแม่ และรับผิดชอบชีวิตแบบผู้ใหญ่ แต่เรื่องราวอันน่าเบื่อของเขากลับพลิกผันเมื่อซอมบี้บุกยึดลอนดอน! ชอว์นต้องรวมพลังคนใกล้ชิด ตั้งรับศึกซอมบี้ในที่ปลอดภัยที่สุดอย่างผับวินเชสเตอร์ ทั้งแม่ แฟนเก่า และเพื่อนร่วมบ้านต่างต้องร่วมฝ่าความตายที่มาในรูปแบบซอมบี้เดินโซเซ นี่คือวันที่คุณอาจรู้สึก...เหมือนเป็นซอมบี้! อย่าลืมซื้อนม โทรหาแม่ และหลบซอมบี้! ภาพยนตร์รักโรแมนติก...ที่มีซอมบี้แทรก! เคยรู้สึกเหมือนถูกซอมบี้ล้อมรอบไหม? เมื่อวิกฤตมา ฮีโร่ต้องลุกจากโซฟา! ซื้อกาแฟ โทรหาแม่ หลบซอมบี้! กันยายนนี้ ตั้งเป้าไปที่หัว! หนังตลกเฮฮาเกี่ยวกับการรุกรานของซอมบี้ ผสมความตื่นเต้น ดราม่า ฉากเลือดสาด และอารมณ์ขันแบบเสียดสี หนังซอมบี้แนวล้อเลียนจากอังกฤษ ที่มาพร้อมความโรแมนติกและอารมณ์ขันดำของ เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้กำกับมือใหม่จากวงการทีวี ที่ร่วมเขียนบทกับ ไซมอน เพก พระเอกหนัง และคู่หูในผลงานต่อๆ มา แฝง reference หนังดังมากมาย เน้นความฮาจากกลุ่มเพื่อนสุดเพี้ยนกับชาวบ้านในเมืองเล็กที่ต้องสู้กับซอมบี้ราวกับโลกถล่ม ฉากไล่ล่าที่เหนือจริงและดุเดือดจนต้องยกให้เต็มสิบ! นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกในไตรภาคสุดปังของ เอ็ดการ์ ไรท์, ไซมอน เพก และนิค ฟรอสต์ ที่ล้อเลียนหนังแนวต่างๆ หาก Shaun of the Dead คือคอมเมดี้ผสมสยองขวัญ Hot Fuzz ล้อเลียนหนังตำรวจ ส่วน The World's End คือคอมเมดี้วันสิ้นโลกที่เฉียบคม บทหนังเขียนได้เนียนเฉียบ โดยมีนักแสดงนำอย่าง ไซมอน เพก ที่แสดงได้ตรงเป๊ะแม้อยู่ในฉากบู๊เลือดสาด แถมยังมีนักแสดงชั้นนำอีกมากมาย ทั้ง เคท แอชฟิลด์, ลูซี่ เดวิส, ดีแลน มอแรน และนักแสดงรับเชิญอย่าง มาร์ติน ฟรีแมน แม้การตัดต่อจะเร็วและฉากความรุนแรงอาจดูเกินจริง แต่ก็เข้มข้นสมสูตร ฉากหลังและเอฟเฟกต์ถูกจัดเต็ม พร้อมงานภาพจาก เดวิด ดันแลป ที่ถ่ายทำในผับจริงของอังกฤษ ส่วนเพลงประกอบโดย แดน มัดฟอร์ด และพีท วูดเฮด ก็ช่วยเพิ่มความมันส์! หนังเรื่องนี้คือผลงานระดับตำนานของ เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้กำกับมากความสามารถ ที่พิสูจน์แล้วว่าเขาคือเจ้าแห่งคอมเมดี้ผสมแนว! คะแนนซอมบี้ปาร์ตี้: 7/10 ดูสนุก เหนือระดับเฉลี่ย และคุ้มค่ากับเวลา!
ที่สหรัฐอเมริกา เขาไม่ค่อยฉายภาพยนตร์ต่างประเทศมากนัก แม้แต่จากประเทศอย่างอังกฤษก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ฉาย บ่อยครั้งที่หนังเหล่านั้นทำรายได้ดีกว่าแม้แต่หนังอเมริกันในบ็อกซ์ออฟฟิศ แม้หนังอังกฤษจะถูกนำมาแสดงที่นี่ไม่บ่อย แต่ก็การันตีความสำเร็จได้เสมอ จำความปังของ '28 วันถัดไป..ระวังตาย' เมื่อปีก่อนได้ไหม? หนังเรื่องนี้ยิ่งดีกว่าเดิม! มันคือการผสมผสานระหว่างความตลก การล้อเลียนสังคม โศกนาฏกรรม และดราม่า แถมยังอ้างอิงหนังซอมบี้ทุกเรื่องที่เคยมีมา บางอ้างอิงก็ subtle มาก เช่นประโยค 'เราจะตามหาคุณ บาร์บาร่า!' ที่อ้างอิงจาก 'The Night of the Living Dead' ซึ่งหลายคน (รวมถึงจอร์จ โรเมโร ผู้กำกับ!) ยังไม่ทันสังเกต นักแสดงส่วนใหญ่คนอเมริกันอาจไม่คุ้นหน้า แต่พวกเขาเล่นได้เยี่ยม! หวังว่าหนังแบบ 'Shaun of the Dead' จะทำให้ผู้ใหญ่ในฮอลลีวูดตาสว่าง ว่ามีหนังต่างประเทศดีๆ อีกมาก และการรักษาความบริสุทธิ์ของต้นฉบับนั้นดีกว่าการรีเมกแบบหยาบๆ แบบที่อเมริกาชอบทำเสมอ... เชิญชวนทุกคนมาดู SOTD ภาพยนตร์ตลกที่สุดของปี 2004
Shaun of the Dead (2004) เป็นภาพยนตร์สุดสร้างสรรค์และบันเทิงเร้าใจจากผู้กำกับชื่อดัง เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้ใช้เทคนิคการซูมฉับไวและแพนกล้องเร็วแรง อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมมุกดำและอารมณ์ขันสะท้านสะเทือนใจ ที่แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของนักสร้างหนังผู้กำลังก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกันก็ให้เกียรติแนวภาพยนตร์ซอมบี้ที่ถูกหยิบยกมาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังได้การแสดงทั้งฮาและซึ้งกินใจจาก ไซมอน เพ็ก และ นิค ฟรอสต์ - สนุกแบบเลือดสาด ๆ ตามสไตล์!
ชอน (ไซมอน เพกก์) กำลังเผชิญกับชีวิตย่ำแย่—เขาเกลียดงานและรู้สึกอับอายกับหน้าที่การงาน ไม่มีใครในที่ทำงานให้ความเคารพ เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งก็คอยจับผิดเพื่อนอีกคนที่เป็นเพื่อนขี้เกียจของเขา แฟนสาวก็เอาแต่บ่นที่ทั้งคู่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในผับ และเขายังเกลียดพ่อเลี้ยงที่คอยจุกจิกให้ทำอะไรดีๆ ให้แม่ของตัวเอง แถมยังไม่พอ ทุกคนก็เริ่มกลายเป็นซอมบี้! ชอนต้องทั้งจัดการชีวิตตัวเองและต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดไปพร้อมกัน 'Shaun of the Dead' คือผลงานที่ผสมผสานความสยองขวัญกับคอมเมดี้ได้อย่างยอดเยี่ยม แบบเดียวกับภาพยนตร์อย่าง 'An American Werewolf in London' (1981), 'Idle Hands' (1999), 'Frankenhooker' (1990) หรือซีรีส์ 'Evil Dead' (เริ่มตั้งแต่ปี 1981) หนังเรื่องนี้ทั้งล้อเลียนและให้เกียรติภาพยนตร์ซอมบี้คลาสสิกพร้อมสร้างตำนานใหม่ได้อย่างสนุกสนาน เรื่องเริ่มต้นในสไตล์คอมเมดี้/ดราม่าแบบบริติชเต็มตัว ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ดูคล้ายการผสมระหว่าง 'Requiem for a Dream' (2000) ของ Darren Aronofsky กับ 'Trainspotting' (1996) ของ Danny Boyle ก่อนที่องค์ประกอบสยองขวัญจะค่อยๆ แทรกตัวเข้ามา เริ่มจากมุกเล็กๆ ฉากหลัง แล้วค่อยขยับไปสู่การอ้างอิง '28 Days Later' (2002) ของ Boyle อีกครั้ง (ซึ่งตัวหนังนั้นก็ดัดแปลงมาจากนิยาย 'I Am Legend' ของ Richard Matheson) โดยแสดงผ่านฉากชอนที่เดินไปร้านขายของใกล้บ้านตอนเช้าแบบเมาค้างจนไม่สังเกตว่าถนนร้างผิดปกติ ไม่นาน กลุ่มพระเอกนักสู้สุดติ่งก็ต้องเผชิญวิกฤตซอมบี้ระบาด—แบบซอมบี้เดินช้าโบราณ! ด้วยกฎหมายปืนที่เข้มงวด พวกเขาต้องใช้ไหวพริบและของใกล้ตัว เช่น แผ่นเสียงเก่า (หลังถกเถียงกันยกใหญ่) ไม้คริกเก็ต เสียม ฯลฯ มาสอยหัวซอมบี้ แม้ทักษะจะไม่เป๊ะแต่ก็พอผ่านได้! เพื่อเพิ่มความสนุกให้แฟนพันธุ์แท้ Edgar Wright ผู้กำกับ/เขียนบทและ Pegg ยังแทรกการอ้างอิงภาพยนตร์ซอมบี้เรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะตอนอธิบายที่มาของ "โรคระบาด" ทั้งคำอธิบาย "วิทยาศาสตร์" จาก 'Resident Evil' (2002), ซีรีส์ 'Dead' ของ Romero เริ่มตั้งแต่ 'Night of the Living Dead' (1968) ไปจนถึง 'The Crazies' (1973) ที่ถูกตัดบทก่อนจบ—อาจเพราะคำอธิบายเดิมๆ นั้นฟังดูบัดซบ และผู้ชมแค่อยากเห็นซอมบี้ถูกสับ ถูกยึดสมอง! นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับซับเท็กซ์ของหนังซอมบี้ เช่น ชอนที่เดินโซเซเหมือนซอมบี้ตอนตื่นนอน ฉากมนุษย์เงินเดือน/พนักงานร้านค้าที่ดูไร้ชีวิตชีวา การล้อเลียนการทดลองควบคุมซอมบี้ หรือการตั้งรับแบบทหาร รวมถึงซับเท็กซ์แปลกใหม่อย่างฉาก "กระจกสะท้อน" เมื่อชอนกับยวอนน์พบกัน สรุปแล้วถ้าคุณชอบทั้งคอมเมดี้บิ๊กเบิ้มและสยองขวัญเลือดสาดที่ไม่กลัวการผสมgenre 'Shaun of the Dead' คือคำตอบ! แม้จะสนุกสุดๆ เมื่อคุณจับอารมณ์การล้อหนังเก่าได้ แต่ถึงมองเป็นหนังใหม่คนไม่เคยดูก็ยังสนุกได้ในฐานะคอมเมดี้สยองขวัญชั้นเยี่ยม!
ครึ่งแรกของหนังสนุกมากและน่าติดตาม มีมุขตลกมากมายที่ทำให้คุณคิดว่ากำลังดูหนังคอมเมดี้สุดเจ๋ง แต่พอมาถึงครึ่งหลัง มาตรฐานของเรื่องลดฮวบฮาบ มุขตลกเริ่มไม่ดัง เนื้อเรื่องเริ่มน่าเบื่อและไม่สดใสเหมือนครึ่งแรก ถ้าให้คะแนนครึ่งแรกคง 8/10 แต่ครึ่งหลังได้แค่ 5/10 เท่านั้น โดยรวมให้ 6/10 และต้องบอกตามตรงว่าถือว่าถูกประเมินสูงเกินไป ถ้าครึ่งหลังยังสนุกเหมือนครึ่งแรก คงได้ 8/10 แน่นอน!
ฉันไม่รู้ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้เรตติ้งสูงขนาดนี้ ในความคิดของฉันนี่เป็นหนังที่ธรรมดามาก ไม่มีอะไรพิเศษเลย ฉันไม่เห็นว่ามันตลกด้วยซ้ำ
นี่คือส่วนผสมระหว่างเบียร์และเลือดที่ดีที่สุดที่ฉันเคยลิ้มลอง "Shaun of the Dead" มีช่วงเวลาตลกสุดเจ๋งแต่ก็ทำออกมาได้อย่างมืออาชีพราวกับเป็นหนังสยองขวัญเลือดสาดจริงจัง ซึ่งเพราะความจริงจังนี้เอง ทำให้หนังยิ่งฮามากขึ้นและส่งมอบความบันเทิงได้เต็มที่ ทั้งแฟนพันธุ์แท้ตลกสไตล์อังกฤษและคอหนังซอมบี้หรือสยองขวัญเลือดสาดจะต้องถูกใจแน่ ด้านภาพ หนังทำออกมาได้สวยงาม ไม่เหมือนหนังอังกฤษทั่วไป โดยมีการใช้การถ่ายภาพและการจัดแสงที่โดดเด่น ส่วนเลือดสาด แต่งหน้างาน makeup และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ นั้นยอดเยี่ยมสุด ๆ จนบางครั้งก็ทำได้ดีกว่าแม้แต่หนังซอมบี้/สยองขวัญที่จริงจังเสียอีก คุณอาจคิดว่านี่เป็นแค่หนังล้อเลียน "Dawn of the Dead" (1978) แต่จริง ๆ แล้วมันมากกว่านั้น หนังเล่าเรื่องได้ดีและสร้างโครงเรื่องเป็นของตัวเองจนไม่ใช่แค่การล้อเลียนธรรมดา ทุกตัวละครถูกเขียนมาอย่างดีและมีมุมตลกในแบบของตัวเอง การแสดงก็ดีในมาตรฐานของหนังตลก โดยนักแสดงรู้วิธีเล่นทั้งฉากฮา ๆ และฉากจริงจังแบบอารมณ์หนัก และที่ขาดไม่ได้คือ Bill Nighy นักแสดงสุดเจ๋งที่มักจะโดดเด่นในบทบาทตลกแบบนี้อยู่เสมอ โดยรวมนี่คือหนังที่ทำออกมาสวยงาม มีความมืออาชีพ แถมยังฮาและสนุกในหลายช่วง ฉันไม่เห็นทางที่ใครจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลย 8/10 http://bobafett1138.blogspot.com/
7.8

Hot Fuzz โปลิศ โคตรแมน
6.9

The World’s End (2013) ก๊วนรั่วกู้โลก
7.5

Zombieland (2009) ซอมบี้แลนด์ แก๊งคนซ่าส์ล่าซอมบี้
7.5

Scott Pilgrim vs. the World (2010) สก็อต พิลกริม กับศึกโค่นกิ๊กเก่าเขย่าโลก
7.2

Dawn of the Dead (2004) รุ่งอรุณแห่งความตาย
6.7

Zombieland Double Tap (2019) ซอมบี้แลนด์ แก๊งซ่าส์ล่าล้างซอมบี้
7.6

Kick-Ass (2010) เกรียนโคตรมหาประลัย
7

World War Z (2013) มหาวิบัติสงคราม Z
7.1

Tropic Thunder (2008) ดาราประจัญบาน ท.ทหารจำเป็น
6.4

Snitch (2013) โคตรคนขวางนรก
4.9

XxxHolic (2022)
5.8

True Beauty (2025)
7

Passengers (2016) คู่โดยสารพันล้านไมล์
5.8

The End Of The Pale Hour (2021) หยุดรักไว้ที่วันนั้น
6.6

Jiangziya (2025) สังหารขุนพลชิงแผนภูมิวงศ์เทวา
4.6

Kampon (2023)
4.5

Sky on Fire (2016) ทะลุจุดเดือด
6.6

Explorer (2022)
5.5

Monster High 2 (2023)
5.3

Tibetan Raiders (2022) ธิเบตไรเดอร์
7.9

The Alpinist (2021) นักปีนผา