
Back in Action (2025) สายลับกลับมาลุย สิบห้าปีหลังจากทิ้งชีวิตสายลับซีไอเอไว้เบื้องหลัง เพื่อมาสร้างครอบครัวด้วยกัน เอมิลี่กับแมตต์ต้องกลับเข้าไปในโลกของจารชนอีกครั้ง เมื่อมีคนล่วงรู้ตัวตนของทั้งคู่

อดีตสายลับซีไอเอ เอมิลี่และแมตต์ ถูกดึงกลับเข้าสู่โลกแห่งการสืบราชลับอีกครั้ง หลังจากที่ตัวตนลับของพวกเขาถูกเปิดเผย
สิบห้าปีหลังจากทิ้งชีวิตสายลับซีไอเอไว้เบื้องหลัง เพื่อมาสร้างครอบครัวด้วยกัน เอมิลี่กับแมตต์ต้องกลับเข้าไปในโลกของจารชนอีกครั้ง เมื่อมีคนล่วงรู้ตัวตนของทั้งคู่
อีกครั้งที่เราได้เห็นภาพยนตร์เรียบง่ายจากแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่นำนักแสดงชื่อดังมาร่วมงาน แม้หนังจะขาดความคิดสร้างสรรค์และรายละเอียดพล็อตที่ลึกซึ้ง แต่กลับทำได้ตามจุดมุ่งหมายหลัก นั่นคือสร้างความบันเทิงให้ผู้ชมอย่างเต็มที่ จุดเด่นของเรื่องนี้คือตัวละครสนุกสนานและมุกตลกที่มากเกินพอ จนบางครั้งก็เกินความจำเป็น แต่ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ชมได้รับความเพลิดเพลิน แนวทางการรับชมที่เหมาะสมคือการลดความคาดหวังลง—อย่าหวังเรื่องการเล่าเรื่องหรือแนวคิดที่แปลกใหม่ แล้วคุณจะพบว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คุณยิ้มได้แบบไม่รู้ตัว พร้อมทิ้งความรู้สึกดีๆ ไว้ให้ ดังนั้น ถ้าคุณอยากดูหนังที่ไม่ได้ต้องการความตั้งใจมาก แต่ยังทำให้คุณยิ้มได้ นี่อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะเลยล่ะ
คู่หูถูกชักจูงให้ออกจากชีวิตบั้นปลายหลังความลับเกี่ยวกับชีวิตใหม่ถูกเปิดเผย หนังเรื่องนี้เดินเส้นบางๆ ระหว่างหนังแย่ขนาดที่กลับสนุกได้ มันไร้สาระแบบสุดๆ แต่ฉันก็ดูจบไม่เบื่อสักนิด ทุกอย่างเกินจริงหมด! ทั้งคู่หูที่หน้าเด็กเหมือนเวลาไม่ผ่านเลย 15 ปี ฉายายิงกันระเบิดเถิดเทิง หรือแม้แต่เด็กๆ ที่น่ารำคาญ ยังมีกลิ่นอายของ Johnny English ผสมอยู่บ้าง ทั้งอุปกรณ์ประหลาด ไซ-ไฟพิลึก และฉายิงกันสนั่นจอ ที่ทำให้ขำได้หลายครั้ง เสียดายเรื่องตีตราแบบฝรั่งก็ยังมีให้เห็น แต่ก็ตลกดีเหมือนกัน เวลาดาราฝรั่งที่ไม่ใช่คนอังกฤษ อย่าง Glenn Close กับ Andrew Scott แสดงเป็นตัวละครอังกฤษสำเนียงหรูๆ แบบใน Murder, She Wrote ส่วน Nigel ตัวละครสายลับจอม笨拙ที่เหมือนหลุดมาจากหนังตลกยุค 2000s ที่เล่นโดย Jamie Demetriou ก็สนุกได้อีก แต่ที่งงคือทำไมคนอเมริกันถึงได้ล้ออาหารอังกฤษ...ทั้งที่ตัวเองก็กินแต่น้ำตาสารพัดสีกับไขมันทรานส์ นี่คือหนังสนุกๆ ที่ไม่ต้องคิดมาก 6/10
หนังเรื่องนี้ดูแล้วรู้ทันทุกฉาก ไม่สนุกและน่าเบื่อสุดๆ เพิ่งจะเสียเวลาไปกับหนัง Netflix น่าเบื่ออีกเรื่อง ฉันรักแคเมรอน ดิอาซนะแต่ก็ไม่ช่วยให้ชอบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเลย ทำไมฮอลลีวูดถึงชอบทำหนังคู่สามีภรรยานักสืบที่มีลูกแล้วต้องวิ่งหนีคนร้ายแบบนี้จัง? ทำแบบเดิมๆ ซ้ำๆ จนเบื่อแล้ว จำไม่ได้เลยครั้งสุดท้ายที่ฮอลลีวูดทำหนังคอมเมดี้หรือแอคชันดีๆ ออกมาเมื่อไหร่ ฉันยังดูแต่หนังยุค 80s, 90s และ 2000s อยู่เลย ขอร้องเลย Netflix อย่าทำอะไรแบบที่เรียกว่า 'แอคชัน-คอมเมดี้' อีกเลย เกือบจะยกเลิกสมาชิกแล้วนะเนี่ย อาจจะไม่ใช่แค่ Netflix ปัญหาคือฮอลลีวูดทั้งหมดต่างหาก ฮอลลีวูดกำลังตกต่ำมากๆ
หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกส่วน แน่นอนว่าเป็นหนังที่เดาทางเนื้อเรื่องได้ แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้ดูเพลิน เหมาะสำหรับดูเวลาอยากเสพอะไรง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องใช้ความคิดมาก มีทั้งแอคชั่น คอมเมดี้ และเนื้อหาครอบครัวแบบเน้นความอบอุ่น น่าจะกลายเป็นหนังคลายเครียดได้ไม่ยาก ชอบการแสดงของ Cameron Diaz และ Jamie Foxx ในบทบาทพ่อแม่ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ เช่น นักแสดงประกอบหรือพวกตัวร้าย อยากให้แสดงได้ดีขึ้นอีกหน่อย บางช่วงก็ดูน่าอึดอัด แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดไว้อยู่แล้วสำหรับหนังแนวนี้ โดยรวมแนะนำเลยถ้าอยากดูหนังน่ารัก ดูง่าย และไม่ต้องตั้งใจมาก
ไดแอซและฟ็อกซ์ คู่หูนักสืบ พร้อมด้วยเกล็นน์ โคลส ในบทแม่ชาวอังกฤษของไดแอซ ถือเป็นทีมนักแสดงดาวดัง แต่คงเป็นจุดเดียวที่คนรีวิวถึง นี่คือหนังที่ไม่ต้องคิดมาก ไร้เงื่อนไขรางวัลใดๆ แค่เป็นหนังสายลับสบายๆ สำหรับครอบครัวที่ไม่ได้ตั้งใจจริงจังกับตัวเอง บทพูดบางครั้งก็ดูเชยๆ การแสดงแบบหนังแอ็คชั่นทุนต่ำ พล็อตเรื่อง predictable แต่ถ้าอยากดูอะไรเบาสมองไม่ต้องใช้สมองเลย ก็ถือว่าใช้ได้ มีแอ็คชั่นและสตั๊นท์พอให้แฟนหนังแนวนี้ติดตรึม โดยไดแอซ-ฟ็อกซ์ สวมบทสายลับฝีมือดี มีทักษะศิลปะการต่อสู้ หนังอาจดรอปความสนุกช่วงกลางหลังเล็กน้อยแต่กลับมาคึกอีกทีตอนคลายฉาก เรียกว่าดูเพลินๆ ได้ระดับนึง
15 ปีหลังแกล้งตายเพื่อปิดฉากชีวิตสายลับ เอมิลี่ (แคเมรอน ดิอัซ) และแมตต์ (เจมี่ ฟ็อกซ์) สร้างครอบครัวใหม่ในย่านชานเมืองพร้อมลูกสาววัยทีนอลิซ (แมคเคนนา โรเบิร์ตส์) และลูกชายเล็กลีโอ (ไรแลน แจ็กสัน) ที่ต้องเจอปัญหาวัยรุ่นก้าวร้าวและลูกติดจอ หลังตามนอลิซไปเจอเรื่องชกต่อยในคลับจนคลิปไวรัล ทั้งคู่ถูกตีตื้นโดยชัค (ไคล์ แชนด์เลอร์) อดีตหัวหน้าที่เตือนว่าทั้ง CIA และพ่อค้าอาวุธกอร์ (โรเบิร์ต เบสตา) ตามหาพวกเขาเพื่อชิง ICS อาวุธดิจิทัลที่แมตต์ซ่อนไว้โดยไม่บอกเอมิลี่ เมื่อชัคถูกฆ่า ทั้งครอบครัวต้องหนีไล่ล่าของมือสังหาร ขณะเดินทางไปอังกฤษเพื่อหา ICS ที่แม่ของเอมิลี่ (เกล็น คลோส) ซึ่งคอยังไม่สนิทกัน ‘Back in Action’ หนังแอคชั่นคอมเมดี้ดาราระดับจาก Netflix ผลงานของเซท กอร์ดอน (ผู้เขียนบท/กำกับ) และเบรนแดน โอ’ไบรอัน ถือเป็นการกลับมาของดิอัซหลังหายไปจากวงการตั้งแต่ปี 2014 แม้โครงเรื่องจะซ้ำสูตรเดิมๆ แต่การคัดเลือกนักแสดงและเคมีระหว่างฟ็อกซ์-ดิอัซช่วยให้หนังดูสนุกขึ้น แม้จะเห็นทางตั้งแต่ต้นแต่มีช่วงต่อสู้ในคฤหาสน์กอร์ที่ทำได้ดี แม้บางฉากอย่างเครื่องบินตกจะดูเวอร์เกินไป ส่วนลูกๆ ของพระเอกนางเอกที่ถูกเขียนเป็นตัวแทนเจน Z และเจนอัลฟานั้นให้อารมณ์ตลกซิทคอมมากกว่า แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ช่วงไล่ล่า หนังก็กลับมาสนุกด้วยบทแม่ยายสุดเฮี้ยนของเกล็น คลโลส และมุขตลกบางมุกที่เล่นกับภาพจำนักแสดงได้อย่างเนียนๆ ‘Back in Action’ อาจไม่ใช่หนังดีเลิศแต่ก็พอรับชมได้ในวันที่อยากดูแอคชั่นผสมคอมเมดี้ชิลล์ๆ แบบไม่ต้องคิดมาก ดีกว่า ‘Argylle’ หรือ ‘Canary Black’ ที่ล้มไม่เป็นท่าเมื่อปีก่อนแน่นอน
นี่คือหนังที่อาจไม่ถูกใจทุกคน แต่ภายในก็ซ่อนความบันเทิงเรียบง่าย ซ้ำๆ แต่มีประสิทธิภาพ เพียงพอสำหรับการดูในวันหยุดเพื่อต้อนรับการกลับมาของแคเมรอน ดิอาซ และเคมีระหว่างเธอกับเจมี่ ฟ็อกซ์ ที่ยังสดใสเหมือนเดิม Netflix ปล่อยบล็อกบัสเตอร์ใหญ่เรื่องแรกของปีด้วยการนำเคมีคู่หูฟ็อกซ์-ดิอาซกลับมาสู่จอ ในรูปแบบคอมเมดี้แอ็คชั่นชีวิตประจำวันที่ไม่เสนออะไรใหม่ให้โลก แต่สร้างความเพลิดเพลินให้คนที่มองหาสิ่งเรียบง่ายโดยไม่ต้องคิดมาก บางครั้งหนังก็ต้องการช่วงเวลาผ่อนคลายแบบนี้อยู่ดี ภายใต้การกำกับของเซท กอร์ดอน ผู้ชำนาญแนวนี้ เราได้เห็นหนังที่ทำฉากแอ็คชั่นได้ดี แต่ขาดลึกซึ้งในตัวละครและบทพูดจดจำติดหู ทว่ามีมุขตลกบางส่วนที่สมดุลกับการผจญภัยบนจอ ในบล็อกบัสเตอร์เรียบง่าย เต็มไปด้วยคลิชเนี้ยะ แต่ก็บันเทิงได้ตามเป้าหมาย การได้เห็นแคเมรอน ดิอาซกลับมาหลังจากหายไปนานคือจุดเด่นหลักของหนังNetflix เรื่องนี้ แม้บทจะไม่สุดเลิศ แต่เธอยังแสดงพลังและเคมีเจ๋งกับเจมี่ ฟ็อกซ์ ที่ฟิตกลับมาหลังเจอปัญหาสุขภาพ คู่หูคู่นี้ยังน่าดูเหมือนเดิม แม้บทจะไม่ช่วย แต่พวกเขาก็สร้างช่วงเวลาสนุกและเสียงหัวเราะได้ไม่ต่างจากนักแสดงสมทบที่ช่วยเติมเต็มความบันเทิง ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นแฟรนไชส์ใหญ่ใหม่ของ Netflix แม้ไม่ใช่หนัง里程碑แต่มันก็ทำหน้าที่บล็อกบัสเตอร์เปิดปี 2025 ได้ดี แม้ไม่ทำให้ทุกคนปลื้ม แต่มันคือหนัง Netflix สไตล์ที่เหมาะกับวันหยุดครอบครัว เน้นแสดงพลังคู่หูผู้กลับมาสร้างรอยยิ้มบนจออีกครั้ง เกือบ 11 ปีที่เราขาดแคเมรอน ดิอาซบนจอหนัง มันนานเกินไปแล้ว การได้เห็นเธออีกครั้งคือความสุขอย่างแท้จริง ขอบคุณ Netflix ที่นำเธอกลับบ้าน ขอต้อนรับกลับมา 'คุณคนเดิม' ของเรา!
บางครั้งก็รู้สึกว่า Netflix ดูถูกผู้ชมอยู่ไม่น้อย พวกเขาดันเอาหนังแบบเดิมๆ ที่ดูถูกความสามารถคนดูสุดๆ มาป้อนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า 'Back in Action' ก็เป็นอีกเรื่องที่เชย ไร้จินตนาการ และยัดเยียดสูตรสำเร็จแบบหนังเน็ตฟลิกซ์ที่ออกมาปีละโหลให้เราอึดอัดไปอีก ก็ดีใจที่ได้เห็น Cameron Diaz กลับมาหลังจากหายไป 11 ปี เคยชอบความสดใสและบทบาทเปรี้ยวๆ ของเธอ แต่คราวนี้เธอเหมือนคนละคน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบทหรือเธอเพิ่งกลับมายังปรับตัวไม่คุ้น แต่เธอกับ Jamie Foxx ดูไม่ค่อยมีเคมีกันเลย ทั้งที่ทั้งคู่เป็นนักแสดงฝีมือดี แต่กลับแสดงได้แข็งทื่อตลอดเรื่อง อย่างไรก็ตาม Foxx มีปัญหาสุขภาพระหว่างถ่ายทำ นับถือที่เขาทำจนจบได้ ส่วนตัวละครเด็กที่แสนน่ารำคาญนี่ตัดทิ้งไปได้เลย! ไม่มีใครคิดจะทำให้พวกเขาน่าลุ้นบ้างเหรอ? บางครั้งคุณอาจปิดสมองแล้วดูไปเรื่อยๆ แต่กับหนังเรื่องนี้ ถึงปิดสมองยังเจ็บแทนคนเขียนบท! เหตุการณ์บ้าบอแบบเครื่องบินชนภูเขาแล้วตัวละครยังเดินออกมาได้แบบไม่มีรอยข่วนนี่แค่ส่วนเล็กๆ ของความไร้เหตุผลทั้งเรื่อง พยายามสุดชีวิตจะสนุกกับหนัง แต่สุดท้ายมีแต่เบื่อ ให้คะแนนเผื่อใจ 4/10
หนังเรื่องนี้คือตัวอย่างสุดเนียนของวงการฮอลลีวูดที่หมดมุขแล้ว! เรียกว่าเป็นหนังสูตรสำเร็จที่ทำมาแค่หวังเงินผู้ชม โดยไม่ใส่ใจความคิดสร้างสรรค์แม้แต่น้อย เนื้อเรื่องดัดแปลงครีเอทใหม่จากเรื่องเดิมๆ ที่เราเห็นจนเบื่อ ตัวละครแบนเรียบไร้มิติ บทพูดเน้นคำจำเจที่เดาได้ตั้งแต่ยังไม่เปิดปาก ส่วนอารมณ์ลึกซึ้งหรือความเฉียบแหลม? หายไปหมดเพราะหนังยัดแต่คลิชเ่ช่และมุกเดิมๆ แบบไม่ละอายใจ สิ่งที่ฮอลลีวูดทำคือเอาตัวละครใหม่มาสวมเรื่องเก่า ใส่เทรลเลอร์หวือหวา แล้วหวังให้คนดูยอมจ่ายตังค์! นี่คือหนังไร้จิตวิญญาณที่สุด แค่ดูผ่านๆ ขณะเล่นโทรศัพท์ยังรู้สึกเสียเวลา เสียเงิน เสียเซลล์สมุดไปฟรีๆ ถ้าอยากให้คนดูกลับมาคบฮอลลีวูดอีกครั้ง ถึงเวลาต้องกล้าเสี่ยง แทนที่จะเสิร์ฟแต่ของเหลือทิ้งแบบนี้แล้ว!
ลืมรีวิวแย่ๆ ไปได้เลย คุณจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ได้ยังไง? หนังทำมาจากโครงเรื่องเดิมๆ อย่าง ‘ว้าย เราเคยเป็นสายลับแต่ไม่เคยบอกใคร!’ แต่หนังเรื่องนี้ตั้งใจจะล้อเลียนหนังเก่าเหล่านั้น และมีความสนุกแบบบ้าบอตลอดทั้งเรื่อง หนังไม่เคยตั้งใจให้ตัวเองถูกมองเป็นหนังแอคชั่นจริงจัง แต่เป็นเพียงหนังคอมเมดี้แอคชั่นที่ดี ฉันชอบหนังสายลับธริลเลอร์จริงจัง และแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่แบบนั้น แต่ฉันก็หัวเราะตลอดเวลา นั่นคือทั้งหมดที่หนังต้องการจะนำเสนอ ความสนุกแบบบ้าบอ และมันทำได้สำเร็จ ฉันไม่มาหาคำตอบสำหรับคำถามยากๆ ของชีวิตที่นี่ แค่อยากนั่งหัวเราะไปกับหนังที่ให้ความบันเทิง
ภาพยนตร์ Back in Action 2025 เป็นการกลับมาของ Cameron Diaz หลังจากหายไปนาน พร้อมส่งมอบความบันเทิงผสมผสานระหว่างแอคชันและคอมเมดี้ได้อย่างลงตัว เนื้อเรื่องเรียบง่ายแต่สนุก ติดตลอดทั้งเรื่อง การแสดงของ Diaz ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์และความสามารถพิสูจน์ว่าเธอยังครองตัวบทได้แน่นหนา แม้ภาพยนตร์อาจไม่ใช่เรื่องที่ล้ำสมัยหรือลึกซึ้ง แต่ก็ให้ความสนุกเบาสมองและดำเนินเรื่องได้ดี แฟนๆ ของ Diaz และคนชอบแนวแอคชันคอมเมดี้ต้องถูกใจ แนะนำให้ดูสำหรับใครที่อยากพบกับความบันเทิงชิลๆ แต่เพลินๆ
อยากให้คะแนนมากกว่านี้เพราะชอบเจมี่ ฟ็อกซ์ แต่แม้แต่เขาก็ช่วยหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ตัวละครอังกฤษถูกเขียนแบบเหมารวมจนแย่มาก ฉากต่อสู้ถูกทำลายด้วยเพลงประกอบที่ไร้สาระ มีเสียงกรีดร้องและตะโกนมากจนทนไม่ไหว การแสดงแย่มาก แม้แต่คาเมรอน ดิอาซ ไม่มีสปอยล์เพราะไม่มีเนื้อเรื่องที่แท้จริง เป็นเพียงฉากบินแย่ๆ ฉากหนี และการกรีดร้องที่ต่อเนื่อง เด็กๆ แสดงได้แย่ การแสดงเหมือนเพิ่งจบจากโรงเรียนการแสดง เด็กมีนิสัยเสียที่แสดงเป็นเด็กมีนิสัยเสีย ไม่แนะนำให้เสียเวลาดู ยังมีตัวอักษรเหลือ 44 ตัว จึงต้องเติมบรรทัดสุดท้ายให้เต็มพื้นที่
เจมี่ ฟ็อกซ์ และ คาเมรอน ดิอาส มีเคมีที่ไม่คาดคิดในหนังเรื่องนี้ และช่วยดึงดูดผู้ชมได้ดี ส่วนบทภาพยนตร์ค่อนข้างเรียบง่าย คาดเดาได้ และไม่มีลีลาการเล่าเรื่องที่ดึงดูด แม้บทเดิมจะมีศักยภาพสร้างสิ่งพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กลับทำไม่ถึงจุด อาจเพราะการเร่งดำเนินเรื่องเร็วเกินไป การพัฒนาตัวละครเด็กและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยังไม่เต็มที่ รวมถึงการเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุก็ไม่ได้ช่วยให้เรื่องดีขึ้น การเชื่อมโยงระหว่างตัวเอกกับศัตรูและจุดมุ่งหมายของศัตรูถูกนำเสนอแบบผิวเผิน อย่างไรก็ตาม หนังดูสนุกและบันเทิงได้ในระดับหนึ่ง แค่ไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก
Omniscient Reader The Prophecy (2025) อ่านชะตาวันสิ้นโลก